แจ้งปัญหาการเข้าใช้กระดานสนทนาที่ mail Watcharet.kun@stou.ac.th

       การแก้ไขเรื่องโพสต์ข้อความไม่ได้สำหรับผู้ที่ใช้ IE10 <วิธีแก้เบื้องต้น>
      เพิ่มระบบเรียงลำดับกระทู้ที่ตอบล่าสุดไว้บนสุด
      ค้นหาข้อมูลจาก google credit by lukeAtMe

พรบ คอมพิวเตอร์ คลิ๊ก เพื่ออ่าน

 
  ค้นหาด้วย google       
สวัสดีคุณกำลังอยู่ใน Webboard Stou     ค้นหาข้อมูลกระดานสนทนา
หน้ากระทู้รวม
กลับหน้ากระดานสนทนา .::รัฐศาสตร์ ::.
โรงเรียนขนาดเล็ก !
  ผู้ตั้งคำถาม : ชุมแพ วันที่ Post : 17-05-2013 08:10  จำนวน Post: 5724 ครั้ง

User: ชุมแพ
โพสต์: 5724  ครั้ง
id Post 1012985
วันที่ Post : 17-05-2013 08:10


 เห็นหัวเรื่อง เรื่องโรงเรียนขนาดเล็ก ...เป็นข่าวที่ทำให้เราคิดวิตกในหลายๆกรณี ... เป็นคอลัมน์หนึ่งใน นสพ.มติชน โดยคุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ แสดงความคิดเห็นไว้น่าฟัง น่าอ่าน จึงขอนำมาขึ้นไว้บนกระดานฯ ให้อ่านศึกษากัน ... 

ทุกเรื่องทุกปัญหามีทางออก หากเราช่วยกันคิด ช่วยกันทำ


ร.ร.ขนาดเล็ก พูดกันดีๆ มีทางออก    


ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กกลับมาฮือฮาอีกครั้งเมื่อ คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบการบ้านให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เร่งแก้ปัญหาโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน 5,962 โรง ให้มีคุณภาพมากขึ้น

แต่เพราะสารที่สื่อออกไปถูกใช้คำว่า ยุบหรือควบรวม เป็นหลัก เลยกลายเป็นประเด็นขึ้นมา จนต้องออกมาเน้นย้ำใหม่ให้เข้าใจตรงกันว่ามุ่งเฉพาะโรงเรียนที่มีปัญหาคุณภาพการศึกษาเท่านั้น

โรงเรียนที่อยู่ห่างไกลมากๆ ไม่มีโรงเรียนใกล้เคียงที่สามารถยุบรวมและทำให้เกิดการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้ ยุบไปทำให้เกิดปัญหากับเด็กและชุมชน ก็ต้องคงไว้ ไม่ใช่ว่าจะยุบทั้งหมด

ชัดเจน แต่แรงต้านก็ยังไม่จบง่ายๆ

ครับ เลยต้องชวนให้มองมุมบวก โรงเรียนขนาดเล็กถูกยกขึ้นมา เป็นเรื่องดีมากกว่าร้าย ทำให้เกิดความตื่นตัว สนใจนำประเด็นขึ้นมาพูดคุยหารือ อภิปรายกันอย่างจริงจังอีกครั้ง

หลายรัฐบาลที่ผ่านมาการคัดค้านเรื่องนี้ก็ปรากฏเรื่อยมา ขณะที่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขหรือพัฒนาไปเท่าที่ควร ในระดับที่เหมาะสมกับวันเวลาที่ผ่านไป

ฉะนั้น ควรหันหน้ามาพูดคุยหาทางออกร่วมกันมากกว่า โดยจำแนกแยกแยะสภาพที่แท้จริงของโรงเรียน กำหนดกรอบให้ชัด จัดทำข้อมูลให้ถูกต้องตรงกัน โรงเรียนที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวปัจจุบันอยู่ที่ไหน มีสภาพเป็นอย่างไร จะมีทางออกแบบไหน เพราะหมดเวลาที่จะทะเลาะเบาะแว้งแบบเอาชนะคะคานกันแล้ว

เมื่อเกือบทุกฝ่ายต่างเห็นด้วยในหลักการเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหา สิทธิ โอกาส และคุณภาพทางการศึกษาของเด็กเป็นสำคัญ ต่างกันเพียงวิธีการ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ตามสภาพชุมชนและความรุนแรงของปัญหา

กรณีนี้จึงเป็นปัญหากระบวนการบริหารจัดการ ประสิทธิภาพของผู้ที่ควรจะเป็นเจ้าภาพที่ชัดเจน นั่นเอง โดยเฉพาะผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา เป็นตัวจักรสำคัญ

หลายเขตพื้นที่สามารถบริหารจัดการได้ดี กรรมการสถานศึกษา กรรมการเขตพื้นที่ ชุมชน พ่อแม่ผู้ปกครอง วัด องค์กรท้องถิ่น ได้รับเชิญให้มีส่วนร่วมตัดสินใจ หาทางออกเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เด็กได้จนปรากฏโมเดลต่างๆ มากมายทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นความสำเร็จ ขณะที่อีกหลายเขตพื้นที่ยังไม่สามารถจัดการได้ดีเท่าที่ควร

หากยึดเอาเด็กเป็นตัวตั้ง ฟังคนรอบข้าง ฟังข้างล่าง ฟังชุมชนให้มาก โรงเรียนขนาดเล็กน่าจะพัฒนาไปได้ดีกว่านี้ ขณะเดียวกันข้างบนก็ไม่เอาอำนาจเป็นสำคัญ ไม่โอนเอนไปตามความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาเสียเอง

เมื่อฝ่ายกำหนดนโยบายแทบทุกสมัย พูดคล้ายๆ กัน ไม่ได้ตั้งธง เอาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง จะยุบลูกเดียว

แนวทางแก้ไขปัญหาในแต่ละโรง จึงต้องแยกแยะรายละเอียดเป็นรายโรง และลงลึกถึงตัวนักเรียนเป็นรายบุคคล แตกต่างกันไป ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว

วิธีการสื่อสาร วิธีทำงานของเจ้าภาพ จึงมีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวเป็นอย่างยิ่ง จะใช้อำนาจสั่งการเป็นหลัก หรือเปิดกว้างรับฟังความคิดให้มากกว่า

ที่สำคัญ ต้องไม่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งในระดับชุมชน ท้องถิ่น ถึงระดับชาติ

และไม่ใช่เรื่องที่จะมาเอาเป็นเอาตาย ดูถูกประณาม และหยามเหยียดกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าโรงเรียนขนาดเล็กเป็นภาพสะท้อนปัญหาระดับโครงสร้างการบริหารจัดการการศึกษาไทย

กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ต้องประสานความร่วมมือให้จริงจังยิ่งขึ้น ร่วมกันแก้ไขช่องว่างระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กับสถานศึกษา ทำให้ความสัมพันธ์ มีความเข้าใจกันมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ซึ่งความไม่มั่นใจ ไม่ไว้วางใจยังดำรงอยู่อีกมาก

กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับมานานหลายปีแล้ว แต่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติ ยังไม่ลงไปถึงโรงเรียนเท่าที่ควร

ทางแก้โรงเรียนขนาดเล็ก ควรเริ่มจากระดับสถานศึกษา กรรมการสถานศึกษา ชุมชน ท้องถิ่น พ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นฝ่ายตัดสินใจอนาคตเป็นหลัก เขตพื้นที่เป็นเพียงคนกลางจัดเวทีพบปะพูดคุย หาความยินยอมพร้อมใจ ไม่ใช้อำนาจและนโยบาย เป็นตัวชี้ขาด

พูดคุยกันด้วยเหตุผล พูดกันดีๆ

เชื่อเถอะครับ พ่อแม่รักลูกด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีใคร ไม่อยากให้ลูกมีโอกาสเรียนหนังสือ ถึงแม้ในชีวิตจริงหลายครอบครัวต้องการแรงงานลูกช่วยทำมาหากินก็ตาม

แต่หากให้ความคิด ความหวัง หาทางช่วยเหลือเขา เปิดวงเอาแผนพัฒนาโรงเรียนออกมากาง วางให้คุยกัน ควรช่วยกันทำอะไร ไม่ทำอะไร ทางออกควรเป็นอย่างไร

หากฝ่ายกำหนดนโยบายและฝ่ายประจำมีความชัดเจน การเมืองเปลี่ยนกี่สมัยก็ไม่เป็นปัญหา เพราะมีความต่อเนื่องและข้างล่างมีส่วนร่วมตัดสินใจจริงๆ 


   http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1368714649&grpid=&catid=02&subcatid=0207


  



User: ชุมแพ
โพสต์: 5724  ครั้ง
id Post 1012989
วันที่ Post : 17-05-2013 08:26


      Men's natures are alike; it is their habits that carry them far apart.

     ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเหมือนกัน อุปนิสัยใจคอของมนุษย์ต่างหากที่ทำให้พวกเขาแตกต่างกัน

                                                                         Confucius - ขงจื้อ


           

Sissel - Bridge Over Troubled Water




     

User: ชุมแพ
โพสต์: 5724  ครั้ง
id Post 1013002
วันที่ Post : 17-05-2013 08:55


ยุคสมัยเปลี่ยนไป โซเชียลเน็ตเวิร์ค สะดวกมากขึ้น

การค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ ก็ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน

แต่ “หนังสือ” ยังมีค่าเสมอ กับการศึกษาค้นคว้า

      

 หนังสือตำราเก่า ... อ่านแล้ว สอบผ่านไปแล้ว หากไม่จำเป็นที่จะใช้ในการค้นคว้า นำไปบริจาคให้กับ “ห้องสมุด” ท้องถิ่น ก็น่าจะเป็นประโยชน์

 

“ห้องสมุด” ในปัจจุบันถูกเมิน !


หากมีสิ่งที่น่าสนใจ ...เชื่อว่า นิสัยรักการอ่าน จะมีมากขึ้น

!!


 

Sissel - You'll Never Walk Alone (from Carousel)



      


User: เงารัฐศาสตร์
โพสต์: 31  ครั้ง
id Post 1013012
วันที่ Post : 17-05-2013 09:31


 

   "วัฎจักร แห่งการเปลี่ยนแปลง"

            ครับเทคโนโลยี ได้ก้าวล้ำไปอย่างมากมาย แต่จิตใจในด้าน คุณธรรม เป็นธรรม เห็นแก่ส่วนรวม ถดถ้อย

                 อย่างที่พี่ชุมแพพูดไว้ครับ การจัดการ อย่างเหมาะสม และเหมาะควร เป็นสิ่งที่ต้องทำ

                      รร.บ้าง รร. ถึงขนาดเล็ก มีนักเรียนจำนวนน้อย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เด็กๆ ต้องเดินทางไกลมาเรียน

                     หากว่า รร.ที่ตนเคยเรียนถูกยุบ ความยากจน ยังคงเป็นพันธะหลัก คาบเกี่ยวกับการศึกษาอยู่แนบชิด

                 พ่อ แม่ ก็อยากลดค่าใช่จ่าย ไม่อยากให้ลูกๆ ต้องเดินทางไกล คงพิจารณาหลายๆ ด้านประกอบ

              จะยุบพร้อมๆ กันคงเป็นไปได้ยาก ทางรัฐ ต้องมีข้อมูลที่มากกว่านี้ และดำเนินการร่วมกับ คณะครู ในพื้นที่นั้นๆ

         ผู้ปกครอง ประสานในสิ่งที่กระทำแล้วเกิดประโยชน์สูงสุด ให้ตระหนักถึงปัญหาร่วมกัน

      จะไม่ให้ยุบโดยเป็นมุมมองทางการเมืองคงไม่ถูกต้องมากนักครับ และจะยุบก็ต้องมีเหตุผลเพียงพอ ในหลายด้าน

                                        คงเป็นมุมมองหนึ่งครับ

                                                                                                                             เงารัฐศาสตร์

 


User: นายเมือง
โพสต์: 2241  ครั้ง
id Post 1013032
วันที่ Post : 17-05-2013 11:02


ตอนแรกเลยออกว่าจะ "ยุบ" คำเดียว...!!!

ไม่มีหรอกอ้ายการพิจารณง พิจารณาอะไร...อ้างแต่ว่า "ไม่มีงบประมาณ"...!!!

พอมีเสียงคัดค้านอื้ออึง ...แนวทางจึงอ่อนลง...

 

เสียงคัดค้านอย่างหนึ่งที่สังคมยกขึ้นมาก็คือ...

ทีอ้ายเรื่องการศึกษาพวกคุณบอก "ไม่มีงบประมาณ"...!!!

แต่ทีเรื่องอื่นพวกคุณดันใจป้ำกู้เงินมาลงทุนตั้ง 2 ล้านล้าน...!!!

ก็รถไฟความเร็วสูง ที่ยังเป็นแค่ "วุ้น"  นั่นไงล่ะ

บ้านนี้เมืองนี้รถไฟความเร็วสูง มันสำคัญกว่าการศึกษาของคน...!!!

 


User: คนภูเวียง
โพสต์: 62  ครั้ง
id Post 1013053
วันที่ Post : 17-05-2013 11:29


        ปัญหา เรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่มีส่วนสำคัญไม่น้อยกับการศึกษา เพราะรายได้ของผู้ปกครองเป็นปัจจัยหลัก ในการส่งเสียบุตรหลาน ถ้าทางบ้านมีฐานะดีส่วนมากเขาก็จะส่งลูกเข้าไปเรียนในเมือง เพราะ ว่า ร.ร.ในเมืองมีคุณภาพ มากกว่า ร.ร.ในชนบท  บางครอบครัวก็ย้ายลูกหลานเข้ามาอยู่ที่ทำงานกับตัวเองในเมือง ทำให้จำนวนนักเรียนในชนบทเริ่มลดน้อยลง จนเข้าเกณฑ์ ...... คนจนจริงๆ ก็ยิ่งเดือดร้อนเข้าไปอีก

                คุณภาพของ ร.ร. + รายได้ของชาวชนบท จะไปหาจากใคร?
      

User: weda
โพสต์: 995  ครั้ง
id Post 1013116
วันที่ Post : 17-05-2013 15:44


   ถ้าในความหมายการยุบโรงเรียน เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  หรือ เพื่อประหยัดงบประมาณได้จริงหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครรับรองได้

    แต่ผลของการยุบโรงเรียน   วิเคราะห์ประเด็น

    โรงเรียนที่ถูกยุบ  อาคารสถานที่ของโรงเรียนและอุปกรณ์ โต๊ะเก้าอี้ ฯ ที่มีอยู่จะทำอย่างไร  เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมมชนสูงสุด  การปล่อยอาคารและทรัพย์สินที่มีอยู่ทิ้งไว้ไม่เกิดประโยชน์ มีแต่จะผุพัง เพราะไม่มีใครรับผิดชอบดูแลรักษา

     อาคารโรงเรียนรุ่นเก่า สร้างเป็นโรงเรียนไม้   ปัจจุบันราคาไม้แพง  การปล่อยไว้ไม่มีใครไปใช้ประโยชน์  ก็จะมีปลวกไปกัดกิน ทำให้ทรัพย์สินเสียหาย

   ถ้าโรงเรียนที่ถูกยุบ  จำนวน5,962   ตีราคาอาคารแต่ละหลังราคา1,000,000บาทมูลค่าทรัพย์สิน5,962,000,000บาท  รวมทรัพย์สินอื่นๆอีก คงมีมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท

   ที่ดินที่อยู่บริเวณโรงเรียน  ต้องถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประเโยชน์ ทำให้เกิดค่าเสียโอกาสอีก

     หากมีการวางแผน บริหารจัดการทรัพย์สินเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ และนำเงินที่ได้จากการนำทรัพย์สินไปใช้ประโยชน์ในการศึกษา ให้แก่เด็กที่อยู่ในโรงเรียนที่ถูกยุบคงจะมีประโยชน์อีกมาก

     เช่น นำอาคารโรงเรียนไปให้ โรงพยาบาลชุมชนเช่า  หรืออาจจะจัดเป็นสถานที่ฝึกอบรมความรู้ของท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์

      ให้ มหาวิทยาลัยฯ  หลายแห่ง ที่ขยายการเรียนการสอนไปยังภูมิภาค  ไปเช่าใช้ประโยชน์  ก็คงจะได้ประโยชน์อีกมากมาย   เช่นอาจเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์   หรือโรงเรียนที่อยู่ในชนบทห่างไกล   อาจจะมีบรรยากาศดีๆ  อาจจนำไปใช้เป็นประโยชน์ในการพักผ่อน  เปลี่ยนเป็นรีสอร์ท  แข่งกับ โรงแรมเอกชน  คงจะมีประโยชน์

    แต่ถ้าปล่อยทิ้งร้างรอให้ปลวกกินไม้  ก็คงต้องทบทวน ความคุ้มค่า 

    ฉะนั้นผู้ที่รับผิดชอบดูแล กระทรวงศึกษา  ต้องประเมินผลดี ผลเสีย

     ทั้งทาง  ด้านการเงิน งบประมาณ

                ด้านสังคมและสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมในท้องถิ่นชุมชน

                ด้านคุณภาพการศึกษา  ทั้งผู้เรียน ผู้สอน

                ฯลฯ

  กระทรวงศึกษา  ต้องคิดออกแบบประเมินสำรวจความคิดเห็น และข้อแนะนำ  เพื่อจะได้ศึกษามุมมองข้อคิดเห็นอย่างหลากหลาย


User: preeda
โพสต์: 2603  ครั้ง
id Post 1013155
วันที่ Post : 17-05-2013 19:03


ผมคิดตรงกันข้ามกับการยุบครับ...ต้องเพิ่มเติมในสิ่งที่ขาด เช่นบุคลากรทางการศึกษา สื่อการเรียนการสอน...ในจังหวัดมีประชากรแต่ละจังหวัดเท่าไหร่แยกได้สบายอยู่แล้วครับ หญิงชาย...เด็กหญิงเด็กชาย...แต่ไปอ้างเพื่อเหตุผลว่าโรงเรียนเด็กเรียนไม่ถึง60คนจะยุบ....ฟังแล้วมีนัยยะทางงบประมาณครับ


จัดทำโดย
สำนักคอมพิวเตอร์
 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช