|
||
การเล่นของเด็กไทยกับการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมไทยโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พรทิพย์ เกยุรานนท์
ในยามเด็กๆ ทุกคนต่างสนุกสนานและมีความสุขกับการได้เล่นสิ่งต่างๆ ได้เล่นกับเพื่อน การเล่นมีหลายอย่างและหลายแบบ เด็กไทยในอดีตและเด็กไทยในปัจจุบันจะเล่นต่างกัน โดยเด็กไทยในอดีตได้มีการเล่นแบบของไทยๆ หรือที่เรียกว่า “การละเล่นของไทย” อย่างสนุกสนาน สิ่งของที่ใช้ประกอบการเล่นเป็นวัสดุที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งหาได้ตามท้องถิ่น หรือรอบบ้าน เช่น กาบกล้วย ก้อนหิน ไม้ ใบไม้ ดอกไม้ ฯลฯ โดยส่วนใหญ่ไม่ต้องหาซื้อมา ขณะที่เด็กไทยในปัจจุบันเล่นของเล่นที่ทำจากกระดาษ ไม้ พลาสติก ยาง และวัสดุที่เป็นโลหะต่างๆ ที่เลียนแบบของจริง (เช่น ตุ๊กตากระดาษ ตุ๊กตายาง ปืนพลาสติก เครื่องร่อน รถยนต์ ตัวต่อ (Lego) ฯลฯ) วิดีโอเกม เกมกด เกมคอมพิวเตอร์ และเครื่องเล่นต่างๆ ฯลฯ ซึ่งขายตามท้องตลาด ในห้างสรรพสินค้า หรือในเว็บไซต์ต่างๆ มีส่วนน้อยที่จะนำวัสดุจากธรรมชาติหรือสิ่งเหลือใช้ในบ้านมาเล่น การเล่นของเด็กไทยๆ จึงค่อยๆ ถูกลืมเลื่อน และค่อยๆ สูญหายไปทีละชนิด ขึ้นอยู่กับสภาพการปลูกฝังและการถ่ายทอดของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และผู้ใหญ่ในสังคมไทย ว่าจะอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกของชาติ เพื่อคงความเป็นไทยให้รุ่นลูกรุ่นหลานสืบต่อไปหรือไม่ และขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและความก้าวหน้าทางการศึกษาและเทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะในยุคโลกไร้พรมแดน ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกันอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน จึงเกิดการรับวัฒนธรรมจากสังคมอื่น และ/หรือการผสมกลืนกลายทางวัฒนธรรมโดยการละทิ้งวัฒนธรรมเดิมของตัวเองบางส่วน และทำให้เกิดการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม และทำให้เอกลักษณ์เดิมเปลี่ยนไป (http://www.baanjomyut.com/) ดังนั้น คนไทยควรหยุดคิดและพิจารณาถึงวัฒนธรรมไทยและสิ่งที่ดีๆ ของไทยว่าจะอนุรักษ์ไว้อย่างไร หรือจะปล่อยไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์โดยไม่สนใจอะไร ดังเช่น การเล่นของเด็กไทย เป็นต้น แต่ถ้าจะอนุรักษ์คนไทยก็ต้องหันมาทำความรู้จักกับการเล่นของไทยว่าคืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร มีกี่ชนิด และมีประโยชน์อย่างไรที่พึงอนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติของลูกหลานสืบต่อไป สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 13 (http://kanchanapisek.or.th/) ได้ให้ความหมายของคำว่า "การเล่น" หมายถึง การกระทำเพื่อสนุกหรือผ่อนอารมณ์ ซึ่งตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า play หรือ game ซึ่งมีความหมายต่างกัน คำว่า "play" หมายถึง การเล่นสนุก เป็นการเล่นคนเดียวก็ได้ หลายคนก็ได้ เล่นโดยสมัครใจไม่มีใครบังคับ และคำว่า "game" หมายถึง การเล่นที่มีกฎเกณฑ์บังคับ ผู้เล่นต้องเล่นตามกฎเกณฑ์นั้น ทั้งนี้ การเล่นของไทยมีความหมายกว้างกว่าคำว่า “play” และ คำว่า “game” เพราะมีลักษณะร่วมอยู่ในความหมายของทั้งสองคำ และการเล่นของไทยได้มีการใช้คำว่า "การละเล่น" ซึ่งเป็นคำที่เกิดขึ้นใหม่ ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาไทยบางท่านกล่าวว่า เป็นการปรับเสียงคำว่า "การเล่น" ให้ออกเสียงง่ายขึ้น ผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร ให้ความหมายกว้างออกไปถึงการเล่นเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ให้เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจหลังจากประกอบกิจประจำวัน และการเล่นในเทศกาลท้องถิ่น หรือในงานมงคลบ้าง อวมงคลบ้าง เช่น เพลงพื้นเมือง ละคร ลิเก ลำตัด หุ่น หนังใหญ่ ฯลฯ ด้วยเหตุที่การละเล่นมีความหมายกว้างขวางดังกล่าว “การละเล่นของไทย” จึงหมายถึง การเล่นตั้งเดิมของเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อความบันเทิงใจ ทั้งนี้เป็นการเล่นที่มีกติกาหรือไม่มีกติกา ไม่มีบทร้องประกอบหรือมีบทร้องประกอบให้จังหวะ บางทีก็มีท่าเต้น ท่ารำประกอบ เพื่อให้งดงามและสนุกสนานยิ่งขึ้น ทั้งผู้เล่นและผู้ชมมีส่วนร่วมสนุก (ไม่ครอบคลุมไปถึงการละเล่นที่เป็นการแสดงให้ชม โดยแยกผู้เล่นและผู้ดูออกจากกันด้วยการจำกัดเขตผู้ดู หรือการสร้างเวทีสำหรับผู้เล่น เป็นต้น) (http://kanchanapisek.or.th/ ) ดังนั้น จะใช้คำว่า “การเล่นของไทย” หรือ “การละเล่นของไทย” ก็มีความหมายเดียวกัน ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงขอใช้คำว่า “การเล่นของไทย” เพราะเป็นการกล่าวถึงการเล่นของเด็กไทยเท่านั้น ความเป็นมาของการเล่นของไทย การเล่นของไทยมีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ ที่ไม่มีทราบชัดเจนว่าเมื่อไหร่ มีแต่การสันนิษฐานกันตามประวัติศาสตร์และหลักฐานที่ปรากฎตามที่มีการจารึกกันไว้เท่านั้น ซึ่งปรากฎหลักฐานว่ามีมาแต่สมัยกรุงสุโขทัย จากข้อความในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง และหลักฐานที่ปรากฎในหนังสือ วรรณคดี และภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งมีการสืบทอดวิธีเล่นกันมาอย่างต่อเนื่อง และปรับให้เข้ากับแต่ละยุคสมัย โดยการเล่นของไทยได้สอดแทรกไปกับประเพณีและวัฒนธรรมไทยในสมัยก่อน เพื่อให้เกิดความสนุกสนานบันเทิงควบคู่กันไปกับการทำงาน ทั้งในชีวิตประจำวัน และเทศกาลงานบุญ ตามระยะเวลาแห่งฤดูกาล (http://student.nu.ac.th)
การเล่นของไทยมีหลายชนิด ซึ่งกรมพลศึกษารวบรวมไว้ได้ถึง 1,200 ชนิด (http://student.swu.ac.th/) ดังเช่น การเล่นมอญซ่อนผ้า งูกินหาง รีรีข้าวสาร เก้าอี้ดนตรี ลิงชิงหลักหรือลิงชิงเสา ตี่จับ วิ่งเปรี้ยว วิ่งกระสอบ ม้าส่งเมือง ซ่อนหาหรือโป้งแปะ โพงพาง ปืนก้านกล้วย ขี่ม้าก้านกล้วย ลากทางหมาก กระโดดกบ กระโดดเชือกเดี่ยว กระโดดเชือกคู่ กระโดดเชือกหมู่ กระโดดยาง เดินกะลา กระต่ายขาเดียว ขี่ม้าโยนบอล ขี่ เขย่งเก็งกอย แข่งเรือบก แข่งเรือคน โคเกวียน เฉือนหมู ชนไก่ ชนช้าง ช่วงรำ ชักคะเย่อ ซักส้าว พุ่งจรวด ดาบทางมะพร้าว ดิน น้ำ อากาศ ตระก้อ ล้อต๊อก ปลาลงอวน ขาไก่ติดกัน ขี้ตู่กลางนา จูงนางเข้าห้อง อ้ายเข้อ้ายโขง อีลุ่มตุ้มโพล๊ะ น้ำขึ้นน้ำลง ปลาหมอตกกะทะ ปิดตาตีหม้อ นาฬิกาทางมะพร้าว/ทางตาล กงจักร เสือตกถัง เสือข้ามห้วย เสือกินวัว เสือไล่หมู่ เอาเถิด แม่นาคพระโขนง หมากเก็บ อีตัก หมากตะเกียบ หมากขุม หมากกินอิ่ม หมากจุ๊บ ดีดเม็ดมะขามลงหลุม แมงมุมขยุ้มหลังคา ว่าว ลูกดิ่ง ลูกข่าง ลูกหิน หนังสติ๊ก เตย จ้ำจี้ ห่วงยาง อีขีดอีเขียน เป่ากบ เป่ายิงฉุบ ปั่นแปะ หัวก้อย จ้องเตหรือต้องเต โปลิศจับขโมย สะบ้า กำทาย ทายใบสน หัวล้านชนกัน ขี้ตู่กลางนา ช่วงชัย ไอ้โม่ง ไม้หึ่ง กาฟักไข่ ตีไก่ ตีตบแผละ สีซอ เล่นกลองหม้อตาล กัดปลา ต่อบ้าน พับกระดาษฝนรูป เล่นหม้อข้าวหม้อแกง เล่นเป็นพ่อเป็นแม่ เล่นแต่งงาน แคะขนมครก เล่นขายของ ตะล็อกต๊อกแต๊ก ขายแตงโม เล่นเข้าทรง ดมดอกไม้ ตะแล้ปแก็ป ตีไก่ ตีลูกล้อ แตะหุ่น ทอดแห ทอยเส้น ปิดตาตีหม้อ ปิดตาต่อหาง ปิดตาคลำทาย ก่อกองทราย โฮกปี๊บ เล่นเก็บดอกงิ้ว และทายคำปริศนา เป็นต้น ประโยชน์ของการเล่นของเด็กไทย
............................................................................ แพง ชินพงศ์. (2552).“ ประโยชน์มากมายที่ได้จากการละเล่นแบบไทย”. ค้นคืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 จาก ดุจฤดี คงสุวรรณ์ และวรรณะ รัตนพงษ์. “สถานการณ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม”.ค้นคืนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2556 จาก http://www.baanjomyut.com/library/global_community/02.html สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 13 ค้นคืนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 จาก http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK13/chapter7/t13-7-l1.htm#sect2 ภาพประกอบ Banner จาก http://student.swu.ac.th/sc511010362/workhome/0botnum.htm,http://khim145.blogspot.com/2013/02/blog-post_3459.html |
||
![]() | ||