จุลสารสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ฉบับที่ 1 ปี 2553
 
 

ชวนชิมผลไม้ไทยอร่อยและได้ประโยชน์กับสุขภาพ

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พรทิพย์ เกยุรานนท์

          ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผลไม้ตลอดทั้งปี คนไทยจึงเป็นคนที่โชคดีกว่าคนหลายประเทศ  เพราะมีผลไม้อร่อยและมีคุณค่ากับสุขภาพให้กินในทุกฤดูกาล และในแต่ละฤดูก็จะมีผลไม้ชนิดต่างๆ ที่แตกต่างกันออกมาให้เลือกกินตามใจชอบ แต่น่าเสียดายที่คนไทยบางคนมีโอกาสได้รู้จักและได้กินผลไม้ไทยแค่บางชนิด ไม่ได้ลิ้มลองความอร่อย เพราะบางคนให้ค่านิยมที่ผิดๆ โดยให้ค่ากับการกินผลไม้เมืองนอก โดยเฉพาะต้องเป็นผลไม้ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศมากกว่าผลไม้ไทย ในขณะที่มีชาวต่างประเทศหลายคนที่โชคดีได้ลิ้มลองผลไม้ไทยแล้วติดใจ เพราะรสชาติผลไม้ไทยรสอร่อย มีทั้งรสชาติที่นุ่มนวลจนถึงรสจัดจ้านที่บ้านเมืองเขาเหล่านั้นไม่มี และราคาถูกก็อีกด้วย จึงเป็นที่มาที่หลายประเทศสั่งซื้อผลไม้ไทยเข้าไปจำหน่ายในประเทศของเขา ในขณะที่คนไทยเองกลับไปนิยมกินผลไม้ต่างประเทศ และทำให้เกษตรกรไทยที่ปลูกผลไม้ไทยต่างขาดทุน ที่ผลผลิตออกมามากแต่ขายไม่ออกหรือขายไม่ทันการเน่าเสียของผลไม้ ผู้เขียนจึงขอเชิญชวนให้คนไทยหันกลับมากินผลไม้ไทย เพราะอร่อย มีประโยชน์กับสุขภาพ และยังไม่ทำให้ขาดดุลการค้าของประเทศ ตลอดจนต่อชีวิตและลมหายใจให้เกษตรกรไทยอีกด้วย

          ผลไม้ไทยนั้น มีให้เลือกกินหลากหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีหลายพันธ์ุ และในแต่ละฤดูผลไม้ไทยที่ออกมาเชื้อเชิญให้คนไทยกินมีมากมายหลายชนิด และนอกฤดูกาลก็ยังมีให้กิน ที่เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางการเกษตร แต่ความอร่อยจะสู้ผลไม้ที่ออกตามฤดูไม่ได้ ผลไม้ไทยในแต่ละฤดู มีดังนี้
          ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมโดยในช่วงต้นฤดูจะมีกล้วยหอม กล้วยน้ำหว้า มะม่วง มะปราง มะไฟ มะละกอ ทุเรียน มังคุด ขนุน ลิ้นจี่ แตงโม ลูกหว้า ชมพู่ ทับทิม กิน ส่วนช่วงปลายฤดูก็จะมีเงาะ ทุเรียน ลิ้นจี่ ระกำ ขนุน ลูกหว้า มะม่วง มังคุด กล้วยหอมให้กิน
          ฤดูฝน พอเข้าช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคมนั้น ก็มีผลไม้ที่ออกมาต้อนรับฤดูฝนให้กินกัน โดยในช่วงต้นของฤดูฝนจะมีเงาะ กระท้อน มังคุด สัปปะรส ระกำ ขนุน ทุเรียน กล้วยหอม กล้วยน้ำหว้า กล้วยหักมุก กล้วยไข่ ส้มเขียวหวาน ส้มโอ ส้มเกลี้ยง น้อยหน่า ลำไย ลางสาด แตงไทย ฝรั่ง ฝักบัว มะม่วง มะละกอ มะเฟือง มะยม อ้อย มาให้กิน เข้าช่วงปลายฤดูก็จะมีมังคุด ส้มโอ ส้มซ่า ส้มเกลี้ยง ส้มเขียวหวาน ลางสาด กล้วยหอม กล้วยน้ำหว้า กล้วยไข่ ฝรั่ง สัปปะรส มะเฟือง มะกอกน้ำ มะยม ขนุน น มะขามป้อม สาเก มันแกวให้กินต่อ
          ฤดูหนาว อากาศจะเริ่มหนาวผลไม้ก็ออกมาโชว์ตัวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อรับฤดูหนาว โดยผลไม้ต้นฤดูกาล ได้แก่ ส้มเขียวหวาน ส้มเกลี้ยง ส้มซ่า มะละกอ มะขามป้อม มันแกว มะละกอ มะม่วง ละมุด กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ แตงโม อ้อย องุ่น แห้ว สับปะรส ฝรั่ง มังคุด พุทรา ชมพู่ พอเข้าปลายหนาวจะมีส้มเขียวหวาน ส้มเกลี้ยง สับปะรส กล้วยหอม พุทรา ลูกตาล มะตูม มะขามป้อม มะม่วง มะขามเทศ มะขาม ชมพู่  ชมพู่มะเหมี่ยว ละมุด อ้อย แตงโม ฝรั่ง ให้กินกันจนชื่นใจ

          ต่อไปนี้มาทำความรู้จักกับผลไม้ไทยแต่ละชนิดกันดีกว่า ว่ามีรสชาติและประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร 
          กระท้อน (Santol) มีเนื้อนุ่มสีขาวฟู เป็นปุย เนื้อกระท้อนหนานิ่ม เกาะกันเป็นพู แต่ละผลมีประมาณ 3-5 พู แต่ละพูมี 1 เมล็ด รสหวานหรือเปรี้ยวอมหวาน ขึ้นอยู่กับพันธ์ุ ส่วนเนื้อที่ติดกับเปลือกสามารถนำมากินได้ รสเปรี้ยวอมฝาด กระท้อนจะออกมากในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน นิยมกินเนื้อติดเมล็ดและเนื้อที่ติดเปลือกสดๆ หรือจิ้มพริกกับเกลือหรือน้ำปลาหวาน หรือนำมาปั่นหรือคั้นทำน้ำกระท้อน หรือนำมาทำอาหารว่าง เช่น กระท้อนลอยแก้ว กระท้อนแช่อิ่ม กระท้อนทรงเครื่อง กระท้อนดอง แยมกระท้อน เป็นต้น หรือนำไปใช้ประกอบอาหาร เช่น แกงกบกระท้อน แกงอ่อมปลาดุก แกงฮังเลกระท้อน แกงคั่วกระท้อน ยำกระท้อน ตำกระท้อน เป็นต้น เนื้อกระท้อนอุดมด้วยวิตามินเอ ซี และบี 1 ฟอสฟอรัส แคลเซียม คาร์โบไฮเดรต เหล็ก ไนอะซิน เส้นใย โปรตีน และมีสารแอนติออกซิแดนท์สูงที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ สรรพคุณของกระท้อนนั้น แก้กระหายน้ำ ลดอาการเจ็บคอ ป้องกันการเกิดมะเร็ง บำรุงโลหิต แก้ลมจุกเสียด ส่วนใบผสมน้ำต้มอาบขับเหงื่อ แก้ไข้ รักษาโรคผิวหนัง  และรากใช้เป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไข้มาลาเรีย แก้บิด แก้ท้องร่วง หรือตำกับน้ำและน้ำส้มสายชู ดื่มแก้ท้องเดิน และช่วยขับลม เป็นต้น

          กล้วย (Banana) ให้ผลตลอดปี มีหลายพันธุ์ เช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหักมุก เป็นต้น มีรสหอมหวาน กล้วยอุดมด้วยโพแทสเซียมสูง มีสังกะสี เหล็ก กรดโฟลิก แคลเซียม วิตามินบี 6 และสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ให้พลังงานสูง ใช้รักษาภาวะความดันโลหิตสูง ลดภาวะความเป็นพิษ ช่วยให้ปอดชุ่มชื่น แก้กระหายน้ำ ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น กระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ และยังมีเพกติน ซึ่งช่วยให้ร่างกายขับของเสียออกได้ แถมยังทำให้อารมณ์ดี เพราะเชื่อว่าในกล้วยมีสาร Tryptophan เมื่อกินเข้าไปจะเปลี่ยนเป็น Serotonin ที่เป็นสารสร้างความสุขให้กับคนเรา

          ขนุน (Jack fruit) คนไทยนิยมปลูกขนุน เพราะมีความเชื่อว่า เป็นไม้มงคล บ้านไหนที่ปลูกขนุนไว้ จะทำให้ได้รับการสนับสนุน เกื้อหนุน หรือมีคนค้ำจุน ทำให้คนในบ้านได้รับความมเจริญรุ่งเรืองในชีวิตและในหน้าที่การงาน และเป็นผลไม้ที่ออกมาให้กินตลอดปี ขนุนจะมีมากในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม สามารถกินขนุนได้ตั้งแต่ส่วนของเนื้อ ซัง และเมล็ด เนื้อขนุนส่วนที่นำมากินเรียก “ยวง” มีสีเหลือง เหลืองอมส้ม หรือสีจำปา มีเนื้อหนาจนถึงไม่หนา มีรสตั้งแต่หวานสนิทจนถึงหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ขึ้นอยู่กับพันธ์ุ  คนนิยมกินเนื้อขนุนสดๆ หรือนำเนื้อขนุนมาเป็นส่วนประกอบของอาหารคาวหวาน เช่น นำขนุนอ่อนมาประกอบอาหาร เช่น ซุปขนุน เป็นต้น หรือนำเนื้อขนุนแก่ฉีกใส่ในขนมรวมมิตรหวานเย็น ไอศกรีมกะทิสด ลอดช่องสิงคโปร์ น้ำเชื่อมสำหรับขนมหวานเย็นที่ใส่น้ำแข็ง หรือทำเป็นหน้าข้าวเหนียวมูน เพื่อชูกลิ่นชูรสให้หอมหวานน่ากิน หรือนำมาอบแห้งเป็นขนุนแห้งเพื่อเป็นของว่างกิน ส่วนเมล็ดของขนุนจะนำมาต้มใส่เกลือกิน หรือนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง คุณประโยชน์ของขนุนมีมาก เช่น เนื้อขนุนมีเบต้าแคโรทินช่วยต้านอนุมูลอิสระในการป้องกันมะเร็ง มีวิตามินเอช่วยในการบำรุงสายตา มีคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานสูง บำรุงกำลัง แก้กระหายน้ำ ช่วยให้หายเมา ช่วยในการย่อยอาหาร เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยให้ผิวพรรณดี โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย ควรกินขนุนอ่อน เพราะในผลอ่อนมีเส้นใยอาหาร ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก ขนุนสุกมีสรรพคุณรักษาโรคเกี่ยวกับทรวงอกของผู้หญิงอีกด้วย ส่วนเมล็ดนั้น เป็นยาบำรุง ช่วยขับน้ำนมในหญิงหลังคลอดใหม่ๆ และบำรุงร่างกาย

          เงาะ (Rambutan) เนื้อมีลักษณะอ่อนนุ่ม สีขาวใสหรืออมเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสชาติอร่อย รสหวานไม่จัด มีทั้งหวานและหวานอมเปรี้ยว ขึ้นอยู่กับพันธุ์ เงาะเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซีและน้ำตาล และมีสารอาหารอีกมาก เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เป็นต้น เงาะมีสรรพคุณในการแก้บิด ท้องร่วง ท้องอืด ท้องเฟ้อ และแก้ไข้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถกินได้ แต่ไม่ควรมากเกินไป ส่วนเปลือกเงาะมีรสฝาด มีสารแทนนินใช้เป็นยาขับพยาธิ เมล็ดมีฤทธิ์ทำให้หลับ ถ้านำผลเงาะมาต้มแล้วนำน้ำที่ได้มาใช้เป็นยาแก้อักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รักษาอาการอักเสบในช่องปาก ข้อควรระวัง คือ เม็ดในของเงาะมีพิษแม้ว่าจะเอาไปคั่วจนสุกแล้ว แต่ถ้ากินมากเกินไปจะมีอาการปวดท้อง เวียนศรีษะ มีไข้ คลื่นไส้ และ/ หรืออาเจียนได้

          ชมพู่ (Rose apple or Wax jambu) เป็นผลไม้ที่มีหลายสี ไม่ว่าสีขาว ชมพู หรือเขียว มีเปลือกบาง มีเนื้อฉ่ำน้ำ มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ มีรสชาติตั้งแต่จืดกระทั่งหวานจัด ขึ้นอยู่กับพันธ์ุ มีเนื้อฉ่ำน้ำเมื่อกินแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น ชุ่มคอ แก้กระหายได้ดี เนื้อชมพู่มีคุณค่าทางอาหารที่ให้พลังงานต่ำ มีใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แร่ธาตุและวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามินซีป้องกันโรคหวัด โรคเลือดออกตามไรฟัน มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง มีเหล็ก วิตามินเอ บี 1 และบี 2 ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังเป็นยาชูกำลังและบำรุงหัวใจ ส่วนเมล็ดชมพู่ใช้เป็นยาแก้ท้องเสียและโรคเบาหวาน

          ทับทิม (Pomegranate) คนจีนมีความเชื่อว่า ทับทิมเป็นผลไม้มงคล เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญงอกงาม และโชคลาภ เนื่องจากทับทิมมีเมล็ดมาก และได้รับการยกย่องว่าเป็น “อัญมณีแห่งผลไม้” ผลทับทิมมีกลิ่นหอม เมล็ดทับทิมมีเนื้อหุ้มใสสีแดงเข้ม มีรสหวานหรือเปรี้ยวอมหวาน ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยน้ำทับทิมมีวิตามินซีสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด น้ำตาล แมกนีเซียม แคลเซียม และสารเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูง เหมาะสำหรับการดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย แก้กระหายน้ำ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด สามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว ลดภาวะการแข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง บำรุงหัวใจในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด โดยเพิ่มการไหลเวียนที่ดีขึ้นและลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง บำรุงตับ ช่วยเพิ่มพลังและความงาม การดื่มน้ำทับทิมวันละแก้วจะช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด ลดการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง และช่วยเสริมสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระจากน้ำทับทิมมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมและเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยในการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งเต้านม และยับยั้งเซลล์มะเร็งในคนที่ป่วยแล้ว ไม่ให้แพร่กระจายลุกลามมากขึ้น แต่ไม่ได้รักษาโรคมะเร็งให้หายขาด เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำทับทิมจะไปยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้มีการแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยังจะไปดูแลเซลล์ดีๆ ที่อยู่รอบๆ เซลล์มะเร็งให้มีความแข็งแรงและมีภูมิต้านทานมากยิ่งขึ้นเซลล์มะเร็งจึงลุมลามมาทำอันตรายไม่ได้หรือได้น้อยมาก ส่วนเปลือกทับทิมใช้รักษาโรคท้องเดินและโรคบิด และมีสารในกลุ่มแทนนินสูงที่มีคุณสมบัติเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่ดี โดยมีสรรพคุณลดอาการอักเสบ และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์ ต่อต้านมะเร็งกว่า 13 ชนิด ไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น และช่วยทำลายเซลล์มะเร็ง เช่น มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น (หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, 2550; เจสดาร์, 2551)

          แตงไทย (Musk melon) เนื้อมีสีเหลือง เขียวอ่อนหรืออมส้ม มีรสหวานเย็น กลิ่นหอม นิยมนำมากินกับเผือกหรือลอดช่องไทยกับน้ำกะทิใส่น้ำแข็ง สรรพคุณช่วยดับกระหาย ลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกาย ขับปัสสาวะ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ

          แตงโม (Watermelon)  เป็นผลไม้ออกตลอดปี มีมากในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน แตงโมมีเนื้อสีแดงหรือสีเหลืองขึ้นอยู่กับพันธ์ุ มีปริมาณน้ำสูงทำให้มีเนื้อฉ่ำน้ำ กรอบ รสหวาน เย็นชื่นใจ นิยมกินแบบสด หรือนำมาปั่นทำเป็นน้ำแตงโม แก้กระหายยามอากาศร้อน เพราะจะให้ความเย็นฉ่ำชื่นใจ แตงโมอุดมด้วยเส้นใยอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารต่างๆ เช่น วิตามินเอ ซี และบี 6 กลูโคส ฟรุคโตส ซูโครส คาโรทีน โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก กรดกลูตามิค กรดฟอสฟอริค กรดนิโคตินิค กรดมาลิค กลัยโคไซด์ เป็นต้น แตงโมช่วยกระตุ้นการทำงานของไต ที่ทำให้ร่างกายขับปัสสาวะได้ดี ช่วยล้างไตและกระเพาะปัสสาวะ รักษาโรคไตอักเสบ บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ลดความร้อนในร่างกาย  แก้ร้อนใน ปากเป็นแผล แก้อ่อนเพลียและวิงเวียน ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการผิวหนังแห้งกร้านอันเนื่องมาจากภาวะเลือดเป็นกรด เพราะกินเนื้อสัตว์ ของทอด ขนมหวาน อาหารแป้งขัดขาว และเครื่องดื่มพวกกาแฟหรือน้ำอัดลมมากเกินไป น้ำแตงโมจะช่วยไม่ให้ร่างกายสะสมกรดยูริก อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไขข้อและโรคเกาต์ ช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆ  มีเอนไซม์ที่ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร มีสาร citrulline ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยถอนพิษสุราได้ และ ถ้าจะทำให้ผิวหน้าหน้าชุ่มชื่นและสดชื่นโดยนำเนื้อแตงโมที่หั่นเป็นชิ้นวางบนหน้าประมาณ 20 นาที จะทำให้ผิวนุ่มขึ้น นอกจากนี้ เปลือกแตงโมใช้แก้ปากและลิ้นเป็นแผลได้เช่นเดียวกับน้ำแตงโม และช่วยลดความมันบนผิวหน้าด้วยการนำเปลือกมาปั่นแล้วคั้นเอาน้ำมาล้างหน้า จะเห็นได้ว่าแตงโมมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ควรกินมากไป เพราะน้ำจากแตงโมจำนวนมากจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจางลง ทำให้อาหารไม่ย่อย หรือท้องเสีย

          ลำไย  (Longan) เป็นผลไม้รสหวาน เนื้อเป็นสีขาวใส โดยทั่วไปนิยมกินลำไยสด แต่ก็มีผู้นิยมนำลำไยมาแปรรูปเป็นลำไยอบแห้ง ลำไยกวน ลำไยแช่อิ่ม ลำไยผง ลำไยกระป๋อง เป็นต้น และยังนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารคาวหวาน เช่น ข้าวเหนียวเปียกลำไย เค็กลำไย พายลำไย ขนมปังลำไย แกงเผ็ดลำไย แกงจืดลำไยสอดใส้ เป็นต้น เนื้อลำไยมีวิตามินและสารอาหารหลายชนิด เช่น วิตามินซี บี 1และบี 2 สูง แคลเซียม ฟอสฟอรัส น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลซูโคส และฟรุกโตสสูง ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการกินลำไย ลำไยช่วยให้นอนหลับสบาย ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย แก้ผอมแห้งแรงน้อย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงประสาท ขี้ลืม ใจสั่น บำรุงกำลังของสตรีภายหลังการคลอดบุตร ส่วนลำไยแห้งช่วยในการบำรุงหัวใจ และบำรุงโลหิต ส่วนเมล็ดลำไยมีสารฝาดสมานที่ช่วยห้ามเลือด

          น้อยหน่า (Sugar apple/ Custard apple) เป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง รสหวานอร่อย เนื้อน้อยหน่ามีสีขาวนวล อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน น้ำตาล วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก เป็นต้น ช่วยให้ชุ่มคอ เป็นยาระบายอ่อนๆ เมล็ดในน้อยหน่ามีสารที่มีฤทธิ์ฆ่าแมลงเรียกว่า Squamocin เพียงนำเนื้อในเมล็ดมาโขลกผสมน้ำมันมะพร้าวใช้กำจัด โดยชโลมเส้นผมทิ้งไว้สัก 1-2 ชั่วโมง ผสมน้ำแล้วชโลมทั่วศีรษะเป็นวิธีกำจัดเหาที่ได้ผลชะงัด และยังใช้เป็นยาแก้พยาธิตัวจี๊ดได้ โดยนำเนื้อในเมล็ดที่ตำละเอียดคนกับสารส้มที่ตั้งไฟให้ละลาย ทาบริเวณที่บวมเช้า-เย็น ผลน้อยหน่าดิบใช้เป็นยาแก้พิษงู แก้ฝีในลำคอ กลากเกลื้อน และฆ่าพยาธิผิวหนัง ผลแห้งใช้รักษาโรคงูสวัด เริม และฝีในหูนำไปโขลกพอกตัวแก้ฟกช้ำและทาแก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน เป็นต้น

          พุทรา (Jujube) มีเนื้อกรอบ รสหวานสนิท บางพันธ์ุมีรสเปรี้ยวและฝาด ผลพุทรามีวิตามินซีสูง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ บี 1 และบี 2 พุทรามีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคหวัด โรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยระงับอาการประสาทอ่อนๆ และใช้เป็นยาบำรุง กรณีที่มีรสฝาดและเปรี้ยวจะช่วยขับเสมหะ แก้ไอ และเป็นยาระบาย ส่วนเมล็ดพุทราใช้รักษาอาการหวัด คัดจมูก และพยาธิ

          ทุเรียน (Durian) เป็นผลไม้ที่ได้รับยกย่องให้เป็น “ราชาแห่งผลไม้”  มีรสชาติอร่อย กลิ่นหอม รสหวานและมัน ให้พลังงานมาก นิยมกินสด แต่ก็มีการนำไปกวนหรือทอดเก็บไว้กินนอกฤดู หรือทำเป็นขนมหวาน เช่น ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน เป็นต้น เนื้อทุเรียนให้สารอาหารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและให้พลังงานความร้อน ถ้ากินทุเรียนในช่วงอากาศร้อนมากๆ จะทำให้รู้สึกร้อนและอึดอัด ทุเรียนให้สารอาหารสำคัญ เช่น โปรตีน น้ำตาล ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายมาก มีสารกำมะถันมาก แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ เป็นต้น ไม่ควรดื่มสุราเมื่อกินทุเรียน เพราะจะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ คนโบราณถือว่าทุเรียนเป็นผลไม้มีฤทธิ์ร้อน หลังกินทุเรียนควรกินมังคุดที่เป็นผลไม้มีฤทธิ์เย็นตาม เพื่อให้อุณหภูมิภายในร่างกายสมดุล

          ฝรั่ง (Guava) เนื้อฝรั่งมีสีขาว และมีเมล็ดมาก เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและเอ แคลเซียม โพแทสเซียม และเหล็กสูง มีสารเพกทินหรือใยอาหาร และสารแทนนิน เป็นต้น ฝรั่งช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ชะลอการลุกลามของมะเร็ง ช่วยสร้างและบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue) ทำให้ผิวพรรณดี ทำให้แผลหายเร็ว ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวและสร้างภูมิคุ้มกันที่แก่เต็มที่ ช่วยบรรเทาอาการท้องเดินได้ แต่ถ้ากินในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้ท้องผูก กรณีที่เครียดและมักมีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ ให้นำผลฝรั่งอ่อนมาฝานบางๆ แช่เย็นแล้วปิดขมับ จะช่วยผ่อนคลายได้ นอกจากนี้ ใบฝรั่งยังช่วยดับกลิ่นปากด้วยการเคียวใบฝรั่ง และลูกฝรั่งสุกยังช่วยดับกลิ่นเหม็นเน่าของศพได้

          มังคุด (Mangosteen) เป็นผลไม้รสชาติดีจนได้รับสมญานามว่า “ราชินีไม้ผลเมืองร้อน” เนื้อมังคุดมีสีขาวนวล มีกลิ่นหอม รสหวานอมเปรี้ยว ให้พลังงานต่ำ มีเส้นใยอาหารมาก ส่วนมากจะกินสด และกากใยจากเนื้อของมังคุดช่วยในการขับถ่าย  ถ้ากินมังคุดหลังจากกินทุเรียนจะช่วยลดความร้อนในร่างกาย เพราะมีฤทธิ์เย็น ทำให้ไม่เป็นแผลร้อนใน เนื้อมังคุดมีสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอะซิน วิตามินบี 1 บี 2 และซี ส่วนเปลือกของมังคุดมีรสฝาด มีสารแทนนิน (Tanin) ออกฤทธิ์เป็นยาฝาดสมาน ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย โดยมีสรรพคุณเป็นยาแก้ท้องเสีย แก้โรคบิดหรือท้องร่วงเรื้อรัง ถ่ายเป็นมูกเลือด โดยการใช้เปลือกสดหรือเปลือกแห้งฝนกับน้ำกินหรือจะใช้เปลือกแห้งต้มกับน้ำกินก็ได้  และยังมีสรรพคุณในการสมานแผล ช่วยให้แผลหายเร็ว โดยใช้รักษาน้ำกัดเท้า แผลพุพอง แผลเป็นหนอง และแผลเน่าเปื่อยได้ เพราะมีสารแทนนินที่ออกฤทธิ์สมานแผลช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และมีสารแมงโกสติน (Mangostin ) ที่ออกฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง การรักษาโดยนำเปลือกผลแห้งมาฝนกับน้ำปูนใสจนข้น ทาวันละ 1 - 3 ครั้ง นอกจากนี้ ยังใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น สบู่เพื่อช่วยดับกลิ่นตัว ช่วยบรรเทาโรคผิวหนัง รักษา สิวฝ้า เป็นต้น และยังใช้ประโยชน์ในการทำสีย้อมผ้าได้อีกด้วย   

          มะยม (Star gooseberry) เนื้อมะยมมีรสเปรียวหรือฝาด ขึ้นอยู่กับพันธ์ุ มีวิตามินและสารอาหาร เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เป็นต้น  เนื้อมะยมช่วยกัดเสมหะ แก้ไอ บำรุงโลหิต และระบายท้อง รากมะยมแก้โรคผิวหนังและแก้ผดผื่นคัน ส่วนเปลือกต้นแก้ไขทับระดูและแก้เม็ดผดผื่นคัน ส่วนใบนำมาเป็นส่วนประกอบของยาเขียว ใช้แก้ไข้และบำรุงประสาท

          มะกอก (Hog plum) มีเนื้อขาวอมเขียวอมเหลือง รสชาติเปรี้ยวอมหวานหรือเปรี้ยว อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย รักษาอาการไอ เจ็บคอ ขับเสมหะ ลดความดัน ลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกาย บรรเทาอาการกระหายน้ำ

          มะขามป้อม (Emblic myrobalan) เนื้อมีสีเขียวอ่อนใส มีรสฝาดอมหวาน ชุ่มคอ อุดมไปด้วยวิตามินซี เป็นยาแก้ไอ ละลายเสมหะ บรรเทาอาการเจ็บคอ หวัด บรรเทาอาการกระหายน้ำทำให้ชุ่มคอ

          มะเฟือง (Star Fruit Belimbing, Carambola) เนื้อมีสีเขียวอ่อนใส สุกแล้วสีเขียวใสอมเหลือง หรือแก่จัดจะมีสีเหลืองใส เนื้อชุ่มน้ำ ผลสุกมีรสเปรี้ยวอมหวาน กินผลสดๆ หรือนิยมใช้เป็นเครื่องเคียงในอาหาร เช่น แหนมเนือง เป็นต้น มะเฟืองเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายที่อุดมด้วยวิตามินเอ ซี บี 1 และบี 2 ไนอะซีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เส้นใย และให้พลังงาน สรรพคุณใช้เป็นยาขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนภายในร่างกาย  รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบายแก้ท้องผูก ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยแก้นิ่วในไต และบรรเทาอาการนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ช่วยแก้เครียด ช่วยขับระดู สตรีจึงไม่ควรกินขณะมีประจำเดือนหรือตกขาว และหากกินขณะตั้งครรภ์อาจทำให้แท้งได้ ส่วนน้ำมะเฟืองช่วยแก้คอแห้ง แก้ร้อนใน ดับกระหาย ลดความร้อนภายในร่างกาย และยังใช้เป็นยาขับเสมหะ รวมทั้งช่วยขับปัสสาวะได้อีกด้วย  นอกจากนี้ น้ำคั้นจากผลมะเฟืองใช้สระผม ช่วยบำรุงเส้นผมและขจัดรังแค เมื่อนำมะเฟืองมาโปะหน้าจะช่วยปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น เพราะผลมะเฟืองมีกรดอ่อนกว่ามะนาวและมะขาม          

          มะละกอ (Papaya) ผลดิบเนื้อจะมีรสฝาดเฝื่อน แต่ถ้าสุกจะมีรสหวาน สารอาหารในมะละกอทั้งสุกและดิบประกอบด้วย วิตามินเอ ซี และบีสูง มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เพคติน เหล็ก และ Cerotenoid ผลดิบนิยมนำมาทำอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม แกงเหลือง เป็นต้น ส่วนผลสุกนิยมกินสด มะละกอสุกใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยบำรุงสายตา ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยป้องกันอาการเลือดออกตามไรฟัน และป้องกันโรคกระดูกผุ ส่วนยางมะละกอมีสีขาวที่ไหลออกจากใบ ก้าน ลำต้น และผล ยางนี้จะมีเอนไซม์ปาเปน (papain X) และไคโมปาเปน (chymopapain) มีคุณสมบัติช่วยย่อยโปรตีนในเนื้อสัตว์ จึงนำมาใช้หมักเนื้อให้เปื่อยนุ่ม หรือใส่น้ำต้มเนื้อเพื่อทำให้เนื้อเปื่อยเร็ว และยังนำยางมาใช้กัดแผล รักษาตาปลาและหูด นอกจากนี้ ยังใช้ในการดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้อีกด้วย ส่วนรากใช้ต้มกินแก้ธาตุพิการ และแก้กลากเกลื้อน ใบสดนำมาย่างไฟใช้ประคบบริเวณที่ปวดบวม เมล็ดใช้ขับพยาธิและดับกระหายได้ 

          มะขาม (Tamarind) เป็นไม้มงคลที่บ้านคนไทยนิยมปลูก เพราะเชื่อว่า จะทำให้คนเกรงขาม และป้องกันไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีและผีร้ายมายุ่งเกี่ยว  เนื้อมะขามมีสีน้ำตาล มีรสหวาน หวานอมเปรี้ยว และเปรี้ยวมากขึ้นอยู่กับพันธ์ุ  เนื้อมะขามมีวิตามินเอและซีสูง มีวิตามินบี 1 และบี 2 กรดทาร์ทาริก กรดซิตริก เป็นต้น สรรพคุณช่วยในการละลายเสมหะ ขับเสมหะ วิธีใช้ คือ นำเนื้อในฝักแก่หรือมะขามเปียกมาจิ้มเกลือและกินพอสมควร รสเปรี้ยวของมะขามจะช่วยกัดเสมหะให้ละลาย และทำให้คอชุ่มชื่นขึ้น ให้พลังงานสูง ระบายและลดความร้อนในร่างกาย ช่วยเป็นยาระบายอ่อน ๆ เป็นยาขับเลือดลมของหญิงหลังคลอดบุตรใหม่ ๆ และน้ำมะขามละลายกับน้ำเกลือ ดื่มแก้กระหายน้ำ ส่วนยอดอ่อนและฝักสด มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และซีมาก บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง และช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค มีเหล็กช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง มีเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ใบมีแคลเซียม เส้นใย และฟอสฟอรัส บำรุงเป็นยาแก้โรคบิด แก้ไอ ส่วนเมล็ดคั่วไฟและกะเทาะเปลือกออก กินแก้อาการท้องร่วง แก้อาเจียน แก่น แก้ฝีในมดลูก แก้อาการสะอึก และรักษาโรคบิด

          มะปราง / มะยง (Plum mango)  มะปราง/ มะยง เนื้อมะปรางมีสีเหลืองหรือเหลืองอมส้ม ส่วนเนื้อมะยงมีสีเหลืองอมส้มมากกว่ามะปราง มีรสหวาน หวานอมเปรี้ยว หรือเปรี้ยว ขึ้นอยู่กับพันธ์ุ แต่มะปรางจะมีรสหวานมากกว่ามะยง มะปรางและมะยงจะออกมากช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ผลไม้ทั้งสองชนิดมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน นอกจากนี้ ยังมีคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เหล็ก ไนอะซิน วิตามินบี และซี

          มะไฟ (Burmese grape, Rambai Lutqua or Baccaurea ramiflora Lour) เนื้อสีขาวขุ่น มีรสเปรี้ยวอมหวาน นิยมผลสด ซึ่งมีวิตามินซี น้ำตาล และกรดอินทรีย์หลายชนิด สรรพคุณใช้เป็นยาช่วยรักษาอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยละลายเสมหะ ส่วนน้ำคั้นจากผลมะไฟสดใช้ทำสบู่บำรุงผิว รากสดหรือรากแห้งใช้แก้พิษซาง แก้วัณโรค แก้ฝีภายใน ดับพิษร้อน เริม แก้ผิวหนังอักเสบชนิดที่เป็นถุงน้ำและลอกออกมา และใช้บรรเทาไข้ที่มีอาการปวดข้อปวดเข่า และมีผื่น เป็นคล้ายๆ ลมพิษที่เรียกกันว่า “ไข้ประดง” เปลือกทำยาทาภายนอกและโรคผิวหนังบางชนิด ใบของมะไฟมีรสเผ็ด เย็น มีสรรพคุณแก้หวัด แก้ไอ มาลาเรีย และขับปัสสาวะ (หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, 2551)

          มะม่วง (Mango) ผลมีรสชาติอร่อย กินได้ทั้งผลดิบและสุก ซึ่งสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารหรือแปรรูปด้วยวิธีการกวน แช่อิ่ม หรือดองก็ได้ ผลดิบเนื้อสีขาวอมเขียวอ่อน รสเปรี้ยวหรือมัน แล้วแต่พันธุ์ ผลสุกเนื้อมีสีเหลืองรสหวาน หรือหวานอมเปรี้ยวขึ้นอยู่กับพันธ์ุ  นิยมกินสด หรือผลดิบจิ้มพริกกับเกลือหรือน้ำปลาหวาน หรือกะปิ หรือนำผลดิบมาแปรรูปเป็นมะม่วงเค็ม มะม่วงแช่อิ่ม มะม่วงดอง น้ำพริกมะม่วง ยำมะม่วง หรือตำมะม่วง ส่วนผลสุกนำมาทำน้ำมะม่วง  แยมมะม่วง  มะมวงกวน ไอสครีมรสมะม่วง ข้าวเหนียวมะม่วง ผลดิบมีเส้นใยอาหารสูงมะม่วงสุก มะม่วงมีวิตามินเอ และซีสูง วิตามินบี 1 และบี 2 ไนอาซิน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และสารแคโรทีนอยด์ มะม่วงดิบใช้บำรุงกระเพาะอาหาร แก้คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียน กระหายน้ำ ผลสุกกินแก้คลื่นไส้ วิงเวียน โรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด ขับปัสสาวะ และมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจและมะเร็ง สร้างเสริมภูมิคุ้มกัน เสริมการทำงานของระบบประสาท และชะลดการเกิดกระที่ผิวหนัง ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการกินมะม่วงสุก เพราะมีน้ำตาลสูง เนื้อในเมล็ดมีฤทธิ์ฝากสมานใช้รักษาอาการท้องเสีย แก้บิดและอาเจียนได้ ส่วนใบอ่อนใช้รักษาลำไส้อักเสบเรื้อรัง ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือนำมาพอกรักษาแผลสด ทั้งนี้ผู้ป่วยด้วยโรคไตไม่ควรกินมะม่วงมากเกินไป เพราะจะทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้น

          มะพร้าว (Coconut) เนื้อมะพร้าวมีสีขาวขุ่น  นิยมกินเนื้อมะพร้าวและน้ำมะพร้าวสด และยังนำมาแปรรูปเป็นมะพร้าวเผา วุ้นมะพร้าว มะพร้าวอบน้ำผึ้ง น้ำส้มสายชู และเป็นส่วนประกอบของอาหารคาวหวานหลายชนิด ในน้ำมะพร้าวมีโปรตีน น้ำตาล แคลเซียม โซเดียม โพแทสเซียม ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และ Juvenile hormone เป็นต้น เนื้อมะพร้าวมีสรรพคุณแก้อาการอ่อนเพลีย ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ส่วนเนื้อนำมาขูดเป็นฝอยใช้คั้นเป็นกะทิสด โดยกะทิที่ได้จะอุดมไปด้วยพลังงาน และไขมันที่ดีต่อสุขภาพในปริมาณสูง บำรุงผิวพรรณให้สดใส ช่วยชะลอความแก่ น้ำมะพร้าวมีคุณค่าทางอาหารสูง สามารถใช้แทนน้ำเกลือและรักษาอาการอ่อนเพลียได้ดี ช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย ดับกระหาย  ช่วยปรับสมดุลย์ของร่างกายในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จาวมะพร้าวใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ยอดมะพร้าวสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น แกงส้ม แกงคั่ว ยำ ส้มตำ ผัด เป็นต้น (มุ่ยฮวง , 2550)

          ลูกตาล (Toddy palm,  Palmyra palm) ลูกตาล 1 ผลจะมีเต้าตาลหรือลอนตาลอ่อน 2-3 เต้า ลอนตาลมีเนื้อใสขุ่นเล็กน้อย นิ่ม และมีน้ำขังอยู่ข้างใน กินสดๆ หรือจะใส่น้ำเชื่อมและน้ำแข็งทำเป็นลูกตาลลอยอยแก้ว กินคลายร้อน แก้ไข้  กระหายน้ำ และระบายเสมหะ ส่วนลูกตาลที่แก่จัดจนเปลือกเป็นสีเข้มเกือบดำให้เอาเนื้อตาลที่เป็นเหมือนเส้นใยสีเหลืองสดมายีผสมกับแป้ง น้ำตาล และกะทิให้เข้ากัน นำไปนึ่งเป็นขนมตาลรสหอมอร่อย แต่ปล่อยทิ้งถ้าไว้ในเต้าตาลก็จะเกิดจาวตาลสีเหลืองอ่อน มีเนื้อแข็ง คล้ายจาวมะพร้าวแต่แน่นกว่า เอามาเชื่อมกับน้ำตาลทรายเป็นจาวตาลเชื่อม กินกับข้าวเหนียวมูนหรือจะนำจาวตาลเชื่อมน้ำตาลโตนดมาซุปแป้งทอด กลายเป็นของกินเล่นของคนเมืองเพชรที่เรียกว่า “โตนดทอด” จาวตาลมีธาตุฟอสฟอรัสสูง ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง งวงตาลประกอบด้วยน้ำตาลใช้ทำน้ำตาลโตนด และยังใช้แก้พิษตานซางและขับพยาธิด้วย  (วิกิพีเดีย, 2552)

          ลองกอง (Longkong) ลองกอง เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับลางสาดและดูกู (Duku) เป็นผลไม้ที่เนื้อในมีสีขาวใส รสหวานเย็น มีกลิ่นหอมหวาน เปลือกบาง ยางน้อย เนื้อลองกองอุดมไปด้วยวิตามินบี ซี แคลเซียม และฟอสฟอรัส เป็นต้น มีสรรพคุณในการลดความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย เมื่อกินเป็นประจำจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการร้อนในภายในปาก ไม่ให้เป็นไข้ ตัวร้อน ลดอาการร้อนในช่องปาก ลดอุณหภูมิความร้อนภายในร่างกาย ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยป้องกันโรคหวัด โรคเลือดออกตามไรฟันเปลือก เปลือกและเม็ด มีส่วนประกอบของสารเคมี essential oil, lansic acid และ lansionic acid ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง และฟื้นฟูสุขภาพ

          ลางสาด (Langsat) เป็นผลไม้ในสกุลเดียวกับลองกอง มีลักษณะใกล้เคียงกัน ซึ่งบางครั้งทำให้คนที่ไม่เคยกินคิดว่าเป็นลองกอง แต่ต่างกันตรงที่ลางสาดจะมียางมากกว่าลองกองแต่ไม่มาก เนื้อลางสาดมีสีขาวใสเช่นเดียวกับลองกอง เนื้อลางสาดมีวิตามินซี บี 1 และบี 2 คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน แคลเซียม เหล็ก และฟอสฟอรัส เป็นต้น เปลือกต้น ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ แก้ไข้ เปลือกผล สามารถแก้อาการท้องร่วงท้องเดินได้ โดยการนำเปลือกมาหั่นแล้วนำไปคั่วชงกับน้ำเดือด กินครั้งละครึ่งถ้วย เมล็ด นำมาฝนกับน้ำฝนให้ข้น ใช้เป็นยาหยอดหู แก้อักเสบ หรือเป็นฝีในหู ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ รักษาเริมและงูสวัดได้

          ละมุด (Sapodilla plum) เนื้อละมุดสุกเป็นสีน้ำตาลแดง  รสหวาน อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินซี ไนอะซิน วิตามินบี 1 และบี 2 อีกทั้งมีเส้นใยอาหารสูง เพิ่มน้ำตาลในเลือด ทำให้สดชื่น ช่วยในการขับถ่าย ผลละมุดดิบ เนื้อจะแข็ง มียางสีขาว มีสาร gutta ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร 

          ลิ้นจี่ (Lychee) เนื้อลิ้นจี่มีสีขาวใสหรือสีเหลืองอ่อนหรืออมส้มเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับพันธ์ุ รสชาติออกเปรี้ยวหวาน นิยมกินสด แต่ก็ยังนำมาแปรรูปเป็นน้ำลิ้นจี่ ลิ้นจี่ในน้ำเชื่อม ลิ้นจี่อบแห้ง เป็นต้น  เนื้อลิ้นจี่ประกอบด้วยวิตามินซีสูง วิตามินบี 1 และบี 2 ไนอะซิน คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน เหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส และน้ำตาล เป็นต้น สรรพคุณป้องกันโรคหวัดและโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน แก้กระหายน้ำ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงอวัยวะภายในต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบำรุงม้าม และบำรุงประสาท แต่ถ้ากินมากอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้ เพราะลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน ถ้านำเนื้อลิ้นจี่มาตากแห้งและนำมาต้มกินเป็นประจำก็จะช่วยบรรเทาอาการปวด อันเนื่องมาจากโรคไส้เลื่อนหรือลูกอัณฑะบวม และยังช่วยรักษาโรคโลหิตจาง ส่วนเมล็ดของลิ้นจี่มีฤทธิ์เป็นยาฝาดสมาน ช่วยระงับความเจ็บปวดในกระเพาะอาหาร

          ระกำ (Salacca) เนื้อผลในสีน้ำตาลแดงอ่อน เป็นกลีบ มี 2-3 กลีบ มีรสหวานอมเปรี้ยว หรือหวานจัด เนื้อผลมีกรดอินทรีย์ วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรต และเหล็ก เป็นต้น มีสรรพคุณทางยา ทำให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการกระหายน้ำ บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ช่วยป้องกันโรคหวัด คลายร้อน ช่วยย่อยอาหาร และทำให้เจริญอาหาร

          สละ (Salacca) มีผลคล้ายระกำ แต่มีเนื้อผลมากกว่า รสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม กินแล้วชุ่มคอ เนื้อสละให้คุณค่าทางโภชนาการ เพราะอุดมด้วยกรดอินทรีย์ น้ำตาล วิตามินซี ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส เป็นต้น ใช้เป็นยาแก้ไอ

          ส้ม (Orange) มีหลายพันธ์ โดยทั่วไปนิยมกินสดและทำเป็นน้ำส้มคั้น ส้มที่คนไทยนิยมบริโภค คือ ส้มเขียวหวาน (Mandarin orange or Tangerine orange) ส้มจะออกมากช่วงเดือนกันยายนถึงกุมภาพันธ์ เป็นผลไม้ฉ่ำน้ำ รสหวาน หวานอมเปรี้ยว หรือเปรี้ยว ขึ้นอยู่กับพันธ์ุ ส้มเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยและกาก ให้คุณค่าทางอาหารสูง มีวิตามินเอ และซีสูงมาก วิตามินบีรวม แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก โซเดียม โพแทสเซียม มีกรดอินทรีย์หลายชนิดและอื่น ๆ เนื้อส้มช่วยเจริญอาหาร วิตามินซีในส้มรักษาโรคเหงือก ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ป้องกันหวัด ช่วยสร้างคอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ชานส้ม ช่วยขับถ่าย ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ และป้องกันมะเร็งไส้ใหญ่ เนื้อส้มนำมาพอกหน้า จะช่วยกระตุ้นผิวหน้าให้สดชื่น ส่วนน้ำส้มคั้นดื่มบำรุงร่างกาย แก้ไอและขับเสมหะ ในประเทศสวีเดนยังวิจัยพบว่า หากกินอาหารเช้าและดื่มน้ำส้มจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมเหล็กได้ดีขึ้นถึงสองเท่าครึ่ง เปลือกส้มมีน้ำมันหอมระเหย นำมาปรุงเป็นยาหอม แก้ลมวิงเวียน หน้ามืด หรือนำมาใช้ทำยาบำรุง ใช้ทาใบหน้าป้องกันและรักษาสิวฝ้า

          ส้มโอ (Pomelo shaddock) เป็นผลไม้ตระกูลส้มที่ออกตลอดปี แต่มีเปลือกหนาที่ทำให้เก็บไว้ได้นานกว่าส้มอื่น เนื้อส้มโอเป็นกลีบสีขาวใสหรือสีเหลืองอ่อนหรือสีชมพู มีรสชาติดี มีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว ฉ่ำน้ำ ทำให้ชุ่มคอ น้ำในส้มโอยังมีน้ำตาลประเภทย่อยสลายได้ทันทีเรียกว่า กลูโคส (glucose) ให้พลังงานแก่ร่างกายอย่างรวดเร็ว กินเป็นผลไม้สด หรือส้มโอลอยแก้ว เนื้อส้มโออุดมด้วยวิตามินซี เอ บี 1 และบี 2 แคลเซียม และฟอสฟอรัส ใยอาหาร  และสารโมโมเทอร์ปีน ส้มโอช่วยสกัดกั้นสารก่อมะเร็ง ช่วยขับลมในกระเพาะ แก้เมาสุรา ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาบำรุงกำลัง ละลายเสมหะ แก้ไอ บำรุงกระเพาะ ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปวด และช่วยระบายความร้อน

          สับปะรด (Pineapple) เนื้อสับปะรสมีสีเหลือง มีทั้งแบบฉ่ำน้ำและแบบกรอบ มีรสหวาน เปรี้ยวอมหวาน หรือเปรี้ยว แล้วแต่พันธ์ุ    นิยมกินสดหรือนำมาแปรรูปเป็นน้ำสับปะรด สับปะรดกระป่อง สับปะรดกวน สับปะรดอบแห้ง  ผัดสับปะรส แกงสับปะรด เป็นต้น  สับปะรดอุดมด้วยวิตามินซี โพแทสเซียม และแมกนิเซียมสูง เบต้าแคโรทีน แมงกานีส มีน้ำตาล ใยอาหาร กรด และเอนไซม์ย่อยโปรตีนชนิดหนึ่ง ชื่อว่า โบรมีลิน (Bromelain) ช่วยให้ร่างกายย่อยเนื้อสัตว์ได้เร็วขึ้น เนื้อสับปะรดช่วยให้เหงือกแข็งแรง ป้องกันความเสี่ยงจากโรคเหงือก ช่วย บรรเทาอาการอักเสบและป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ช่วยย่อยอาหาร เสริมการดูดซึมอาหาร ดับร้อนแก้กระหาย รักษาบาดแผลในปาก ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ป้องกันโรคไต ความดันโลหิตสูง และหลอดลมอักเสบ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง น้ำสับปะรดช่วยแก้ท้องผูก ช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับปัสสาวะ ใช้รักษาแผลเป็นหนอง และถ้านำน้ำสับปะรดมากลั้วคอจะช่วยบรรเทาไอาการเจ็บคอ       3 

          อ้อย (Sugar-cane) ลำต้นสีม่วงแดง มีไขสีขาวปกคลุม ไม่แตกกิ่งก้าน เนื้ออ้อยมีสีเหลือง นิยมนำอ้อยที่นำมาคั้นน้ำสำหรับดื่ม  น้ำอ้อยจะมีสีเหลืองอมเขียว รสหวาน  สรรพคุณใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ หนองในและขับนิ่ว ใช้ขับเสมหะ (วิกิพีเดีย, 2552).

          จากที่กล่าวข้างต้น จะเห็นว่าผลไม้ไทยมีความอร่อยและมีผลดีกับสุขภาพ จึงขอเชิญชวนผู้อ่านมากินผลไม้ไทยกันค่ะ จะทำให้สุขภาพดี ประหยัดเงิน และยังช่วยเหลือเกษตรกรไทยให้ลืมตาอ้าปากได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ประเทศไม่เสียดุลย์การค้า เป็นการช่วยชาติอีกวิธีหนึ่ง และเป็นสิ่งที่บอกได้ว่า เรารักชาติ แต่การกินผลไม้นั้นต้องรู้จักกิน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพกระเป๋า ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะในการกินผลไม้ ดังนี้
1) เลือกชนิดของผลไม้ที่ไม่ส่งผลกระทบกับสุขภาพของตน เช่น ถ้าเป็นเบาหวานก็ไม่ควรกินผลไม้ที่มีรสหวานจัด
2) เลือกผลไม้ที่สด ไม่เน่าเสีย ไม่มีรอยช้ำ ไม่มีรอยแตก หรือรอยสัตว์หรือแมลงกัดหรือแทะ โดยใช้สัมผัสทั้งห้าในการเลือก ไม่ว่าตาดู ขนาด สี ความสะอาด ความสด รูปร่าง และลักษณะของผลไม้ หูฟัง โดยการดีด เคาะ เขย่าผลไม้บางชนิดที่ต้องใช้วิธีนี้ในการเลือก จมูกดมกลิ่นโดยดูว่ากลิ่นหอมอ่อน กลิ่นฉุ่น กลิ่นเน่า หรือไม่มีกลิ่น ลิ้นชิมรสโดยชิมว่าอร่อยหรือหวานหรือไม่ หรือกรอบหรือฉ่ำน้ำหรือไม่ มือสัมผัสโดยสัมผัสว่าเนื้อแข็งหรือนิ่มหรือเละ เป็นต้น
3) เลือกกินผลไม้ตามฤดูกาล เพราะจะทำให้ราคาถูก ไม่เสียเงินมาก หาซื้อง่าย และรสชาติอร่อยกว่าผลไม้นอกฤดู
4) ผลไม้ที่นำมากินต้องล้างให้สะอาด หรือถ้านำมาปั่นหรือทำน้ำผลไม้ ก็ควรยึดหลักความสะอาดและวิธีล้างที่ถูกต้อง เช่น ล้างในตระแกรงให้น้ำไหลผ่าน ล้างทีละผล ที่ช่วยชะสารตกค้างในผลไม้ หรือการแช่น้ำยาล้างผลไม้หรือด่างทับทิม ผลไม้ที่กินทั้งเปลือกควรใช้ฟองน้ำหรือใยบวบล้างและถูเบาๆ ส่วนผลไม้ที่เราไม่ได้กินทั้งเปลือก ควรล้างเปลือกให้สะอาดก่อนปลอก จะช่วยให้ปลอดภัยกับสุขภาพ
5) หลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลและเกลือในน้ำผลไม้ ถ้ารสจืดเกินไปสามารถเติมน้ำตาลได้แต่เติมเพียงเล็กน้อย้อยเท่านั้น พยายามให้รสเป็นธรรมชาติมากที่สุด
6) ผลไม้ที่กินได้ทั้งเปลือกได้ ควรกินเปลือกด้วย เพราะจะได้คุณค่าจากสารที่เป็นประโยชน์ที่อยู่ที่เปลือกของผลไม้ ผลไม้ไหนไม่สามารถกินทั้งเปลือกได้ควรปลอกเปลือก แต่ทั้งนี้ควรล้างเปลือกและมีดที่ปอกให้สะอาดด้วย และมีดที่ปอกต้องคมจะได้ไม่กินเนื้อขณะปอก
7) กินผลไม้ในปริมาณที่พอเหมาะตามหลักโภชนบัญญัติ ที่นักโภชนาการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และกองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้กินผลไม้ในแต่ละวัน คือ ควรกินผลไม้วันละ 3-5 ส่วน โดย 1 ส่วนของผลไม้จะมีน้ำหนักประมาณ 70-120 กรัม จึงไม่กินมากเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงต้องระวังเพราะอาจทำให้อ้วน หรือในผู้ที่เป็นเบาหวานจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบกับสุขภาพ

...........................................................................
เอกสารอ้างอิง

เจสดาร์  (2551). “คอลัมน์ วิถีชีวจิต  Hospital Healthcare.” มติชน. ค้นคืนวันที่ 27 กันยายน 2552 จาก http://www.herbalone.net/index.php?option=com_content&task=view&id=493&Itemid=41
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ. (ธันวาคม, 2550). “ทับทิม.” หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ. ค้นคืนวันที่ 3 ตุลาคม 2552 จาก  http://www.ocanihao.com/interest10.html
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์. (2551). “มะไฟ ผลไม้เปรี้ยวอมหวานขับเสมหะ.”  ค้นคืนวันที่ 28 กันยายน 2552 จาก  http://www.thaihealth.or.th/node/6600
วิกิพีเดีย. (2552). “ตาล.” วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. ค้นคืนวันที่ 27 กันยายน 2552 จาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5
มุ่ยฮวง. (2550). “ประโยชน์ของมะพร้าว.” ต้นไม้ความรู้. ค้นคืนวันที่ 3 ตุลาคม 2552 จาก http://gotoknow.org/blog/sansanee/149297
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2552). “อ้อย.” ค้นคืนวันที่ 27 กันยายน 2552 จากhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2
http://board.palungjit.com. (2551). “ผลไม้ฤดูร้อน.” ค้นคืนวันที่ 28 กันยายน 2552 จาก  http://board.palungjit.com/
www.thaigoodview.com. (2551). “ผลไม้ฤดูหนาว. ผลไม้ฤดูฝน” ค้นคืนวันที่ 3 ตุลาคม 2552 จาก http://www.thaigoodview.com/node/11059, 11046
พิจิตรา โล้วิชากรติกุล. (2551).ผัก-ผลไม้...สมุนไพรต้านลมหนาว.” ค้นคืนวันที่ 30 กันยายน 2552 จาก  http://www.thaihealth.or.th/node/6604
www.greenleafthai.org. (2551). “ผู้ผลิต-ผู้บริโภค อยากให้หันมาใส่ใจ เลือกปลูกและทานผักผลไม้ตามฤดูกาล.” วันที่ 27 กันยายน 2552 http://www.greenleafthai.org/calendar_fruit_th.asp
สยามดารา. (2552). “กินผัก ผลไม้อย่างไรให้ปลอดโรค.” ค้นคืนวันที่ 28 กันยายน 2552 จาก http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=35&post_id=38430
องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร. (2552). “ทุเรียน.” http://www.mof.or.th/fruit/fruit-durian-new.html
www.sakid.com . (2552). “เรื่องน่ารู้ ประโยชน์ดีๆ ของสับปะรด.”  ค้นคืนวันที่ 30 กันยายน 2552 จาก  http://www.sakid.com/2009/08/10/16412/
คัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว. (2008). “ผลไม้เพื่อสุขภาพ : มะม่วง.” ค้นคืนวันที่ 28 กันยายน 2552 จาก  http://blog.school.net.th/blogs/superx.php/2008/08/27/-20
Google. (2008). “หลักการเลือกซื้อผลไม้.” ค้นคืนวันที่ 3 ตุลาคม 2552 จาก http://www.thaifooddb.com/tips/tips083_buying_fruits.html
www.itmstrade.com. (2552). ค้นคืนวันที่ 27 กันยายน 2552 จาก http://www.itmstrade.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538652801&Ntype=31 ถึง Id=538602499&Ntype=31
วิทิต วัณนาวิบูล. (2527).  “ราชาผลไม้ในฤดูร้อน แตงโม.” ค้นคืนวันที่ 3 ตุลาคม 2552 จากhttp://www.doctor.or.th/node/6739 
ดวงจันทร์ เฮงสวัสดิ์ (2552). “ การเลือกรับประทานผลไม้หน้าร้อน.”ค้นคืนวันที่ 27 กันยายน 2552 จาก  http://www.kroobannok.com/blog/6125
www.maceducation.com. (-). “ผลไม้ไทย.” ค้นคืนวันที่ 3 ตุลาคม 2552 จาก http://www.maceducation.com/e-knowledge/2341109100/10.htm
Pennisa. (2008). “ผลไม้ต่างๆ.” ค้นคืนวันที่ 28 กันยายน 2552 จาก  http://pennisakowaim-a.blogspot.com/
http://forum.sodazaa.cc. (2552). ค้นคืนวันที่ 12 ตุลาคม 2552 จาก http://forum.sodazaa.cc/thread-3753-1-5.html