สาระสำคัญของแนวคิดการเงินนิยม

 

แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์สำนักการเงินนิยมนำโดยศาสตราจารย์ ฟรีดแมน ( Milton Friedman ) แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก และเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากสำนักคลาสสิกในเรื่องทฤษฎีปริมาณเงินของ Irving Fisher ผ่านสมการปริมาณเงิน

MV = PT

M = ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ
V = อัตราการหมุนของเงิน
P = ระดับราคาสินค้าทั่วไป
T = รายได้ประชาชาติ

โดยฟรีดแมนได้ปรับปรุงใหม่และให้ความเห็นว่า มีแนวคิดว่าเงินมิได้เป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเท่านั้น แต่เงินเป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องสะสมมูลและทำหน้าที่เป็นที่พักชั่วคราวของอำนาจซื้อด้วย   ดังนั้นอุปสงค์ของเงินก็เหมือนกับอุปสงค์ของสินทรัพย์อย่างหนึ่ง โดยความต้องการถือเงินดังกล่าวขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้

  • รายได้ถาวร
  • อัตราผลตอบแทนที่คาดหมายจากเงิน
  • อัตราผลตอบแทนที่คาดหมายจากพันธบัตร
  • อัตราผลตอบแทนที่คาดหมายจากหุ้น
  • อัตราเงินเฟ้อที่คาดหมาย
  • จะเห็นว่าอุปสงค์ของเงินขึ้นอยู่กับแรงจูงใจเช่นเดียวกับแนวคิดเคนส์ แต่มีข้อแตกต่างตรงที่เคนส์ให้ความสำคัญกับอัตราดอกเบี้ยในฐานะที่เป็นปัจจัยกำหนดอุปสงค์ของเงิน ขณะที่ฟรีดแมนเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมีผลต่ออัตราตอบแทนสินทรัพย์ต่างๆน้อยมาก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยจึงไม่มีผลต่ออุปสงค์ของเงิน

    นอกจากนี้สำนักการเงินนิยม มีความเชื่อว่าปริมาณเงินมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการขยายตัวของผลผลิต รายได้ และการจ้างงาน เป็นผลมาจากการขยายตัวของปริมาณเงินมิใช่เป็นผลจากการขยายตัวของรายจ่ายรัฐบาลตามแนวคิดดั้งเดิมของเคนส์ นอกจากนี้ปริมาณเงินยังมีบทบาทต่อการกำหนดราคาด้วย ดังนั้นจึงเป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจจริง

    การเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน เช่น การเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ จะทำให้ความต้องการถือเงินของประชาชนเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันผลประโยชน์หน่วยสุดท้ายของเงินลดลงทำให้ความต้องการถือสินทรัพย์อื่นเพิ่มขึ้น ความต้องการถือเงินเพิ่มขึ้นนี้นำไปสู่การบริโภคหรือการจับจ่ายใช้สอยที่สูงขึ้นและส่งผลให้ระดับราคาสินค้าและผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยสรุปแล้วในระยะสั้นการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินจะมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง แต่ในระยะยาวการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินจะมีผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าหรือเงินเฟ้อ กล่าวคือฟรีดแมนเห็นว่าผลผลิตหรือการจ้างงานอยู่ในระดับการจ้างงานเต็มที่นั่นเอง ในขณะเดียวกันสำนักการเงินนิยมไม่เชื่อว่าการเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจสามารถแก้ปัญหาการว่างงานได้ เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดได้



    -- กลับสู่หน้าหลัก | หน้าถัดไป--