ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม จังหวัดฉะเชิงเทราี
 
ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายข้าวเปลือก จังหวัดฉะเชิงเทรา
 
 

                      ความสำคัญ
                      การก่อพระเจดีย์ทรายเป็นประเพณีที่ชาวไผ่ดำ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ได้กระทำสืบทอดกันมาแต่อดีตกาล วัตถุประสงค์เพื่อนำเอาทรายมาใช้ทำสาธารณประโยชน์ในวัด ส่วนการก่อพระทรายข้าวเปลือก เป็นการทำบุญอย่างหนึ่งของชาวไผ่ดำ ที่นำเอาผลผลิตจากอาชีพการทำนา คือ ข้าวเปลือก มาก่อเป็นเจดีย์แทนทราย

                      พิธีกรรม
                      การก่อพระเจดีย์ทรายเนื่องจากสภาพท้องถิ่นของหมู่บ้านไผ่ดำ เป็นที่ราบน้ำท่วมถึงจึงทำให้ไม่มีทรายอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเลย การก่อพระเจดีย์ทรายของชาวไผ่ดำ จึงเปลี่ยนจากการขนทรายมาเป็นการซื้อทรายจากทางวัด ซึ่งที่วัดไผ่ดำจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าก่อน ว่าจะมีการการก่อพระเจดีย์ทรายในวันพระไหน เมื่อถึงวันกำหนดประชาชนก็จะไปทำบุญและก่อพระเจดีย์ทรายร่วมกัน จากนั้นก็มีการประกวดความสวยงามของพระเจดีย์ ว่าใครตกแต่งได้ดีกว่ากัน การก่อพระทรายข้าวเปลือก ก็มีวิธีดำเนินการเช่นเดียวกัน คือ นัดวัน เมื่อถึงวันกำหนดชาวบ้านก็จะนำข้าวเปลือกใส่กระบุงไปวัด แล้วเอาไปเทกองรวมกันในที่วัดจัดไว้เป็นพระเจดีย์ ควบคู่ไปกับการทำบุญ ข้าวเปลือกที่ได้ทางวัดจะนำไปขาย เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยมาใช้จ่ายในการทำนุบำรุงศาสนสถานของวัดต่อไป

                     สาระ
                     การก่อพระทรายข้าวเปลือก เป็นการทำบุญศาสนาของชาวบ้านด้วยการนำผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญ มาร่วมกันบริจาคเพื่อให้ทางวัดได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านการพัฒนา อีกทั้งสร้างนิสัยด้านการบริจาค ความสามัคคีแก่ผู้คนในชุมชน

 

 

                     อนิสงส์ถวายพระเจดีย์ข้าวเปลือก จะมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัต
     เรื่องเล่าอานิสงส์ในสมัยพุทธกาล
                      สมัยหนึ่งองค์สมเด็จพระศาสดาเสด็จประทับ อยู่ในบุพพารามมหาวิหาร ณ กรุงสาวัตถี ทรงพระปรารภ พระเจ้าปัสเสนทิโกศล ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นโกศลและกาสี โดยพระเจ้าปัสเสนทิโกศล แวดล้อมไปด้วย เสวกามาตย์ราชบริพาร ทั้งหลายได้เสด็จไปทอดพระเนตรชาวนา เพื่อเป็นการพักผ่อนพระราชหฤทัย ทรงสบาย ในทุ่งนา ที่ไม่ห่างไกลจากพระนครเท่าไรนักได้ทอดพระเนตรเห็น ชาวนากำลังนวดข้าว แล้วนำมากองพูนสูงใหญ่ ก็พอพระราชหฤทัย จึงเสด็จลงจากพระราชยาน พร้อมด้วยเสวกามาตย์ราชบริพารทั้งหลาย แล้วทรงชักชวนชาวนาให้เอาข้าวมารวมก่อ เป็นรูปเจดีย์บูชาพระรัตนตรัย พระองค์ทรงรับก่อด้วยพระองค์ เมื่อก่อเสร็จแล้ว ก็รับสั่งให้ทำโรงฉันในสถานที่นั้น แล้วเสด็จไปสู่ สำนักพระศาสดา ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า พร้อมด้วย พระภิกษุสงฆ์บริวาร ๕๐๐ รูปไปรับบิณฑบาต ในวันพรุ่งนี้เช้า ณ โรงฉันในทุ่งนา เพื่อเป็นการฉลองรูปเจดีย์ที่ก่อด้วยข้าวเปลือกสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับด้วยดุษณียภาพ

           พอรุ่งเช้า พระเจ้าปัสเสนทิโกศล ได้เสด็จไปยังโรงฉันใน ทุ่งนานั้น ไปคอยรับเสด็จพระพุทธเจ้ากับภิกษุ ๕๐ รูป ให้เสด็จนั่งเหนืออาสนะแล้ว ก็ถวายอาหาร บิณฑบาต แก่พระพุทธเจ้า พร้อมกับภิกษุเหล่านั้นเสร็จจากภัตตกิจแล้วพระเจ้าปัสเสนทิโกศล ก็กราบทูลถามถึง ผลานิสงส์ที่ได้ก่อเจดีย์ด้วยข้าวเปลือกนี้ ให้เป็นทาน จะมีผลานิสงส์เป็นประการใดพระพุทธเจ้าข้า

           องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเทศนาว่าดูกรมหาบพิตร นรชนหญิงชายใด มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ก่อสร้างพาลุกเจดีย์ ยังกองข้าวเปลือก ให้เป็นทาน ดังที่มหาบพิตร กระทำอยู่ในขณะนี้ ด้วยศรัทธา อันแรงกล้า มีความปีติปราโมทย์ปรีดายินดี บุคคลผู้นั้นจะไม่ไปสู่อบายภูมิตลอดร้อยชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติเป็นอันมาก ครั้นตายไปจากมนุษย์ก็จะไปเสวยในทิพย์สมบัติ แม้พระตถาคต แต่ครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมีธรรม อยู่ก็ได้ก่อเจดีย์ด้วยข้าวเปลือก โดยพระองค์ได้เกิดในตระกูลชาวนา เมื่อเจริญวัยแล้ว ก็ต้องทำไร่ไถนาเลี้ยงชีพ อยู่มาวันหนึ่งเห็น พระปัจเจกโพธิเจ้า อยู่ในราวป่า ก็มีจิตเลื่อมใส ได้สละข้าวเปลือกก่อเป็นเจดีย์ ครั้นทำเสร็จแล้วก็เอาผ้าแพร มาทำเป็นธงปักประดับพระเจดีย์ครั้นทำเสร็จแล้ว ก็ไปอาราธนา พระปัจเจกโพธิออกมา ถวายภัตตาหาร ทำการสักการบูชาแก่พระรัตนตรัย แล้วตั้งปรารถนาว่า ขอให้ข้าพเจ้าพระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาล เบื้องหน้าโน้น ครั้นอยู่จนอายุแล้วได้ไปเกิดชั้นดาวดึงส์มีวิมานสูง ๑๒ โยชน์ อยู่ได้ประมาณ ๔ พันปี ทิพย์เมื่อจุติจากเทวโลกแล้ว มาเกิดเป็น พระราชโอรส ของพระเจ้าพาราณสีได้ท่องเที่ยว อยู่ในมนุษย์โลก และเทวโลก บำเพ็ญบารมีจนเต็มดีแล้ว จึงได้มาตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พระตถาคต ดังที่ได้ปรากฏแก่มหาบพิตรอยู่ขณะนี้ เมื่อพระธรรมเทศนาจบลงแล้ว พระปัสเสนทิโกศล พร้อมข้าราชบริพาร ก็พากันยินดีโสมนัสเป็นยิ่งนัก