![]() | ||
การส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กในเขตเมืองโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมโภช รติโอฬาร จากสภาพปัญหาความเครียดในเด็กบ่งชี้ว่ามีแนวโน้มที่มากขึ้นทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท แต่เนื่องจากความเป็นเมืองที่มีการแพร่ขยายอย่างรวดเร็ว ปัจจัยความเป็นเมืองจึงมีความเสี่ยงต่อการทำให้เกิดปัญหาได้มากกว่าในระยะยาว จากสภาวะการย้ายถิ่นของคนยากจนเข้าสู่เมือง (Giles-Corti, 2006) ดังที่องค์การยูนิเซฟได้คาดการณ์ว่าในปี 2025 จะมีเด็กร้อยละ 25 ในประเทศกำลังพัฒนาอาศัยอยู่ในเมืองและในครึ่งหนึ่งนั้นจะเป็นกลุ่มเด็กที่มีความยากจน รวมทั้งองค์การอนามัยโลกยังได้ประมาณการว่าในปี 2020 การเจ็บป่วยทางจิตจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในลำดับที่ 3 ความเครียดเป็นสภาวะทางสุขภาพจิตเชิงลบที่สามารถส่งผลต่อสุขภาพกายและการเจ็บป่วยทางจิต ดังนั้น สุขภาพจิตจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมนุษย์ไม่สามารถมีสุขภาพที่ดีได้หากปราศจากการมีสุขภาพจิตที่ดี (Ozamiz, et al., 2008) และการมีสุขภาพจิตที่ดีในเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจ สัมพันธภาพทางสังคม การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ความสามารถในการดูแลตนเอง และการมีสุขภาพทางกายที่ดีในอนาคต (WHO Europe, 2009) มาร์กาเรตและแรชเชล (Margaret and Rachael) สร้างกรอบในการส่งเสริมสุขภาพจิตซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดตามกฎบัตรออตตาวา ประกอบด้วย ส่วน British Health Education Authority กำหนดเป้าหมายในงานส่งเสริมสุขภาพจิตใน 3 ด้านหลัก ที่จะดูแลทั้งระดับปัจเจกและองค์ประกอบทางสังคม คือ ในโครงการ Striking a Balance ประเทศแคนาดา (Raphael, 2009) เสนอกรอบแนวคิด ประกอบด้วย ความครอบคลุมประชาชนทุกคนบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนและความเป็นประชาชน ความเข้มแข็งของชุมชน การมีส่วนร่วมในกลุ่มผู้รับบริการและผู้ให้บริการในกิจกรรมและบริการทางสุขภาพจิต การส่งเสริมการพัฒนาความรู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรทางสุขภาพจิตและการประสานงานการพัฒนานโยบายสาธารณะในพื้นที่ที่มีปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่นำมาสนับสนุนการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพจิต เช่น องค์การอนามัยโลกในภาคพื้นยุโรป (WHO EU, 2009) มองว่าสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ของเด็กเป็นพื้นฐานต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมสุขภาพจิต ชีวิตความเป็นอยู่และป้องกันภาวะผิดปกติทางจิตตั้งแต่แรกเริ่ม ดังนั้น จึงต้องการนโยบายและการปฏิบัติที่ครอบคลุม โดยเฉพาะนโยบายทางด้านเด็กและครอบครัว อาชีพ การสนับสนุนครอบครัวในช่วงมีบุตรในขวบปีแรก รวมทั้งกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต แนวคิดการสร้างสิ่งแวดล้อม (Built environment) การสร้างสิ่งแวดล้อมก่อให้เกิดผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสุขภาพจิต เด็กมีโอกาสในการเปลี่ยนแปลงมากกว่าจากสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และสิ่งแวดล้อมทางสังคม เพราะการเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กจึงขึ้นอยู่กับความปลอดภัยและคุณภาพของสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เด็กจึงต้องการสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและสิ่งแวดล้อมทางสังคมทั้งที่บ้าน โรงเรียนและในชุมชน ที่สามารถป้องกันความไม่ปลอดภัยให้แก่เขาในด้านต่างๆ เช่น ความรุนแรง การบาดเจ็บ การจลาจล การถูกทอดทิ้ง ซึ่งเพรตตีและคณะ (Pretty, et al., 2009) มองว่าแนวความคิดคุณภาพที่ดีของธรรมชาติมีผลต่อสุขภาพจิตนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ใหม่ แต่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการวางแผนหรือจัดลำดับความสำคัญในงานสาธารณสุข สำหรับประเทศอังกฤษประชาชนมากกว่าร้อยละ 80 อาศัยอยู่ในเขตเมือง ความเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในเมืองมีน้อยกว่าในเขตชนบท ซึ่งการมีธรรมชาติที่น้อยลงทำให้สุขภาพจิตไม่ดีเพิ่มขึ้น หรือมีโอกาสน้อยในการคืนกลับจากภาวะเครียด พฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงภาวะเครียดเพิ่มขึ้น เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การกินเกิน ซึ่งเป็นกลไกการแก้ปัญหาเชิงลบของปัญหาความเจ็บป่วยทางจิต ฯลฯ ข้อค้นพบจากการศึกษาของเขาพบว่า ธรรมชาติสามารถส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาพ ช่วยให้มีความทุเลาจากความเครียดหรือปัญหาอื่นๆ รวมทั้งทำให้สามารถปกป้องความเครียดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และช่วยให้มีสมาธิ สามารถใช้ความคิดได้ชัดแจ้งตามระดับความสัมพันธ์กับธรรมชาติว่าเป็นเพียงความคิดคำนึงถึงธรรมชาติ หรือความใกล้กับธรรมชาติ คือการได้อยู่กับธรรมชาติในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือการอยู่กับธรรมชาติ การสร้างเสริมสุขภาพจิตในประเทศแคนาดา (CAMH) มีแนวคิด 2 แนวคิดหลัก คือ พลังอำนาจและความยืดหยุ่นทนทาน (power and resilience) โดยพลังอำนาจ (power) คือ ลักษณะบุคคล กลุ่ม หรือชุมชนที่สามารถควบคุมชีวิตความเป็นอยู่และมีความสามารถในการปรับตัวคืนกลับสู่สภาวะปกติ สามารถสร้างศักยภาพเพื่อเพิ่มพลังอำนาจและการควบคุมได้ ส่วนความยืดหยุ่นทนทาน (resilience) คือ ความสามารถในการจัดการ การปรับตัวจากภาวะที่ไม่ปกติหรือความเครียด ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เกิดประสิทธิภาพ แต่ยังเกิดผลต่อความสามารถในการรับกับปัญหาในอนาคตได้ ความยืดหยุ่นทนทานเป็นผลจากปัจจัยเสี่ยง (risk factors) และปัจจัยการป้องกัน (protective factors) การดำเนินการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโดยใช้แนวทางสิ่งแวดล้อมทางสังคม การใช้นโยบาย การเชื่อมโยงกับบริการสุขภาพและการเป็นพันธมิตรระหว่างโรงเรียน ครอบครัวและชุมชน (WHO,1999) และใช้กลยุทธ์จากแนวคิดกฎบัตรออตตาวา ความเป็นองค์รวมในการจัดการจึงเกิดจากหลายภาคส่วน คือ นักเรียน บุคลากรของโรงเรียน บิดามารดา ผู้ดูแลเด็ก และองค์กรในท้องถิ่นรวมทั้งภาคธุรกิจ โดยองค์ประกอบสำคัญของโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพมี 3 ส่วน คือ หลักสูตรการเรียนการสอน การบริหารโรงเรียน สิ่งแวดล้อม และพันธมิตรกับการบริการ เพื่อสร้างพื้นที่ทางสุขภาพในการเรียน เล่น และทำงาน (NHMRC,1996) การบริหารและปัจจัยทางสังคมตามแนวคิดโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพจะส่งเสริมให้เด็กมีความอยู่ดีทั้งทางจิตใจและอารมณ์ โดยการสร้างวิถีการปรับตัวการคืนกลับ (resilience) ในระดับองค์การ เช่น โครงสร้างองค์กรของโรงเรียน ประสบการณ์การสอน (education practice) บรรยากาศในโรงเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับครอบครัวและระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ และความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ในประเทศไทยแนวคิดตามกฎบัตรออตตาวาถูกนำไปใช้ในหลายภาคส่วนรวมทั้งโรงเรียน ซึ่งมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพจิตในกลุ่มเด็ก ดังตัวอย่างเช่น ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน คือ กระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีขั้นตอน พร้อมด้วยวิธีการและเครื่องมือการทำงานที่ชัดเจนโดยมีครูที่ปรึกษาเป็นบุคคลหลักในการดำเนินงานดังกล่าว และมีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับครูที่เกี่ยวข้อง หรือบุคคลภายนอก รวมทั้งการสนับสนุนส่งเสริมจากโรงเรียน โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ การดำเนินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ เน้นวิธีคิดที่เกิดขึ้นจากนักเรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน หน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา เข้ามาร่วมในกระบวนการเรียนรู้ เพื่อช่วยกันยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของคนในโรงเรียน และในชุมชน รูปแบบในการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพในประเทศไทย มีรูปแบบการดำเนินงาน โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพที่ประยุกต์จาก ACCESS Model ที่พัฒนาโดย Stone (1990) ดังนี้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่างๆ ที่จัด หรือสนับสนุนให้เด็กได้มีพื้นที่ในการแสดงออก การแสดงความสามารถ อาทิ โลกของเด็ก พื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็ก เป็นต้น การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กในเขตเมืองแม้จะมีการดำเนินการมาบ้างแล้ว แต่ด้วยสภาวะสังคม การเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น การส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กจึงต้องอาศัยผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งแนวคิดใหม่ที่สอดคล้องในการที่จะส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ดีต่อไป
Giles-Corti, B. (2006). The impact of urban form on public health. Canberra: School of Population Health. The University of Western Australia. ภาพประกอบ banner จาก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=news&page=4 |
||
![]() | ||