มุมสบายๆ โดย รศ.ดร.พรทิพย์ เกยุรานนท์
 

มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพในชุมชน  
กับบทบาทของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.นิตยา เพ็ญศิรินภา

          อาจารย์ นายแพทย์อมร นนทสุต (2553) ได้สรุปมาตรการที่ใช้สำหรับป้องกันหรือแก้ปัญหาสุขภาพในชุมชน ตามแนวทางแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ ดังนี้

1. มาตรการทางเทคนิค

          การแก้ปัญหาสุขภาพในอดีตที่ผ่านมา ได้มีการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แพทย์ และบุคคลากรข้างเคียงเป็นตัวตั้ง  ถ้ากล่าวถึงในระดับตำบล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข คือ ผู้รับมอบหน้าที่ให้ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น ดังนั้น สถานีอนามัยจึงมีหน้าที่ในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเป็นสำคัญ ส่วนการรักษาพยาบาลก็ทำเท่าที่สมรรถนะของเจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะมีอยู่  แต่ในยุคปัจจุบันซึ่งมีการกระจายอำนาจการดูแลสุขภาพไปสู่ประชาชนอย่างเข้มข้น (ตามนโยบายกระจายอำนาจ) จึงเกิดคำถามว่า แล้วเจ้าหน้าที่ระดับตำบลจะให้ทำอะไร ในเมื่องานสร้างเสริมสุขภาพไปอยู่ในมือของประชาชนแล้ว ค่อนข้างแน่นอนว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เกิดขึ้นในระดับสถานีอนามัย แนวโน้มน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากการทำงานอย่างเป็ด คือ ทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่ได้ดีสักอย่าง เป็นการทำงานบางอย่างโดยมีความชำนาญเฉพาะทางมากขึ้น มีสมรรถนะสูงขึ้น (นโยบายการปรับเปลี่ยนสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพ.ศ.2553 ดูเสมือนจะเป็นไปตามความคาดหมายนี้) มาตรการทางเทคนิคนั้นมีความจำเป็นมากสำหรับการกำหนดยุทธศาสตร์การสร้างสุขภาพในส่วนของการควบคุมป้องกันโรค สำหรับกลุ่มเสี่ยง กลุ่มด้อยโอกาส หรือกลุ่มอาชีพเฉพาะบางชนิด ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะเป็นที่รวมของผู้มีสถานะสุขภาพที่ล่อแหลมต่อการเจ็บป่วย ในยุทธศาสตร์นี้ สิ่งที่จะขาดไม่ได้ คือ การกำหนดบทบาทของผู้ที่เป็นเป้าหมาย เจ้าหน้าที่ และเวทีที่เหมาะสมที่จะใช้เทคโนโลยีควบคุมป้องกันโรค

2. มาตรการทางสังคม

          เนื่องจากการสร้างสุขภาพยังต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ ที่นอกเหนือกว่าที่ใช้กันอยู่เดิม ปัจจัยเหล่านี้รวมๆ กันเรียกว่า “มาตรการทางสังคม” ตัวอย่างเช่น การสร้างผู้นำที่มีทักษะใหม่ๆ การสร้างเครือข่าย การสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ การกำหนดกติกาของชุมชน ฯลฯ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่กำลังเป็นไปอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตินี้ จะนำไปสู่การใช้มาตรการทางสังคมในการแก้ปัญหามากขึ้น เช่น เรื่องการสูบบุหรี่ การกินอาหารขาดไปหรือเกินพอดี หรืออาหารไขมันสูง เรื่องมลภาวะ สารพิษตกค้าง การดำรงชีวิตที่ไม่เหมาะสม ฯลฯ อย่างไรก็ดี การพัฒนาแผนงานโครงการแก้ปัญหาประเภทนี้ จำเป็นต้องอาศัยมาตรฐานทางวิชาการ มาตรการทางสังคมนั้นนับวันจะมีบทบาทมากขึ้นทุกที ไม่เฉพาะแต่ในระดับประเทศ ซึ่งเราจะพบเห็นบ่อยขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น มาตรการควบคุมการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การจัดระเบียบสังคม ฯลฯ สำหรับในระดับท้องถิ่นหรือตำบลหมู่บ้านก็เช่นกัน จะมีการนำมาตรการทางสังคมมาใช้ในรูปของข้อบังคับท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนอยู่ด้วยกันด้วยความสงบสุข การสร้างสุขภาพโดยผ่านกฏระเบียบ ข้อบังคับซึ่งเป็นมาตรการทางสังคมก็จะเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบในอนาคตที่ไม่ไกล จะเห็นได้ว่า บทบาทของแกนนำทางสุขภาพ รวมทั้งแกนนำในสาขาอื่น จะขยายขอบเขต และมีการประสานงานกันมากขึ้น เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของสังคมไม่ให้เสื่อมทรามลง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองก็ต้องมีบทบาทในการกำหนดมาตรการต่างๆ และควบคุมดูแลให้เกิดผลทางปฎิบัติ สรุปได้ว่า มาตรการทางสังคมจะเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่องค์กรและอาสาสมัคร แกนนำต่างๆ ในชุมชนจะได้ใช้ในการพัฒนาสุขภาพของภาคประชาชน

3. บทบาทของบุคคลทั่วไปในฐานะสมาชิกของสังคมนั้นๆ

          ในระบบสุขภาพภาคประชาชน ทุกคนจะต้องมีบทบาทความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อสังคมของตน เพราะแต่ละคนอาจเป็นทั้งตัวปัญหาทางสุขภาพ และเป็นผู้ก่อปัญหาทางสุขภาพให้ผู้อื่น ในขณะเดียวกัน ทุกคนต้องช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อมไม่ให้ก่อปัญหาทางสุขภาพด้วยมาตรการที่จำเป็นสำหรับบุคคลทั่วไปในสังคม ชุมชนควรจะรวมสิ่งเหล่านี้ คือ

3.1 การดูแลสุขภาพของตนเอง
3.2 การเสริมสร้างทักษะในการวินิจฉัยปัญหาทางสุขภาพให้ได้แต่ต้นมือ
3.3 การสร้างจิตสำนึกในสุขภาพของตน และของส่วนรวม
3.4 การรับรู้ การถ่ายทอดข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ
3.5 การปฏิบัติต่อสภาวะแวดล้อมประเภทต่างๆ และความร่วมมือในการดำเนินมาตรการทางสังคมที่เกี่ยวข้อง
3.6 การปรับปรุงมาตรฐานการดำรงชีวิต
3.7 การสร้างศรัทธา ความรัก สามัคคี ความเชื่อมั่นในตนเอง และความไว้วางใจ

          ปัญหา คือ จะช่วยให้ทุกคนสามารถลุกขึ้นมาแสดงบทบาทที่พึงประสงค์เหล่านี้ได้อย่างไร แม้จะอาศัยเทคนิคการสร้างแกนนำการเปลี่ยนแปลง แต่บทบาททั้งหมดต้องอาศัยการสร้างจิตสำนึก ศรัทธา ความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งประการหลังเป็นสิ่งจำเป็นมากในการสร้างความต้านทานภายในจากสิ่งเย้ายวนต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ (หนึ่งในองค์ประกอบของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องอีกด้วย แต่ใครเล่าจะเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่แกนนำหรืออาสาสมัครต่างๆ ที่สร้างขึ้น เพราะตัวอาสาสมัครเองในฐานะบุคคลก็ต้องการคุณสมบัติเหล่านั้นเช่นกัน เรื่องนี้จำเป็นต้องการความรู้ความสามารถจากหลายวิชาชีพ

          จะเห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำเป็นต้องปรับตัวโดยเรียนรู้มาตรการทางเทคนิคเพื่อใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์การสร้างสุขภาพโดยเฉพาะในส่วนของการควบคุมป้องกันโรค สำหรับกลุ่มเสี่ยง กลุ่มด้อยโอกาส หรือกลุ่มอาชีพเฉพาะ  การพัฒนาแผนงานโครงการที่ใช้วิชาการในการพัฒนามาตรการทางสังคม รวมถึงการพัฒนาประชาชนในชุมชนให้มีความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเอง และผู้อื่น

......................................

เอกสารอ้างอิง

อมร นนทสุต.แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ ก้าวใหม่ของการบริหารจัดการสุขภาพ”. ค้นคืนวันที่ 12 ตุลาคม 2553 จาก http://www.ipisear.org/srm/files/530801_srm_health_mge.pdf.