จุลสารสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ฉบับที่ 3 ปี 2552
 

งานวิจัยที่ดีเป็นอย่างไร

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรางคณา ผลประเสริฐ

วันนี้โดนทวงต้นฉบับที่จะต้องส่งลงจุลสารของสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในหัวข้อที่รับผิดชอบ เลยนั่งคิดว่าควรจะนำเสนอเรื่องอะไรหลังจากฉบับที่แล้วเขียนเรื่องคุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับนักวิจัย บังเอิญมีคนถามว่างานวิจัยที่ดีเป็นอย่างไร จึงคิดว่าน่าจะเขียนเรื่องนี้แหละ  ดังนั้น ได้เริ่มจากการค้นคว้าผ่านทางเว็บไซด์ยอดนิยมคือ google.com พบบทความที่ตรงกับเรื่องที่อยากรู้ในเว็บไซด์แนวคิดเรื่องโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว (http://www.tourismlogistics.com) เป็นบทความยอดนิยมในเว็บไซด์นั้น เขียนโดยอาจารย์คมสัน สุริยะ ที่เขียนเรื่อง “เกร็ดการทำวิจัย ตอนที่ 21: งานวิจัยที่อ่อนไปดูตรงไหน” โดยอาจารย์คมสัน ได้เขียนถึงวิธีประเมินงานวิจัยไว้ได้น่าสนใจ ดังนี้

“การจะบอกว่างานวิจัยที่ดีเป็นอย่างไรนั้นอาจจะยากกว่าการบอกว่างานวิจัยอ่อนไปเป็นอย่างไร เพราะงานวิจัยที่ดี คือ งานวิจัยที่ไม่อ่อนไป แล้วงานวิจัยที่อ่อนไปดูกันอย่างไร  งานวิจัยที่อ่อนไป คือ งานวิจัยที่การสรุปผลอ่อนไป การสรุปผลอ่อนไปเพราะการวิเคราะห์อ่อนไป การวิเคราะห์อ่อนไปเพราะฐานข้อมูลอ่อนไป ความอ่อนไปของฐานข้อมูล การวิเคราะห์ และการสรุปผล เกิดจากกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีที่อ่อนไป บวกกับวิธีการศึกษาที่อ่อนไป กรอบแนวคิดหรือทฤษฎีที่อ่อนไป และวิธีการศึกษาที่อ่อนไป ทั้งหมดนี้เกิดจากคำถามวิจัยที่อ่อนไป คำถามวิจัยที่อ่อนไปมีอย่างน้อยสิบประเภท ดังต่อไปนี้”

หนึ่ง : คำถามวิจัยที่มีคำตอบไปแล้ว (แล้วยังเผลอไปทำซ้ำ)
สอง : คำถามวิจัยที่หาคำตอบไม่ได้
สาม : คำถามวิจัยที่ได้คำตอบมาแล้ว ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรต่อ (คำถามที่ให้คำตอบประเภท “แล้วไง”)  
สี่: คำถามวิจัยที่นำไปสู่คำตอบหนึ่งอย่างแน่นอน  (คือรู้คำตอบอยู่แล้ว)
ห้า : คำถามที่ต้องการรู้อยู่คนเดียว ไม่มีใครอยากรู้ด้วย หรือล้าสมัยไปแล้ว (เพราะจะไม่ได้ทุน ต้องควักเงินตัวเองทำ)
หก : คำถามที่เล็กน้อยเกินไป ไม่มีความสำคัญ
เจ็ด : คำถามที่กว้างมากจนไม่มีทางทำเสร็จในเวลาที่กำหนด
แปด : คำถามที่ตอบได้ตามอำเภอใจ (subjective) ไม่มีมาตรวัดที่เป็นวิทยาศาสตร์ (objective)
เก้า: คำถามที่ตอบเปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็วตามกาลเวลา (วันนี้ได้คำตอบอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้ได้คำตอบอีกอย่างหนึ่ง)
สิบ : คำถามที่ไม่มีใครอยากตอบ (บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่สังคมไม่อยากพูดถึง ถึงพยายามหาคำตอบก็ไม่มีใครอยากตอบ หรือไม่กล้าตอบ ถึงรู้คำตอบก็ไม่มีใครอยากฟัง หรือไม่มีใครอยากเชื่อ การวิจัยทางสังคมจะได้รับผลกระทบจากคำถามประเภทนี้มากกว่าทางวิทยาศาสตร์ เพราะประเด็นทางสังคมเป็นเรื่องของคน จึงมีความละเอียดอ่อนมากกว่าทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนอยู่บนความจริงเท่านั้น ความจริงทางสังคมบางอย่างก็ไม่มีคนเชื่อว่าเป็นความจริง การทำวิจัยประเภทนี้ออกมาจึงอาจจะไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นในสังคม เพราะสังคมไม่ยอมรับฟังคำตอบนั้น)

นอกจากหัวข้อดังกล่าวแล้วอาจารย์คมสัน ยังได้เขียนบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับงานวิจัยภายใต้หัวข้อ “เกร็ดการทำวิจัย ตอนที่ 1” ไว้อีกมากมายและน่าสนใจซึ่งสามารถอ่านได้ที่ http://www.tourismlogistics.com

---------------------------------------
ที่มา
คมสัน สุริยะ เกร็ดการทำวิจัย ตอนที่ 21: งานวิจัยที่อ่อนไปดูตรงไหน  ค้นคืน 1 พฤษภาคม 2552 จาก http://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=119:-21-&catid=73:2008-12-24-05-03-29&Itemid=88

-------------------------------