ได้เลือกสถาบันการศึกษาหลายแห่ง แต่ตัดสินใจเลือกเรียนที่ มสธ. ด้วยเหตุผลสำคัญคือ มีเอกสารการสอนที่แบ่งเป็นหมวดหมู่และยังมีเทปเสียงเป็นทางเลือกให้ลองเรียน นอกจากนั้นยังมีวิธีการสอนเสริม และที่สำคัญที่สุดคือมีการสอบวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้มีเวลาสอบได้แน่นอน ในขณะที่บางสถาบันมีปัญหาคือ สอบ วันราชการ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อเริ่มเรียนต่างๆ นั้น สามารถใช้ประโยชน์ได้แน่นอน เพราะบทเรียนต่างๆ แบ่งออกมาเป็นหมวดหมู่ โดยเฉพาะเอกสารและเทปที่ผมใช้เป็นประจำ ผมใช้ในระหว่างการเดินทางได้สะดวกเดินทางไปตรวจราชการก็ดี ไปสถานที่ต่าง ๆ ก็ดี ก็นำเทปไปด้วย เป็นวิธีการที่เรียนที่เหมาะสมเมื่อเราสามารถเคลื่อนที่ไปไหน ไม่เป็นอุปสรรคเลย
เหตุผลที่เรียนนิติศาสตร์ ทั้ง ๆ ที่วุฒิที่จบมานั้นด้านวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อเรารับราชการมาถึงระดับหนึ่งใน ๑๐ ปีแรก ผมได้สอบเปลี่ยนสาขามาเป็นนักพัฒนา ก็คือว่าสอบแข่งกับนักบริหาร ต่อมาคุณวุฒิของเราในวันหนึ่งต้องเกิดปัญหากับเราในการแข่งขันเข้าสู่ตำแหน่งเพราะฉะนั้นก็ต้องหาปริญญาทางสังคม ผมก็ดูว่าปริญญาทางสังคมที่จะควบคู่กับปริญญาทางวิศวกรรมน่าจะดีที่สุดก็คือ นิติศาสตร์ และการเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ถ้าจบด้านสังคมโอกาสที่จะเป็นนักบริหารจะมี ก็ตัดสินใจเรียนนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่กว้างสำหรับผู้บริหาร นอกจากนี้ ยังสามารถใช้กับชีวิตประจำวันได้ด้วย ทำให้กระบวนการเรียนรู้ส่งคุณภาพเรายิ่งขึ้น จึงมาเรียนนิติศาสตร์ ความคิดดังกล่าวก็ได้ส่งผลจริง ๆ เมื่อตอนที่จบปี ๒๕๓๒ มีตำแหน่งรองอธิบดีเพิ่มอีก ๑ ตำแหน่งในสำนักงาน รพช. กระทรวงมหาดไทย ปรากฏว่าคุณสมบัติของผมทั้ง ๒ ด้าน ทำให้ผมเข้าสู่ตำแหน่งรองอธิบดีนับว่าได้เปรียบผู้อื่น เพราะว่ามองในแง่วิศวกรรมศาสตร์ ก็ไม่ได้ด้อยกว่าผู้อื่นแต่พอมีปริญญาทางด้านนิติศาสตร์กลายเป็นว่าในสายบริหาร เราจะเป็นตัวเลือกที่มีโอกาสสูงสุด ก็เลยทำให้ได้เป็นผู้บังคับบัญชาสมัยนั้น เป็นการแต่งตั้งโดยรัฐมนตรี ไม่ใช่โดยระบบปัจจุบัน ฝ่ายการเมืองเขามองว่ามีประสิทธิภาพครบถ้วน การเลือกเราก็เป็นผลจากการเรียนนิติศาสตร์ มสธ. เป็นอันว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ได้นำความรู้นิติศาสตร์ไปใช้ในราชการทำงานอย่างไร ก่อนหน้านั้นเป็นรองอธิบดีถึง ๓ ฝ่าย ครั้งแรกเป็นรองอธิบดีฝ่ายพัฒนา ก็ได้ใช้หลักกฎหมายบ้าง และหลักบริหารทั่วไป ครั้งที่ ๒ เป็นรองอธิบดีฝ่ายบริหาร ได้คุมเรื่องการบริหารโดยตรง กฎหมายที่ต้องดูแลมากคือ งานทางด้านนิติกรรมเพราะว่าในการบริหารจัดการต้องพิจารณาคู่สัญญาซึ่งมีงบประมาณเป็นจำนวนมาก ผู้ให้สัมภาษณ์ นายสุจริต นันทมนตรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร บัณฑิตสาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
|