เรื่องราว ประวัติความเป็นมา ประเพณี ความเชื่อ และวิถีชีวิตของชาวไทยพวน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
         

ชาวพวนนอกจากจะนับถือและยึดมั่นในศาสนาพุทธแล้ว ชาวพวนยังมีขนบธรรมเนียมและประเพณีเป้นเอกลักษณ์ของตนมาแต่โบราณ ชาวพวกนั้นเคร่งครัดต่อขนบธรรมเนียมและประเพรีของตนมากซึ่งได้ถือปฏิบัติมาตามแบบอย่าง บรรพบุรุษในรอบปีหนึ่งประเพรีของชาวพวนยังยึดถือและปฏิบัติกันมีดังนี้คือ

เดือนอ้ายบุญข้าวจี่ เดือนยี่บุญข้าวหลาม
เดือนสามบุญกำฟ้า เดือนห้าบุญสงกรานต์
เดือนหกบุญหมู่บ้าน เดือนแปดบุญเข้าพรรษา
เดือนเก้าบุญห่อข้าว เดือนสิบเอ็ดบุญตักบาตรเทโว
เดือนสิบสองใส่กระจาดเทศก์มหาชาติ สนุกแลฯ

นอกจากนี้ยังมีประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติอีกหลายอย่างเช่น การแห่บั้งไฟ การเซิ้งนางแมว การลากกระดาน(กองข้าว) การสู่ขวัญข้าว ประเพณีกำเกียง ฯลฯ ในปัจจุบันประเพณีต่าง ๆ ของชาวพวนส่วนมากยังคงยึดถือปฏิบัติกันอยู่ บางประเพณีก็ได้เลิกไปแล้ว บางประเพณีก็ได้ทำแบบไม่ต่อเนื่องกันกระทำเป็นบางครั้งบางคราวบางประเพณีก้มีปฏิบัติกันในเพียงบางจังหวัดเท่านั้น

ประเพณีที่สำคัญของชาวพวนได้แก่

ประเพณีกำฟ้า
คำว่า "กำ" เป็นคำพวน หมายถึงการสักการะ
คำว่า "ฟ้า" หมายถึงเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน หรือผู้ที่อยู่สูงเทียมฟ้า คือพวกเทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจเห็นได้ คำว่า "กำฟ้า " หมายถึง การนับถือการสักการะบูชาฟ้า ซึ่งจะถือเอาวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 เป็นวันกำฟ้า ก่อนวันกำฟ้า 1 วัน คือวันขึ้น 2 ค่ำเดือน 3 จะถือเป็นวันสุกดิบแต่ละบ้านจะทำข้าวปุ้น หรือ ขนมจีน พร้อมทั้งน้ำยา และน้ำพริกไว้เลี้ยงดูกัน มีการทำข้าวหลามเผาไว้ในกระบอกข้าวหลามอ่อน มีการทำข้าวจี่ ข้าวจี่ทำโดยนำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วนำมาปั้นเป็นก้อนขนาดพอเหมาะ อาจจะใส่ใส้หวานหรือใส้เค็มหรือไม่ใส่ใส้เลยก็ได้ เสียบเข้าไม้ทาโดยรอบด้วยไข่ แล้วนำไปปิ้งไฟจนสุกหอม ข้าวจี่จะนำไปเซ่นไหว้ผีฟ้าและแบ่งกันกินในหมู่ญาติพี่น้อง พอถึงวันกำฟ้าทุกคนในบ้านจะไปทำบุญที่วัดมีการใส่บาตรด้วยข้าวหลาม ข้าวจี่ ตกตอนบ่ายจะมีการละเล่นไปจนถึงกลางคืน การละเล่นที่นิยมได้แก่ ช่วงชัย มอญซ่อนผ้า นางด้ง ฯลฯ

งานบุญกำฟ้าในปัจจุบัน เศรษฐกิจได้สูงขึ้น การทำบุญต่าง ๆ ได้รวบรัดลงไป เหลือเพียงหลักใหญ่ ๆ และต่อมาในปัจจุบันในบางแห่ง ได้กลายเป็นวันทำบุญกุศลและงานรื่นเริงประจำปี จึงได้จัดงานนี้เพื่อนำประโยชน์ที่ได้เข้าไปทำสาธารณกุสล เป็นต้น

ประเพณีใส่กระจาด
ประเพณีใส่กระจาดหรือประเพณีเส่อกระจาด เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวไทพวน โดยจะตรงกับฤดูเทศกาลออกพรรษา คือระยะเดือน 11 ข้างแรม การใส่กระจาดเริ่มต้นเมื่อมีการประกวดกำหนดงานบุญมหาชาติแต่ละหมู่บ้าน จะกำหนดทำบุญไม่ตรงกัน หากหมู่บ้านใดมีการกำหนดทำบุญก่อน แต่ละบ้านก็จะทำขนมจีนและข้าวต้มมัด นอกจากนี้ยังมีผลไม้ต่าง ๆ เช่น กล้วย อ้อย ส้ม ฯลฯ ไปให้กับหมู่บ้านที่มีงาน การทำบุญร่วมกันนี้อาจใช้เงินหรือผลไม้ที่นำมาร่วมกันสมทบทำบุญ และการทำบุญนี้เองเรียกว่า "การใส่กระจาด"

ก่อนจะถึงวันใส่กระจาดหนึ่งวันเรียกว่า "วันต้อนสาว" คำว่า "ต้อนสาว" เป็นภาษาพวน คือ เจ้าบ้านจะไปวานลูกสาวของหมู่บ้านที่รู้จักคุ้นเคยมาช่วยที่บ้านของตนเพื่อทำขนม ห่อข้าวต้ม ตำข้าวปุ้น(ขนมจีน) และช่วยต้อนรับแขกที่จะมาใส่กระจาด ในคืนนี้จะมีหนุ่มๆ ไปเที่ยวตามบ้านสาว ๆ ที่ตนชอบอยู่ และจะช่วยกันทำขนมไปคุยกันไปตลอดคืนและเตรียมจัดของไว้เลี้ยงแขกจนสว่าง พอรุ่งขึ้นก็เก็บกวาดจัดบ้านไว้รับแขกในวันใส่กระจาดในวันรุ่งขึ้นเป็นวันเทศน์ ชาวบ้านก็จะนำของที่แขกมาใส่กระจาดทำเป็นกัณฑ์ไปถวายพระที่วัดโดยถือกันว่าการทำบุญมหาชาตินี้เป็นการทำบุญครั้งที่ยิ่งใหญ่ประจำปี

ประเพณีลงช่วง
"ช่วยส่งง" เป็นประเพณีของไทยพวนอย่างหนึ่ง "ช่วง" คงหมายถึงบริเวณที่โล่งแจ้งซึ่งกว้างพอสมควร พอที่จะเป็นบริเวณรวมคนได้ประมาณ 20 - 30 คน เพื่อจพะทำงานบางอย่างได้โดยทั่วไป "การลงบ่วง" หมายถึงการนัดหมายเพื่อนบ้านออกมาทำงานพร้อมกันและเป็นการนัดพบของคนหนุ่มใกล้เคียงกัน เช่น ล้องบ้านด้าน ล้องบ้านชั่ว เป็นต้น
ประเพณีลงช่วงมีจุดมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่การได้พบปะพูดคุยกันของคนหนุ่มสาวเพราะประเพณีสมัยโบราณหนุ่มสาวมีโอกาสพบกันมาก งานที่นำมาทำขณะลงบ่วงนั้นส่วนใหญ่เป็นประเภทเบ็ดเตล็ด เช่น การทอผ้า ปั่นด้าย กระเทาะเปลือกถั่วลิสง(เตรียมไว้ปลูก) การซ้อมข้าว ฯลฯ และส่วนมากเป็นงานพื้นบ้าน
ก่อนการลงบ่วงจะมีการเก็บหลัว (เศษไม้ไผ่) เพื่อนำมาก่อเพื่อให้เกิดแสงสว่างในตอนเย็นสาวจะเดินเก็บหลัว (เพื่อบอกให้หนุ่มทราบว่าวันนี้จะมีการลงบ่วง) มากองรวมกันไว้บริเวณที่จะมีการลงบ่วง แล้วขึ้นบ้านประกอบอาหารก่อนแล้วจึงลงบ่วงหลังจากรับประทานอาหารและอาบน้ำแต่งตัวเสร็จประมาณ 2 ทุ่ม ก็จะช่วยกันก่อกองไฟ ทำงานที่จะทำลงมาจากบ้านและทำกันไปคุยกันไปเป็นที่สนุกสนาน จากนั้นหนุ่ม ๆ ในละแวกบ้านก็จะมาเดินเที่ยวกันเป็นกลุ่ม ๆ การมาของหนุ่ม ๆ อาจจะเป่าแคน เป่าปาก ร้องเพลง เป็นการให้เสียงล่วงหน้าเพื่อสาว ๆ จะได้เตรียมตัวต้อนรับ โดยการนำน้ำดื่มมาวางไว้บริเวณงานหรืออาจจะมีขนมหวานไว้ด้วย หนุ่มที่สนใจสาวอาจจะแยกเป็นคู่ ๆ จะมีบางกลุ่มร้องเพลงและคุยตลกขบขันเป็นที่น่าสนุกสนานตามประสาหนุ่มสาวจนประมาณ 5-6 ทุ่ม หนุ่มจะไปส่งสาวกลับบ้านแต่ในบางท้องที่การลงข่วงจะกระทำขึ้นที่บ้านของสาวนั่นเอง
ประเพณีกำเกียง
ประเพณีกำเกียงเป็นประเพณีที่กระทำกันในวันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งเป็นประเพณีที่ทำขึ้นเพื่อเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุลให้กับผีที่อดอยาก เพื่อจะได้ไม่มารบกวนคนในหมู่บ้านลักษณะเชิงปฎิบัติของประเพณีกำเกียงจะนิยมทำกัน 2 อย่าง คือ อิงศาสนา และ ไม่อิงศาสนา แบบไม่อิงศาสนา เรียกว่า “ กำเกียง” แบบอิงศาสนา เรียกว่า “ ห่อข้าวยามดิน” ทั้งสองกิจกรรมนี้ เป็นประเพณีที่ทำกันทั้งหมู่บ้าน
กำเกียง ขาวบ้านจะพากันทำกระทงจากใบตอง แล้วปั้นดินเป็นรูปวัว รูปควาย รูปคนในบ้าน ใส่ลงไปในกระทง พร้อมกับอาหารที่จะเซ่นผี เตรียมไว้ในคืนวัน 11 ค่ำ เดือน 9 พอถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านจะพากันนำกระทงไปที่ท่าแม่น้ำ เพื่อทำพิธีขับไล่ผีหรือสิ่งที่เบียดเบียนร่างกายที่ทำให้เกิดไข้เจ็บ ให้สิ่งเหล่านี้ออกไปจากหมู่บ้าน ตอนที่เอากระทงไปลอยน้ำ ก็จะผูกกระทงติดไว้กับใบหนาด ซึ่งเป็นใบไม้สำหรับใช้ไล่ผี ผู้นำกระทงไปลอยน้ำจะต้องถือมีด และมีผ้าขาวม้าเคียนหัว แล้วก็ทำพิธีไล่ผีตายอดตายอยาก โดยกล่าวคำขับไล่ดังนี้
“ ผีกินได้ใส้ฮี่ ผีกินดีทองควะ ผีตายอึดตายอยาก ไปเฮ้อหมอ เฮ้อเสี้ยงเน้อ”
ห่อข้าวยามดิน เป็นการทำทานให้กับผีเปรต ผีตายอดตายอยาก ประเพณีห่อข้าวยามดิน ขาวบ้านจะปฏิบัติกันโดยเอาของกิน เช่น ฟักแฟง แตง ข้าวโพด มาแลกกันตามบ้านเพื่อประกอบอาหาร แล้วนำมานึ่งรวมกันกลางลานบ้าน ของที่นึ่งได้ด้วยกันจะมีพืชผลดังกล่าวรวมทั้งข้าว และเนื้อ เมื่อนึ่งเข้ากันดีแล้ว ก็จะนำของที่นึ่งมาปั้นเป็นก้อน แล้วนำมาห่อด้วยใบตอกล้วย และนำไปทิ้งไว้ที่ตีนโบสถ์ที่วัด เพื่อว่าผีจะได้มากินอาหารที่วางทิ้งไว้นั้น บางครั้งนิยมการทำบุญตักบาตรด้วย
ประเพณีห่อข้าวยามดิน ในปัจจุบันไม่นิยมทำกัน เหตุผลก็คือบริเวณที่จะประกอบพิธี ไม่มีอย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งเห็นว่าเป็นการทำให้วัดรุงรัง
ประเพณีทานข้าวสะ
ประเพณีเดือน 10 เรียกว่า “ การทานข้าวสะ” ปัจจุบันนี้เป็นประเพณีที่ไม่นิยมปฏิบัติกันแล้ว การทานข้าวสะนั้นเดิมใช้ปฏิบัติกัน เนื่องมาจากความเชื่อว่า เป็นการอ้อนวอนขอความอุดมสมบูรณ์ในการเกษตรกรรม
เมื่อถึงเดือนสิบ ชาวบ้านจะเอาใบตองมาให้พระสงฆ์เขียนคำจารึกเป็นภาษาบาลี ขอความสวัสดี แล้วเอาไปใส่ไว้ในนา พร้อมทั้งขอข้าวพระมาปั้นเป็นเต่า แล้วตากแดดให้แห้งเสร็จแล้วก็นำไปไว้ในโอ่งข้าวสาร นอกจากนี้ยังได้นำทรายไปให้พระปลุกเสก เพื่อนำไปวางไว้ในนา และวางไว้รอบบ้าน การปฏิบัติดังนี้ก็เนื่องจากวามเชื่อว่า จะได้มีข้าวปลากินอุดมสมบูรณ์ การทำไร่ทำนาจะได้ผลดี ข้าวออกรวงอย่างเต็มที่ปราศจากตัวแมลงเพลี้ยมารบกวนนอกจากนี้ยังเป็นความเชื่อว่า จะทำให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายอัตรธานไปจากทุ่งนาและบ้านเรือนของตนอีกด้วย
การปลูกเฮือนพวน ( ปลูกบ้าน)
ตามคติความเชื่อของไทพวนจะปลูก ( ปลูกสร้าง) บ้านปลูกเฮือน จะต้องเลือกที่ให้ได้ลักษณะที่ดีที่เป็นมงคล การเลือกที่ต้องมีผู้รู้ ผู้เฒ่าผู้แก่ไปดูที่ดูทางให้การเลือกที่จะเสี่ยงทายหาที่ด้วยการ
1. ขุดหลุมให้ลึกพอประมาณ แล้วเอาใบไม้ปกหลุมไว้ 1 คืน รุ่งเช้าเปิดหลุมเอาดินขึ้นมาดมดูกลิ่นอย่างไร ถ้าดินมีกลิ่นเหม็น กลิ่นเน่าผิดกลิ่นธรรมชาติของดิน เป็นอัปมงคล ปลูกเฮือนไม่ได้จะทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย
2. นอกจากดูดิน ดมกลิ่นดิน ดูน้ำในหลุมด้วยว่า น้ำเป็นอย่างไร สีอะไรน้ำใสหรือสีเน่ามีมัน น้ำมีกลิ่นเหม็น ปลูกเฮือนไม่ได้จะเจ็บป่วย น้ำจะท่วมบ้าน
3. ปลูกเฮือน ต้องไม่ปลูกใกล้หอบ้าน เป็นขะลำ
4. ปลูกเฮือนที่รื้อลงจะสร้างใหม่ต้องทิ้งไว้ 1 ปี ก่อนจึงปลูกใหม่ได้
เมื่อเลือกที่ปลูกได้แล้ว ก็จะต้องเชิญแม่ธรณีออกจากพื้นที่ที่จะปลูกเฮือนไปไว้ที่อื่นก่อน เพราะจะขุดหลุมฝังเสา จอบเสียมจะไปถูกแม่ธรณีให้เดือนร้อน และเชิญเทวดาลงมาเสี่ยงหาพื้นที่มงคลอีกครั้งเมื่อเชิญแม่ธรณีออกไปแล้วก็เชิญเทวดาลงมา เจ้าของที่จะกวาดพื้นตรงที่ปลูกเฮือนให้สะอาดเตียน เอาตะปูตอกลงไปที่พื้นให้เป็นรู เอาเมล็ดข้าวสาร 7 เมล็ดใส่ลงในรูตะปู เอาดอกไม้ ธูปเทียนวางบนรูตะปูแล้วใช้ขันครอบรูตะปูเอาไว้ 1 คืน รุ่งเช้าเปิดที่ครอบดูถ้าเมล็ดข้าวทั้ง 7 เมล็ดยังอยู่เหมือนเดิมไม่กระจัดกระจายเสียหายถือว่าที่ตรงนั้นดีเป็นมงคลปลูกเฮือนแล้วจะอยู่ดีกินดี แต่ถ้าเมล็ดข้าวกระจัดกระจายแสดงว่าที่ตรงนั้นเป็นอัปมงคลจะอยู่ไม่เป็นสุข
การปลูกเฮือนต้องปลูกให้เสร็จในวันเดียว คือ ขึงศุกร์ ปลูกเสาร์ เมื่อขุดหลุมเสร็จจะใช้ของมาปิดปากหลุมกันไม่ให้สัตว์ลงไป หลุมเสาแต่ละหลุมจะมีชื่อเรียกคล้องจองกันเช่น คำสี คำดี คำมี ฯลฯ
การตัดไม้ทำเสาเฮือน จะต้องหาวันไปตัดให้ได้มงคล และไม้ที่เอามาทำเสาจะต้อง
1. ลำต้นตรง ไม่คดงอ
2. ไม้ไม่แตก ไม่กลวง เมื่อล้มไม้ลงแล้วจึงพบว่าใจไม้แตกกลวง ก็จะเอามาใช้ปลูกเฮือนไม่ได้
3. ไม้ที่จะทำเสาต้องเป็นไม้โม่แยงเงา คือ เงาของไม้ไม่ทอดลงน้ำ
4. ไม่มีกิ่งตาย มีใบดก มีมดอยู่มากๆ ถือว่าจะทำให้อยู่ดีกินดี มีความสามัคคีกลมเกลียว
5. ขณะตัดไม้ทำเสา ถ้ามีเสียงนกเค้าแม้วร้อง ตุ๊กแกร้อง แลนร้อง ( ตะกวด) ฟานร้อง ( เนื้อทราย) แม้ไม้จะล้มแล้วก็เอามาทำเสาไม่ได้ ถือเป็นอัปมงคล
การลงเสาเอกหรือเสาแฮกเสาขวัญ ต้องหาวันลงเสาจะต้องไม่ให้ถูกวันเก้ากอง ถือเป็นอัปมงคลก่อนยกเสาลงหลุมต้องว่าคาถานกคุ่มตีใส่หน้าเสา หัวเสาติดแผ่นทอง มัดด้วยไซ ยอดกล้วย ต้นอ้อย ภายในไซจะใส่ เงิน ทอง ข้าวสาร ดอกไม้ มีการแห่รอบบริเวณเฮือน 3 รอบ พราหมณ์ หรือผู้รู้จะกระทำพิธีเดินด้วยการถือไหเกลือไหปลาร้า ชาวบ้านจะถือกบ ฆ้อเฒ่า ( หลาว มีด สิ่ว ลูกแห งา)
พิธีงานบวช
พ่อแม่จะเอาลูกหลานไปฝากไว้ที่วัด ประมาณ 6 เดือน เพื่อให้หัดท่องสวดคำบวชให้ได้ ก่อนจะถึงวัดบวช 2 วัน จะต้องเตียมงาน
วันดา คือ วันก่อนวันบวช 1 วัน
จะมีการแห่นาคไปตามถนนเวียนไปตามบ้านปอย บ้านผู้เฒ่าผู้แก่ ผีเสื้อบ้าน สมัยก่อนจะจัดงานที่บ้าน เรียกว่า ปอยลูกแก้ว พอตอนเย็นก็จะทำขวัญนาค มีอาจารย์เป็นคนทำขวัญ พิธีทำขวัญอาจารย์จะพูดลำดับตั้งแต่นาคเกิดจนโตให้รู้จักบุญคุณพ่อแม่ที่ได้เลี้ยงดูมา
วันบวช
จะมีการตักบาตรทำบุญที่วัดในตอนเช้า ตอนบ่าย ๆ ก็จะเริ่มพิธิบวช พิธีบวชก็จะกระทำโดยพระสงฆ์ พอบวชเสร็จก็จะอยู่กรรมอีก 7 วัน ต้องฉันอาหารมื้อเดียว ทำสมาธิ บริกรรม
วันขึ้นบ้านใหม่
นิยมขึ้นบ้านใหม่ในเดือนคู่ คือเดือน 4 เดือน 6 เดือน 8 เดือน 10 เดือน 12 เจ้าของบ้านจะต้องหาเอาวันดีเป็นวันขึ้นบ้านใหม่
วันดี คือวันที่เป็นสิริมงคล ได้แก่ วันขึ้น 1 ค่ำ 3 ค่ำ 6 ค่ำ 11 ค่ำ 13 ค่ำ
วันเสีย คือวันที่ห้ามทำการมงคล เป็นวันอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากวันดี
เวลาที่ใช้ขึ้นบ้านใหม่ คือ เวลาเปิดหน้าพระเจ้า ประมาณตอนตีห้า เหตุที่ใช้เวลาตอนตีห้าถือว่าเป็นเวลาเปิดหน้าพระเจ้าเพราะสมัยก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ตอนตีห้า จึงถือเวลานี้เป็นเวลามงคล
ก่อนจะขึ้นบ้านใหม่ต้องเตรียมงานหลายเดือน สมมุติถ้าจะขึ้นบ้านใหม่ในเดือน 6 ต้องเตรียมงานตั้งแต่เดือน 4 ต้องเตรียมนิมนต์พระ เตรียมของ คืนก่อนวันงานขึ้นบ้านใหม่จะต้องมีการนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีสวดเบิก เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่บ้าน
วันขึ้นบ้านใหม่
จะนิมนต์พระมา 9 รูป มาตักบาตรทำบุญกันที่บ้าน แล้วก็จะมีพิธีสืบชะตา การทำพิธีสืบชะตา 1. ต้องใช้ไม้ง่าม เอามากระโจมกัน 109 อัน โดยมีไม้ยาว ๆ 3 อัน มัดกระโจมกันไว้ แล้วที่เหลือเป็นไม้สั้น ๆ แบ่งเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนก็จะไปกระโจมไว้ที่ไม้ยาว ๆ 3 อันนั้น เขาเรียกกันว่า ไม้ค้ำศรี ค้ำโพธิ 2. ต้องมีต้นกล้วย ต้นอ้อย มะพร้าวทลาย หน่อกล้วย หน่ออ้อย หน่อหมาก ขันหมาก น้ำต้น เสื่อแดง หมอน มีการทำกระทงสี่เหลี่ยน ข้างวางไว้ใต้ไม้ค้ำศรี ค้ำโพธิ ภายในกระทงประกอบด้วย ขนม ข้าวเหนียว เอา 109 ก้อน อ้อย 109 อัน บุหรี่ 109 อัน ทุกอย่างต้อง 109 ทั้งหมด หมายถึง ความก้าวหน้า พระสงฆ์จะเป็นคนสวดทำพิธีสืบชะตา
การเลือกวันขึ้นบ้านใหม่ให้ดูจากตำรา
วันอาทิตย์ กินข้าวแล้วขึ้น เอานายแก้วก็ดี นายดำก็ดีขึ้นก่อน
วันจันทร์ เอาขันดอกไม้ นำขึ้นก่อน
วันอังคาร เอาแก้วใส่น้ำขึ้นก่อน
วันพุธ เอาข้าวเชื้อขึ้นก่อน
วันพฤหัสบดี เอาไม้กับหนังสือขึ้นก่อน
วันศุกร์ เอาข้าวสารขึ้นก่อน
วันเสาร์ เอาบ่าหินและขวานขึ้นก่อน
พอตอนจะขึ้นบ้านก็มีการพิธีโดยมีอาขาจย์ 2 คน จะอยู่บนบ้านคนหนึ่ง อยู่ข้างล่างคนหนึ่ง แล้วจะมีการถาม-ตอบกัน หลังจากขึ้นบ้านแล้ว ก็จัดข้างของที่หาบขึ้นมาเข้าที่ แล้วก็ทำพิธีตอกเสาเอก เพื่อเป็นการขับไล่สิ่งไม่ดีที่อยู่ในเสาออกไป คนที่ตอกก็คือช่างที่สร้างบ้าน หลังจากนั้นก็เข้าไปทำพิธีเอาขวัญเตาไฟในครัว ก็จะมีอาจารย์เป็นคนทำพิธีให้ เครื่องไหว้ก็จะมี ไก่1 ตัว ข้าวปั้น1 ปั้น แล้วอาจารย็ก็จะมีคำพูดก้อนเซ้า เตาจะมี3 ก้อน และว้จำลองไว้ว่เป็นก้อนเซ้าอีก1 ก้อนว่า “ ก้อนที่ 1 ก้อนอะไรทำไมเหลืองสวยจัง ก็จะมีคนตอบมาว่าก้อนทอง ก้อนที่ 2 ก้อนอะไรทำไมงาม ใส สวย ตอบว่าก้อนเงิน อีกก้อนนี้จำไม่ได้ แต่พอถึงก้อนเว้า ก็ว่าทำไมมันดาไม่สวยเลย มีคนบอกให้โยนทิ้งออกหน้าต่างไปเลย ก็เสร็จพิธี