มุมทำนุบำรุงวัฒนธรรมกับสุขภาพ โดย รศ.ดร.พรทิพย์ เกยุรานนท์
 

ประเพณีสงการณ์กับสุขภาพ

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พรทิพย์ เกยุรานนท์


cartoonsongkrantnumhom
(ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/21047; www.google.co.th)

        เดือนเมษายนเป็นเดือนที่มีแดดและอากาศร้อนจัด และเป็นเดือนที่มีวันหยุดยาว เป็นเดือนที่สมาชิกของครอบครัวส่วนใหญ่ได้อยู่ร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน และเป็นวันที่ทุกคนรอคอย วันนั้นก็คือ วันสงกรานต์  เดิมกำหนดวันที่ 13 เมษายน ซึ่งเป็นวันมหาสงกรานต์ เป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินเกรกอรี่ เป็นวันหยุดของทุกปี แต่ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายในการสนับสนุนให้ประชาชนคนไทยได้ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวในวันสงกรานต์ เพราะเป็นวันที่ลูกหลานได้กลับมาบ้านในช่วงวันตรุษสงกรานต์ ที่คนไทยถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย  จึงกำหนดให้วันที่ 13 - 15 เมษายน เป็นวันหยุดของทุกปี โดยคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2525 ให้วันที่ 13 เมษายนของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ และได้มีการจัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งก็ได้ดำเนินการจนกระทั่งทุกวันนี้ และรัฐบาลในสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ประกาศให้ วันที่ 14 เมษายน  เป็นวันครอบครัว และในวันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศก คือ วันเริ่มจุลศักราชใหม่ (สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง; วิชาการดอทคอม; http://www.thaifolk.com)

        การกำหนดช่วงวันสงกรานต์เป็นวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 13 - 15 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย วันครอบครัว และวันผู้สูงอายุ ก็เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวได้กลับบ้านและพบปะกัน เพราะปัจจุบันคนไทยส่วนหนึ่งได้ย้ายเข้ามาทำงานในเมือง และปล่อยให้ผู้สูงอายุที่เป็นพ่อแม่  ปู่ย่า ตายาย อยู่กับบ้านในต่างจังหวัดหรือในชนบท ช่วงเวลาวันหยุดนี้ทำให้คนไทยวัยทำงานที่ทำงานอยู่ในเมืองใช้ช่วงวันหยุดยาวนี้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ ปู่ย่า หรือตายายที่บ้าน บางครอบครัวเด็กจะอยู่กับปู่ย่า หรือตายาย จึงทำให้สมาชิกได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ถือเป็นช่วงวันหยุดที่ดีสำหรับสมาชิกในครอบครัว ทำให้ครอบครัวมีความสุข ผู้สูงอายุที่อยู่อย่างโดดเดียว ได้เติมเต็มความรู้สึกดีๆ ในชีวิต เด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่ใช้ชีวิตอยู่กับปู่ย่า หรือตายาย ช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ลูกได้พบปะกัน ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันทำกิจกรรมดีๆ ในวันสงกรานต์ เช่น การทำบุญร่วมกัน การก่อรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพรักมากที่สุดในบ้าน การได้รับประทานอาหารด้วยกัน การเที่ยวงานวันสงกรานต์ที่จัดขึ้นในวัด หรือสถานที่ต่างๆ ด้วยกัน เป็นต้น จึงเป็นวันที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ได้พักผ่อนจากงานที่ยุ่งเหยิง เพิ่มเติมความรู้สึกดีๆ ให้กันภายในครอบครัวและคนรอบข้าง และมีความสุข นอกจานี้ ชาวต่างประเทศที่เข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยก็มีความสุขด้วย ที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับคนไทย ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งตามบ้านพักคนชราก็มีความสุขมากขึ้น ช่วยคลายเหงา เพราะทางบ้านพักคนชรา หน่วยงานของรัฐและเอกชน ได้จัดงานวันสูงอายุแห่งชาติให้ รวมถึงผู้สูงอายุในชุมชนที่ทางหน่วยงานหรือชมรมต่างๆ ได้จัดกิจกรรมให้ เพื่อรณรงค์ในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุที่เคยเหงา เดียวดาย  ดูเหมือนตนเองไร้ค่า กลับมีคุณค่ามากในวันดังกล่าว

        วันสงกรานต์จึงเป็นวันที่มีความหมายของคนไทยเป็นส่วนใหญ่ ความสำคัญไม่ใช่อยู่ที่วัน แต่เป็นประเพณีตรุษสงกรานต์ ที่เป็นประเพณีเก่าแก่ที่คนไทยทั้งประเทศยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ เป็นวันที่ชาวไทยพุทธทำบุญ ทำทาน ตักบาตร ปล่อยนก ปล่อยปลา การทำบุญอัฐิ สรงน้ำพระ รดน้ำผู้ใหญ่ ขอพรจากพระและผู้ใหญ่ที่เคารพรัก เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตในการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ก่อเจดีย์ทราย เล่นสาดน้ำ และเล่นกีฬาหรือการละเล่นพื้นบ้านต่างๆ ตามแต่วัฒนธรรมของท้องถิ่น ส่วนชาวไทยที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ ก็จะทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว รดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ ทำสิ่งดีๆ ให้กับพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เล่นสาดน้ำคลายร้อน และเล่นการละเล่นต่างๆ ภายในครอบครัวและ/ หรือในชุมชน ที่เป็นการแสดงถึงความยินดีที่ปีเก่าผ่านไป และยินดีที่เข้าสู่ปีใหม่ จึงเป็นประเพณีส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่นั่นเอง ซึ่งแสดงถึงความงดงามของประเพณีของไทยสมัยโบราณที่สืบทอดมาสู่ลูกหลานและคนรุ่นต่อๆ ไป

     

ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/21047; http://www.oknation.net/blog/kanis/2011/04/12/entry-1; http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php

http://chiangmaithailand.tht.in/aticle75.html;

        ตรุษสงกรานต์มาจากคำว่า “ตรุษ” เป็นภาษาทมิฬ แปลว่า ตัด หรือ ขาด หมายถึง ตัดปี ขาดปี หรือสิ้นปี และ “สงกรานต์” เป็นคำสันสกฤต มากจาก สํ-กรานต แปลว่า การก้าวขี้น การย่างขึ้น การย้ายที่ การเคลื่อนย้าย หรือการเคลื่อนที่ หมายถึง พระอาทิตย์ย้ายที่หรือเคลื่อนเข้าสู่ราศีใหม่ ซึ่งก็หมายถึง การขึ้นปีใหม่ทางสุริยคติ ในทางโหราศาสตร์นั่นเอง ซึ่งวันที่ 13 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ซึ่งเรียกว่า วันสังขารล่อง หมายถึง ร่ายกาย จิต วิญญาณเก่า ๆ ของปีเก่ากำลังผ่านพ้นไป วันมหาสงกรานต์เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ย่างสู่ราศีตั้งต้นปีใหม่ ส่วนวันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเนา แปลว่า "วันอยู่" หมายความว่า เป็นวันถัดจากวันมหาสงกรานต์มา 1 วัน เป็นวันที่ดวงอาทิตย์เข้าที่เข้าทางในวันราศีตั้งต้นใหม่เรียบร้อยแล้ว คือ อยู่ประจำที่แล้ว ส่วนวันที่ 15 เมษายน เรียกว่า “วันพญาวัน” หรือ “วันเถลิงศก” แปลว่า "วันขึ้นศก" เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ ซึ่งก็หมายถึงวันสำคัญวันแรกของปีใหม่  (วิชาการ.คอม; http://www.thaifolk.com; http://hilight.kapook.com; http://www.panyathai.or.th )
  
        ประเพณีตรุษสงกรานต์ ตามความเชื่อดั้งเดิมนั้น ใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนที่เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี เพื่อแก้ความหมายของฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ จึงใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น (http://th.wikipedia.org) และประเพณีปล่อยปลาถือเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเดือนเมษายน เป็นหน้าแล้ง อากาศร้อนมาก น้ำแห้งขอด ปลาก็จะไปรวมกันอยู่ตามแหล่งน้ำเล็ก ๆ หากน้ำแห้งก็จะตาย เป็นเหยื่อของนก กา หรือสัตว์อื่น คนเห็นก็เมตตา นำไปปล่อยในแม่น้ำ พอถึงฤดูฝนปลาที่รอดตายก็กลับมาแพร่พันธุ์เป็นอาหารของคนได้อีก (http://www.thaifolk.com)

        แต่ในปัจจุบันประเพณีตรุษสงกรานต์นั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง ประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามหลายอย่างกำลังจะแปรเปลี่ยนไป ทำให้ความงดงามของประเพณีในสมัยโบราณอาจสูญหายไปในอนาคต เพราะคนไทยในปัจจุบันชอบความสนุกสนานกับการสาดน้ำ ปะแป้ง ประกอบกับการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวมักเน้นไปในเรื่องความสนุกสนานของการสาดน้ำ เพื่อสร้างจุดขาย ที่ทำให้ชาวต่างชาติชื่นชอบ และมาท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงทำให้เป็นเทศกาลสาดน้ำ ที่ฝรั่งเรียกว่า “ Water festival” มีการนำอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการรดน้ำ/ สาดน้ำต่างๆ ที่แตกต่างจากเดิมที่รดน้ำหรือสาดน้ำกันด้วยขันเล็กๆ และรดน้ำหรือสาดกันอย่างสุภาพ และให้เกียรติกัน มาเป็นการสาดน้ำใส่กันแบบไม่สุภาพและรุนแรงมากขึ้น ใช้ปืนฉีดน้ำไส่ฉีดกัน ใช้สายยางฉีดน้ำ หรือเอาถุงพลาสติก/ ลูกโป่งใส่น้ำปาใส่กันจนบาดเจ็บ ทำให้ดูเหมือนเป็นสงครามสาดน้ำกันเสียมากกว่า ทำให้ภาพอันงดงามของประเพณีสงกรานต์และความหมายดีๆ ของวันสงกรานต์เริ่มหายไป  คงไว้เพียงแต่ภาพลักษณ์แห่งความสนุกสนานเป็นหลัก เป็นที่น่าเสียดาย ถ้าสิ่งดีๆ ของประเพณีและวัฒนธรรมไทยจะถูกกลืนไปด้วยธุรกิจการท่องเที่ยว และกับการที่รุ่นลูกรุ่นหลานไม่รักษาเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ซึ่งบ่งบอกความเป็นชาติที่เข้มแข็งของเรา  ไม่เป็นเมืองขึ้นของใคร แต่กลับไปชื่นชมและรับวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ มาใช้ในการดำเนินชีวิต ที่ทำให้เราเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรมของประเทศอื่น ผู้เขียนรู้สึกเศร้าใจและเสียดายของดีๆ ของไทย ที่ลูกหลานไทยไม่สนใจที่จะรักษาไว้




ที่มา: http://www.koratpost.net/forum/index.php?topic=2269;  http://www.zazana.com/Article/id8543.aspxzazana.com; http://hilight.kapook.com/view/21047; http://www.oknation.net/blog/kanis/2011/04/12/entry-1;  http://songkran.kapook.com/; http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php;

ประเพณีสงกรานต์มิใช่ให้แค่ความสนุกสนาน แต่ให้สิ่งดีๆ กับคนไทย สิ่งแรก คือ ความรู้สึกที่ดีๆ กับคนในครอบครัว การเพิ่มความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มากขึ้น เมื่อครอบครัวมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ก็เป็นเกาะป้องกันปัญหาทางครอบครัวและสังคม สมาชิกในครอบครัวมีสุขภาพจิตดีขึ้น เพราะเมื่อสมาชิกในครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ได้ทำสิ่งดีๆ ให้กัน ได้ตอบแทนพระคุณบุพการี ได้ทำบุญ ทำทานให้กับผู้อื่น ทำให้จิตใจสบาย ประกอบกับได้เล่นสาดน้ำเพื่อคลายความร้อนแห่งเดือนเมษายน ได้ดูการละเล่นต่างๆ และได้หยุดงานประจำ ทำให้ได้พักผ่อนและผ่อนคลายจากความเครียดในชีวิตประจำวันที่ผ่านมา ก็ทำให้คนมีสุขภาพจิตดีขึ้น จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นเทศกาลแห่งความสุขของคนไทย แต่ขณะเดียวกัน การเล่นสาดน้ำถ้าเล่นไม่ถูกหลัก ก็อาจจะทำให้เจ็บป่วยได้ เช่น เล่นสาดน้ำจนตัวเปียกเป็นเวลานานๆ ประกอบกับอากาศร้อนอบอ้าว ทำให้สามารถป่วยเป็นไข้หวัดได้ นอกจากนี้ การเล่นที่ไม่ระมัดระวัง เช่น ใช้น้ำสกปรกสาดกัน และน้ำนั้นเข้าตาหรือทาแป้งเข้าตา อาจทำให้ตาอักเสบได้  หรือการเอาน้ำใส่ถุงพลาสติก/ ลูกโป่งปาใส่ผู้อื่นหรือใส่รถขณะที่วิ่ง อาจทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ สิ่งของหรือรถเสียหายได้

ดังนั้น ประเพณีสงกรานต์มีความสัมพันธ์กับสุขภาพของคนไทย ที่ทำให้คนไทยมีสุขภาพจิตดีขึ้น ได้เห็นรอยยิ้มและได้ยินเสียงหัวเราะ ได้ผ่อนคลายจากความเครียดจากงาน ได้เพิ่มความสัมพันธ์ ความผูกพัน ความรู้สึกที่ดีๆ และความรักต่อกันภายในครอบครัว เกิดกำลังใจและพลังในการที่จะกลับไปทำงานภายหลังวันสงกรานต์ เพราะได้เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป ได้ทำสิ่งที่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และได้รับพรจากผู้ใหญ่ที่เคารพรัก ประเพณีสงกรานต์จึงไม่ได้มีคุณค่าแค่รักษาประเพณีและวัฒนธรรมไปสู่ลูกหลานเท่านั้น ยังส่งผลต่อสุขภาพของทุกคนในครอบครัว และคนไทยทุกคนด้วย และที่สำคัญทำให้ครอบครัวไทยเป็นสุข สังคมไทยก็เข้มแข็งขึ้นอีกด้วย
ผู้เขียนจึงประสงค์ให้คนไทย โดยเฉพาะลูกหลานไทยมาร่วมกันทำนุบำรุงประเพณีสงกรานต์และช่วยกันสร้างบรรยากาศวันสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ตามประเพณีดังเดิมของไทยที่แสดงออกถึงความงดงาม ความสุภาพ  ความอ่อนโยน ความเอื้ออาทร ความรักและเคารพต่อผู้ใหญ่ที่เป็นบุพการี ญาติผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพรัก และผู้มีพระคุณ ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในวันสงกรานต์ ที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ที่ดีงามของชาติไทยเอาไว้ สมกับที่เราเกิดมาเป็นคนไทย

1
ที่มา; http://www.oknation.net/blog/kanis/2011/04/12/entry-1
.................................................

เอกสารอ้างอิง

สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ค้นคืนจาก http://hilight.kapook.com/view/21046
วิชาการ.คอม. ค้นคืนจาก www.vcharkarn.com
“ประเพณีสงกรานต์”.  ค้นคืนจาก http://chiangmaithailand.tht.in/aticle75.html
“ความเป็นมาและเกร็ดน่ารู้ของวันสงกรานต์”. ค้นคืนจาก http://hilight.kapook.com/view/21047
“สงกรานต์”.  ค้นคืนจาก http://th.wikipedia.org/wiki/
ค้นคืนจาก http://hilight.kapook.com/view/35724
ค้นคืนจาก http://songkran.kapook.com/
ค้นคืนจาก http://www.koratpost.net/forum/index.php?topic=2269 
ค้นคืนจาก http://www.zazana.com/Article/id8543.aspxzazana.com
ค้นคืนจาก http://www.oknation.net/blog/kanis/2011/04/12/entry-1
ค้นคืนจาก http://www.thaifolk.com/doc/songkran.htm
ค้นคืนจาก http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/
ค้นคืนจาก http://th.wikipedia.org/wiki/