ค้นหาด้วย google       
สวัสดีคุณกำลังอยู่ใน Webboard Stou     ค้นหาข้อมูลกระดานสนทนา
หน้ากระทู้รวม
กลับหน้ากระดานสนทนา .::นิติศาสตร์ ::.
เฉลยและวิเคราะห์การสอบกฎหมายระหว่างประเทศ
  ผู้ตั้งคำถาม : TEACHER วันที่ Post : 30-05-2013 18:40  จำนวน Post: 70 ครั้ง

User: TEACHER
โพสต์: 70  ครั้ง
id Post 1017019
วันที่ Post : 30-05-2013 18:40


อาจารย์ ขอให้นักศึกษา พยายามศึกษาจากแนวตอบเฉลย และ ศึกษาข้อบกพร่องของตนเองเพื่อแก้ไข ปรับปรุง และ เตรียมสอบในภาคต่อไปค่ะ นักศึกษาจะเห็นได้ว่าโจทย์จะบอกทุกประเด็นที่ถาม และ ทำให้สามารถวางหลักกฎหมายได้เป็นอย่างดี พยายามอ่านโจทย์ให้ละเอียดจะพบว่า มีขั้นตอนในการตอบ อย่างเป็นระบบ ขอให้ศึกษาจากแนวตอบต่อไปนี้ค่ะ

ข้อสอบและ เฉลยนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ห้ามนักศึกษา หรือผู้หนึ่ง ผู้ใด ดัดแปลง ทำซ้ำ หรือเผยแพร่ในที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

กฎหมายระหว่างประเทศ

จัดทำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ลาวัณย์ ถนัดศิลปกุล

คำถาม

นายเดวิดเป็นบุตรของนายจอห์นบิดาซึ่งมีสัญชาติอังกฤษ และ นางโซฟี มารดาซึ่งมีสัญชาติฝรั่งเศส แต่นายเดวิดเกิดที่ประเทศไทย เนื่องจากนายจอห์นและนางโซฟี ได้เข้ามาลงทุนทำธุรกิจตั้งภัตตราคารฝรั่งเศสในประเทศไทย ครอบครัวนี้ได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลา 20 ปี เมื่อนายเดวิดอายุ 16 ปี ได้หลงรักนางสาวดวงใจเพื่อนร่วมชั้นเรียนและได้ทำพินัยกรรมยก ทรัพย์สินทั้งหมดของตนให้นางสาวดวงใจ โดยเขียนพินัยกรรมทั้งฉบับด้วยตนเอง ซึ่งนายเดวิดมีเงินเก็บอยู่ในธนาคาร 100,000 บาท และ เป็นเจ้าของตึกแถวหนึ่งคูหา ราคา 1,000,000 บาท ซึ่งนายจอห์นยกให้นายเดวิดเป็นของขวัญวันเกิดเมื่ออายุครบ 15 ปี ต่อมานายเดวิดประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย นางสาวดวงใจจึงมาเรียกร้องทรัพย์มรดกจากบิดา มารดา นายเดวิด แต่นายจอห์น และ นางโซฟี ปฏิเสธที่จะดำเนินการยกทรัพย์สินให้ โดยอ้างว่าตามกฎหมายอังกฤษและฝรั่งเศส บุคคลจะทำพินัยกรรมได้ต้องอายุ ครบ 20 ปีบริบูรณ์ และ พินัยกรรมต้องทำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นพินัยกรรมที่นายเดวิดทำจึงเป็นโมฆะ เนื่องจากนายเดวิดไม่มีความสามารถในการทำพินัยกรรม อีกทั้งไม่ได้ทำพินัยกรรมตามแบบที่กฎหมายกำหนดพินัยกรรมจึงเป็นโมฆะ นักศึกษาจงพิจารณา วินิจฉัยว่าข้อต่อสู้ของนายจอห์นและนางโซฟี ชอบด้วยกฎหมาย หรือ ไม่ และ นางสาวดวงใจจะได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม หรือ ไม่

แนวตอบ

          หลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติกฎหมายสัญชาติ ..  2508, 2535, 2551

มาตรา 7 บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย

(2) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง

มาตรา 7 ทวิ  ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิดบิดาตามกฎหมาย หรือบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดาหรือมารดาของผู้นั้นเป็น

(1) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย

(2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราวหรือ

(3) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

มาตรา 8  ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยโดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้สัญชาติไทย ถ้าขณะที่เกิดบิดาหรือมารดาเป็น

(1) หัวหน้าคณะผู้แทนทางทูตหรือเจ้าหน้าที่ในคณะผู้แทนทางทูต

(2) หัวหน้าคณะผู้แทนทางกงสุลหรือเจ้าหน้าที่ในคณะผู้แทนทางกงสุล

(3) พนักงานหรือผู้เชี่ยวชาญขององค์การระหว่างประเทศ

(4) คนในครอบครัวซึ่งเป็นญาติอยู่ในความอุปการะหรือคนใช้ซึ่งเดินทางจากต่างประเทศมาอยู่กับบุคคลใน (1) (2) หรือ (3)

พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.. 2481

มาตรา 6

………………………………………..

ในกรณีใดๆ ที่มีการขัดกันในเรื่องสัญชาติของบุคคล ถ้าสัญชาติหนึ่งสัญชาติใดซึ่งขัดกันนั้นเป็นสัญชาติไทย กฎหมายสัญชาติซึ่งจะใช้บังคับได้แก่กฎหมายแห่งประเทศสยาม

มาตรา 39 ความสามารถของบุคคลที่จะทำพินัยกรรม ให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติในขณะที่ทำพินัยกรรม

มาตรา 40 บุคคลจะทำพินัยกรรมตามแบบที่กฎหมายสัญชาติกำหนดไว้ก็ได้ หรือจะทำตามแบบที่กฎหมายของประเทศที่ทำพินัยกรรมกำหนดไว้ก็ได้

มาตรา 41 ผลและการตีความพินัยกรรมก็ดี ความเสียเปล่าแห่งพินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมก็ดี ให้เป็นไปตามกฎหมายภูมิลำเนาของผู้ทำพินัยกรรมในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย

ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์

มาตรา 25 ผู้เยาว์อาจทำพินัยกรรมได้เมื่ออายุ 15 ปีบริบูรณ์

มาตรา 22 ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หากเป็นเพียงเพื่อจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง หรือเป็นการเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง ย่อมสามารถทำได้

มาตรา 1657 พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน

          วินิจฉัย

            ประเด็นปัญหา

1.        นายเดวิดมีสัญชาติใด

2.        มูลพิพาทเกี่ยวกับเรื่องใด

3.        ต้องใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับกับคดี

4.        ความสามารถในการทำพินัยกรรม และ แบบของพินัยกรรมบังคับตามกฎหมายประเทศใด และ มีแบบอย่างใด

5.        ปัญหาการตีความ หรือ การมีผลของพินัยกรรมใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับ

 

1. นายเดวิดเป็นบุตรของนายจอห์นบิดาซึ่งมีสัญชาติอังกฤษ และ นางโซฟี มารดาซึ่งมีสัญชาติฝรั่งเศส แต่นายเดวิดเกิดที่ประเทศไทย โดยนายจอห์นและนางโซฟี ได้เข้ามาลงทุนทำธุรกิจตั้งภัตตราคารฝรั่งเศสในประเทศไทย ครอบครัวนี้ได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลา 20 ปี นายเดวิดจึงมีสัญชาติอังกฤษและฝรั่งเศสตามหลักสืบสายโลหิต และ ได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดน โดยไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิวรรคหนึ่ง เพราะแม้บิดามารดาจะเป็นต่างด้าวทั้งคู่ แต่ครอบครัวนี้ได้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้ง 20 ปี จึงไม่ใช่บุคคลที่เข้ามาอยู่ชั่วคราว หรือ ไม่ได้เข้าเมืองมาโดยไม่ชอบ หรือ ไม่ได้เข้าเมืองมาอยู่โดยได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากได้เข้ามาประกอบธุรกิจทำภัตราคารฝรั่งเศสโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง บิดา มารดา ของเดวิดไม่ได้ เป็นบุคคลในคณะทูต กงสุล องค์การระหว่างประเทศ คนใช้ หรือ ครอบครัวทูต เดวิดจึงมีสัญชาติไทยด้วย และเดวิดเป็นบุคคลมีสัญชาติตั้งแต่สองสัญชาติขึ้นไปอันได้รับมาคราวเดียวกัน คือสัญชาติ อังกฤษ ฝรั่งเศส และ สัญชาติไทย

2. มูลพิพาทในคดีนี้เกี่ยวกับความสามารถในการทำพินัยกรรม และแบบของพินัยกรรม เนื่องจาก บิดา มารดานายเดวิด อ้างว่า นายเดวิดไม่มีความสามารถทำพินัยกรรมด้วยยังไม่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ตามกฎหมายไทยนายเดวิดสามารถทำพินัยกรรมได้ อีกทั้งแบบของพินัยกรรมของประเทศอังกฤษ และฝรั่งเศสก็แตกต่างจากแบบของพินัยกรรมตามกฎหมายไทย ดังนั้นเมื่อมีมูลพิพาทกันด้วยความสามารถในการทำพินัยกรรมและแบบของพินัยกรรมซึ่งนายเดวิดมีหลายสัญชาติรวมทั้งสัญชาติไทยด้วยจึงจะใช้กฎหมายไทยทันทีไม่ได้ เนื่องจากเป็นคดีที่มีองค์ประกอบต่างชาติ (Foreign Elements)

 

3.คดีที่พิพาทกันด้วยเรื่องความสามารถในการทำพินัยกรรมและแบบของพินัยกรรมซึ่งเป็นคดีที่มีองค์ ประกอบต่างชาติดังกล่าว จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติกฎหมายขัดกันอันเป็นเครื่องมือในการหากฎหมายมาบังคับกับคดี ซึ่ง มาตรา 39 ของพระราชบัญญัติกฎหมายขัดกัน บัญญัติว่าความสามารถของบุคคลที่จะทำพินัยกรรม ให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติในขณะที่ทำพินัยกรรม จึงต้องหาสัญชาติของนายเดวิดเพื่อหากฎหมายสัญชาติมาปรับใช้กับคดี และ มาตรา 6 ของพระราชบัญญัติกฎหมายขัดกัน บัญญัติว่า………ในกรณีใดๆ ที่มีการขัดกันในเรื่องสัญชาติของบุคคล ถ้าสัญชาติหนึ่งสัญชาติใดซึ่งขัดกันนั้นเป็นสัญชาติไทย กฎหมายสัญชาติซึ่งจะใช้บังคับได้แก่กฎหมายแห่งประเทศสยาม ดังนั้นนายเดวิดซึ่งมีหลายสัญชาติแต่มีสัญชาติไทยอยู่ด้วยจึงต้องใช้สัญชาติไทยในการหากฎหมายมาบังคับกับคดี

4. ดังนั้นเมื่อหากฎหมายแห่งสัญชาตินายเดวิดได้แล้วคือ กฎหมายไทย จึงสามารถพิจารณา ความสามารถตามกฎหมายไทยต่อไป รวมทั้งแบบของพินัยกรรม ซึ่งมาตรา 25 ปพพ บัญญัติว่า ผู้เยาว์อาจทำพินัยกรรมได้เมื่ออายุ 15 ปีบริบูรณ์ และ มาตรา 40 ของพระราชบัญญัติกฎหมายขัดกัน บัญญัติว่า บุคคลจะทำพินัยกรรมตามแบบที่กฎหมายสัญชาติกำหนดไว้ก็ได้ หรือจะทำตามแบบที่กฎหมายของประเทศที่ทำพินัยกรรมกำหนดไว้ก็ได้ ดังนั้นเดวิดซึ่งมีสัญชาติไทยและทำพินัยกรรมในประเทศไทยจึงสามารถทำพินัยกรรมตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนดได้ และ แบบของพินัยกรรมย่อมสมบูรณ์ตามกฎหมายไทย หากทำตามแบบที่กฎหมายไทยกำหนด เมื่อพิจารณาแบบของพินัยกรรมตามกฎหมายไทยอันเป็นกฎหมายสัญชาติของเดวิดและที่ ที่ทำพินัยกรรม จะพบว่า กฎหมายไทยบัญญัติแบบของพินัยกรรมไว้หลายแบบ รวมทั้งแบบเขียนเองทั้งฉบับได้ ตาม มาตรา 1657 พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน ดังนั้นนายเดวิดจึงทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับได้และมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไทย

5. เกี่ยวกับปัญหาการตีความ หรือ การมีผลของพินัยกรรมใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับ มาตรา 41 ของพระราชบัญญัติกฎหมายขัดกัน บัญญัติว่า ผลและการตีความพินัยกรรมก็ดี ความเสียเปล่าแห่งพินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมก็ดี ให้เป็นไปตามกฎหมายภูมิลำเนาของผู้ทำพินัยกรรมในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย      ดังนั้นนายเดวิดมึภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยในขณะที่ถึงแก่ความตายจึงต้องใช้กฎหมายไทยบังคับกับคดี

สรุป

1.        นายเดวิดมีสัญชาติอังกฤษ ฝรั่งเศส และ ไทย

2.        มูลพิพาทในคดีนี้เกี่ยวกับเรื่องความสามารถในการทำพินัยกรรมซึ่งต้องใช้กฎหมายสัญชาติมาบังคับกับคดี และ แบบของพินัยกรรม ซึ่งสามารถทำตามแบบกฎหมายสัญชาติ หรือ ตามแบบกฎหมายของประเทศที่ทำพินัยกรรม นั่นคือกฎหมายไทย

3.        ต้องใช้กฎหมายของประเทศไทยบังคับกับคดี เมื่อนายเดวิดเป็นบุคคลที่มีหลายสัญชาติที่ได้มาในเวลาเดียวกัน แต่นายเดวิดมีสัญชาติไทยด้วย กฎหมายขัดกันของไทย ให้ใช้กฎหมายสยามเป็นกฎหมายสัญชาติที่จะมาบังคับกับคดี

4.        นายเดวิดมีความสามารถในการทำพินัยกรรม ซึ่งตามกฎหมายไทยผู้เยาว์สามารถทำพินัยกรรมได้ตั้งแต่อายุ 15 ปีบริบูรณ์ และ แบบของพินัยกรรมบังคับตามกฎหมายประเทศไทยได้เพราะเป็นกฎหมายสัญชาติของผู้ทำพินัยกรรม และ แบบของพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับเป็นแบบของพินัยกรรมที่สามารถทำได้ตามกฎหมายไทยได้โดยสมบูรณ์

5.        ส่วนปัญหาการตีความ หรือ การมีผลของพินัยกรรมให้ใช้กฎหมายของประเทศไทยบังคับกับคดี

6.        ดังนั้นนางสาวดวงใจจึงสามารถรับมรดกตามพินัยกรรมได้ แม้นางสาวดวงใจจะเป็นผู้เยาว์แต่การทำนิติกรรมตาม มาตรา ๒๒ ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หากเป็นเพียงเพื่อจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง หรือเป็นการเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง ย่อมสามารถทำได้

วิเคราะห์

            ข้อสอบข้อนี้มีวัตถุประสงค์ในการประเมินความรู้ของนักศึกษาว่าสามารถวิเคราะห์ประเด็นโจทย์ที่ถามเกี่ยวกับการกำหนดสัญชาติได้หรือไม่ และ สามารถวิเคราะห์ การใช้เครื่องมือในการหากฎหมายมาบังคับกับคดีได้หรือไม่ ตามพระราชบัญญัติกฎหมายขัดกัน ในเรื่องการหาสัญชาติของบุคคล การหากฎหมายสัญชาติที่จะมาบังคับกับคดี และ การวิเคราะห์มูลคดีพิพาท ตลอดจนการปรับใช้กฎหมายไทยบังคับกับคดีได้ถูกต้องหรือไม่ เป็นการศึกษาอย่างบูรณาการในการใช้กฎหมาย ซึ่งจำเป็นสำหรับนักศึกษาวิชากฎหมายระหว่างประเทศ

          จุดบกพร่องที่นักศึกษาไม่สามารถทำข้อสอบข้อนี้ได้ มีตั้งแต่การไม่ได้ศึกษามาอย่างเพียงพอ ยังไม่เข้าใจหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้นทั้งหมด รวมทั้งไม่มีความรู้กฎหมายไทยด้วย นักศึกษาไม่ได้คิด วิเคราะห์ให้รอบด้าน นักศึกษาเกือบทั้งหมดไม่ได้ตอบเกี่ยวกับการหาสัญชาติของบุคคลที่มีหลายสัญชาติ และ การหากฎหมายสัญชาติมาบังคับกับคดี ส่วนใหญ่มักจะรวบรัดตอบว่า นายเดวิดเป็นคนไทยและใช้กฎหมายไทยบังคับไปทันที ทำให้ไม่ได้ตอบครอบคลุมทุกด้าน จึงแนะนำให้นักศึกษาฝึกการ คิด วิเคราะห์เป็นระบบ รอบด้าน ศึกษาโจทย์ที่ถามมาให้ละเอียด ทุกประเด็น แล้วกำหนดประเด็นคำถาม แล้วจึงวางหลักกฎหมายให้ครบถ้วนและวิเคราะห์ตามหลักกฎหมายที่ได้วางไว้ นักศึกษาก็จะสามารถตอบคำถามได้อย่างครบถ้วนครอบคลุม และเป็นขั้นตอน ขอให้นักศึกษาตั้งใจเรียนแล้วสำรวจความผิดพลาดในการทำสอบของตนเองแล้วแก้ไขให้ดีขึ้นย่อมประสบความสำเร็จในการสอบ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษา และขอให้ท่านประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียนต่อไป สู้ๆค่ะ

บุคคลย่อมล่วงทุกข์ได้ด้วยวามเพียร

ครู


User: panu.2013
โพสต์: 64  ครั้ง
id Post 1017052
วันที่ Post : 30-05-2013 19:42


ขอบพระคุณอาจารย์ครับ

User: น้องแต้ม
โพสต์: 2311  ครั้ง
id Post 1017069
วันที่ Post : 30-05-2013 20:22


ขอขอบพระคุณอาจารย์อย่างยิ่ง....นับว่าเป็นบุญอย่างมากที่รอดตัวมาก่อนนี้

User: TEACHER
โพสต์: 70  ครั้ง
id Post 1017143
วันที่ Post : 31-05-2013 01:44


อาจารย์ ขอให้นักศึกษา พยายามศึกษาจากแนวตอบเฉลย และ ศึกษาข้อบกพร่องของตนเองเพื่อแก้ไข ปรับปรุง และ เตรียมสอบในภาคต่อไปค่ะ นักศึกษาจะเห็นได้ว่าโจทย์จะบอกทุกประเด็นที่ถาม และ ทำให้สามารถวางหลักกฎหมายได้เป็นอย่างดี พยายามอ่านโจทย์ให้ละเอียดจะพบว่า มีขั้นตอนในการตอบ อย่างเป็นระบบ ขอให้ศึกษาจากแนวตอบต่อไปนี้ค่ะ

ข้อสอบและ เฉลยนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ห้ามนักศึกษา หรือผู้หนึ่ง ผู้ใด ดัดแปลง ทำซ้ำ หรือเผยแพร่ในที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

กฎหมายระหว่างประเทศ

จัดทำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ลาวัณย์ ถนัดศิลปกุล

คำถาม

          นาย โมฮัมเหม็ด ชาวโรฮิงยา ต้องการหนีออกจากประเทศพม่า โดยบุกขึ้นไปจี้เครื่องบินสายการบินแควนตัสที่จอดอยู่ที่สนามบินกรุงย่างกุ้ง แล้วบังคับนายปีเตอร์ ซึ่งมีสัญชาติอังกฤษ และเป็นกัปตันเครื่องบินดังกล่าวให้ไปส่งที่ประเทศสิงคโปร์ แต่นายปีเตอร์ขัดขืนจึงถูกนายโมฮัมเหม็ด ยิงบาดเจ็บ นางสาวมิชิโกะ แอร์โฮสเตส สัญชาติญี่ปุ่น ที่ทำงานในเครื่องบินดังกล่าว เข้าช่วยเหลือกัปตัน จึงถูกยิงบาดเจ็บอีกคน นายโมฮัมเหม็ด ได้บังคับให้กัปตันที่สองนำเครื่องบินลงจอดที่ปาปัวนิวกินีแทน แล้วหลบหนีไป ต่อมานายโมฮัมเหม็ดได้รับแจ้งจากเพื่อนๆให้ทราบว่าคนไทยใจดีเลี้ยงดูชาวโรฮิงยาอย่างดี ไม่ต้องหนีไปไหนให้มาปักหลักที่ประเทศไทยจะดีกว่า นายโมฮัมเหม็ด ดีใจมากจึงเล็ดลอดหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย แต่ถูก ตำรวจของไทยจับตัวได้ ดังนี้ นักศึกษาจงพิจารณาว่า

1.      ประเทศใดบ้างมีเขตอำนาจรัฐในการดำเนินคดีจี้เครื่องบินกับนายโมฮัมเหม็ดได้

2.      ประเทศไทยมีเขตอำนาจรัฐที่จะดำเนินคดีต่อนายโมฮัมเหม็ดได้หรือไม่เพราะเหตุใด

3.      หากประเทศออสเตรเลียจะร้องขอให้รัฐบาลไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังออสเตรเลียจะได้หรือไม่หากประเทศไทยและออสเตรเลียมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน

 

แนวตอบ

          หลักกฎหมาย

เขตอำนาจรัฐ หมายถึง อำนาจตามกฎหมายของรัฐเหนือ บุคคล ทรัพย์สิน หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ  ซึ่งหากพิจารณาเขตอำนาจรัฐในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญของอธิปไตยของรัฐ แล้ว อาจแบ่งเขตอำนาจรัฐออกเป็น  เขตอำนาจในทางนิติบัญญัติ  เขตอำนาจในทางศาล  และเขตอำนาจในการบังคับการตามกฎหมายในทางบริหาร แต่หากคำนึงถึงประโยชน์ในการทำความเข้าใจขอบเขตของเขตอำนาจรัฐ  อาจจำแนกเขตอำนาจของรัฐออก ดังนี้

1)      เขตอำนาจในการสร้างหรือบัญญัติกฎหมาย โดยฝ่ายนิติบัญญัติ

2)      เขตอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายหรือบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยฝ่ายตุลาการ  และโดยฝ่ายบริหาร

การใช้เขตอำนาจรัฐ  ในบริบทของกฎหมายระหว่างประเทศ  โดยได้มีการศึกษาสำรวจทางปฏิบัติของรัฐต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง  พบว่าการใช้เขตอำนาจของรัฐเหนือบุคคล  ทรัพย์สิน  หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้น มีมูลฐาน  (Basis) เนื่องมาจากหลักการ (principle)   5 ประการ ที่สนับสนุนการใช้เขตอำนาจของรัฐด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ได้แก่

1.       หลักดินแดน (Territorial Principle) หมายถึง รัฐมีเขตอำนาจเหนือบุคคล  ทรัพย์สิน หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในดินแดนของรัฐ โดยไม่จำต้องคำนึงว่า บุคคลนั้นมีสัญชาติของรัฐใด  หรือทรัพย์สินนั้นเป็นของบุคคลสัญชาติใด

2.       หลักสัญชาติ (Nationality Principle) ถือว่าสัญชาติเป็นสิ่งเชื่อมโยงที่ทำให้รัฐสามารถใช้เขตอำนาจของตนเหนือบุคคลซึ่งถือสัญชาติของรัฐ  ตลอดจนทรัพย์สินที่มีสัญชาติของรัฐโดยไม่ต้องคำนึงว่าบุคคลหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ที่ใด

3.       หลักป้องกัน (Protection Principle) รัฐสามารถใช้เขตอำนาจของตนเหนือบุคคลซึ่งกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ  ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ  เช่น  การคบคิดกันล้มล้างรัฐบาล  การจารกรรม  การปลอมแปลงเงินตรา  ตั๋วเงิน  ดวงตรา  แสตมป์  หนังสือเดินทาง  หรือเอกสารมหาชนอื่น ๆ  ซึ่งออกโดยรัฐ  เป็นต้น  แม้ว่าผู้กระทำจะมิใช่บุคคลสัญชาติของรัฐ  และการกระทำนั้นจะมิได้เกิดขึ้นภายในดินแดนของรัฐนั้นก็ตาม

4.       หลักผู้ถูกกระทำ (Passive Personality Principle) หลักสัญชาติ และหลักผู้ถูกกระทำ (passive personality) ต่างก็อาศัยสัญชาติของบุคคลเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและรัฐผู้ใช้เขตอำนาจ  แต่มีข้อแตกต่างกันคือ  ตามหลักสัญชาติ  รัฐสามารถใช้เขตอำนาจของตนโดยมีมูลฐานมาจากสัญชาติของผู้กระทำความผิด  ในขณะที่ตามหลัก passive personality เขตอำนาจของรัฐกลับอาศัยมูลฐานจากสัญชาติของเหยื่อหรือผู้ได้รับผลร้ายจากการกระทำความผิด

5.       หลักสากล (Universality Principle) รัฐใดๆก็ตามย่อมมีเขตอำนาจเหนืออาชญากรรมที่กระทบต่อประชาคมระหว่างประเทศโดยส่วนรวม  โดยไม่คำนึงว่าอาชญากรรมนั้นจะเกิดขึ้นในดินแดนของรัฐนั้นหรือไม่  และผู้กระทำหรือผู้ได้รับผลเสียหายจากการกระทำจะเป็นคนสัญชาติของรัฐใด  ดังนั้น  เขตอำนาจสากลจึงมีความเชื่อมโยงอยู่กับลักษณะของการกระทำความผิดหรืออาชญากรรมเป็นสำคัญ ได้แก่ การจี้เครื่องบิน โจรสลัด การจับคนเป็นตัวประกัน การค้ายาเสพติด การก่อการร้ายเป็นต้น

               การพิจารณากรณีที่มีการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ต้องพิจารณาตามลำดับต่อไปนี้คือ ประเภทของบุคคล ประเภทของความผิด ฐานะพิเศษบางประการของผู้กระทำความผิด พิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ผลการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และหลักทั่วไปของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

หลักทั่วไปของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนอาจสรุปได้ดังนี้

          1. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว เป็นผู้กระทำผิดทางอาญาหรือถูกลงโทษในทางอาญา ในเขตของประเทศผู้ร้องขอ หรือเป็นคดีอาญาที่มีมูลที่จะนำตัวผู้ต้องหาขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้

          2. ต้องไม่ใช่คดีที่ขาดอายุความ หรือคดีที่ศาลของประเทศใดได้พิจารณาและพิพากษาให้ปล่อยหรือได้รับโทษในความผิดที่ร้องขอให้ส่งข้ามแดนแล้ว

          3. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว จะเป็นพลเมืองของประเทศผู้ร้องขอหรือของประเทศผู้รับคำขอ หรือของประเทศที่สามก็ได้

          4. ความผิดซึ่งบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวได้กระทำไปนั้น ต้องเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาของทั้งสองประเทศ คือประเทศผู้ร้องขอและประเทศผู้รับคำขอ (principle of double criminality)

          5. ต้องเป็นความผิด ซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี (ตามอนุสัญญา Montevideo .. 1933) และกฎหมายไทยก็ยึดถือหลักเกณฑ์นี้ด้วย

          6. บุคคลผู้ถูกขอตัวได้ปรากฏตัวอยู่ในประเทศที่ถูกร้องขอให้ส่งตัว (ประเทศผู้รับคำขอ)

          7. ประเทศเจ้าของท้องที่เกิดเหตุ (ประเทศผู้ร้องขอ) เป็นผู้ดำเนินการร้องขอให้ส่งตัวโดยปฏิบัติตามพิธีการต่างๆ ครบถ้วนดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาหรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

          8. ผู้ที่ถูกส่งตัวไปนั้น จะต้องถูกฟ้องเฉพาะในความผิดที่ระบุมาในคำขอให้ส่งตัวหรืออย่างน้อยที่สุดจะต้องเป็นความผิดที่มีระบุไว้ในสนธิสัญญาระหว่างกัน

          9. ต้องไม่ใช่ความผิดทางการเมือง เพราะมีหลักห้ามการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีการเมือง นอกจากนั้นยังมีความผิดบางประเภทซึ่งประเทศต่างๆ ไม่นิยมส่งผู้ร้ายข้ามแดน

               หลักกฎหมายไทยกำหนดวิธีพิจารณาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้สองวิธีคือ กรณีที่ประเทศไทยมีสนธิสัญญาหรือสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้กับประเทศผู้ร้องขอ ก็ให้พิจารณาสนธิสัญญาหรือสัญญานั้นเป็นหลักพิจารณา และกรณีที่ประเทศไม่มีสนธิสัญญาหรือสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้กับประเทศผู้ร้องขอก็ให้นำหลักทั่วๆ ไปในพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.. 2472 มาเป็นหลักพิจารณา และ การส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นอำนาจอธิปไตยของประเทศผู้รับคำขอที่จะส่งหรือไม่ส่งก็ได้

 

วินิจฉัย

1.       ประเทศใดบ้างมีเขตอำนาจรัฐในการดำเนินคดีจี้เครื่องบินกับนายโมฮัมเหม็ดได้

ในกรณีนี้จะเห็นได้ว่าการกระทำของนายโมฮัมเหม็ดเป็นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อมวลมนุษยชาติตามหลักเกณฑ์ในการกำหนดเขตอำนาจศาลตามมูลฐานหลักสากลที่ไม่คำนึงว่าผู้ใดเป็นผู้ก่อความผิด และใครจะเป็นผู้เสียหายโดยตรง และ ไม่ว่าจะกระทำในเขตแดนของรัฐใดก็ตาม ทุกประเทศก็มีเขตอำนาจรัฐเหนือคดีนี้ ดังนั้น ประเทศที่มีเขตอำนาจรัฐเหนือคดีนี้ คือ ทุกประเทศ

2.ประเทศไทยมีเขตอำนาจรัฐที่จะดำเนินคดีต่อนายโมฮัมเหม็ดได้หรือไม่เพราะเหตุใดนั้น เมื่อทุกประเทศมีเขตอำนาจรัฐตามมูลฐานหลักสากล ดังนั้นประเทศไทยย่อมมีเขตอำนาจรัฐเหนือคดีนี้ด้วย แม้ว่าการกระทำในการจี้เครื่องบินของนายโมฮัมเหม็ดไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย และคนไทยไม่ได้เป็นผู้เสียหาย หรือ คนไทยไม่ได้เกี่ยวข้องในการกระทำผิดเลยก็ตาม

3.หากประเทศออสเตรเลียจะร้องขอให้รัฐบาลไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังออสเตรเลียจะได้หรือไม่หากประเทศไทยและออสเตรเลียมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ในกรณีนี้ ประเทศออสเตรเลียก็มีเขตอำนาจรัฐเหนือคดีนี้ เช่นกัน ในกรณีของการมีเขตอำนาจรัฐทับซ้อน (Concurrent Jurisdiction) ซึ่งหมายถึงการที่มีประเทศมากกว่าหนึ่งประเทศมีเขตอำนาจรัฐเหนือการกระทำอันเป็นความผิด ดังเช่นในกรณีนี้ ประเทศที่จะใช้เขตอำนาจรัฐในการดำเนินคดี จะต้องเป็นประเทศที่ผู้กระทำผิดได้เข้าไปอยู่ในเขตอำนาจรัฐนั้นๆ ดังนั้นหากผู้กระทำผิดไม่ได้เข้าไปอยู่ในเขตอำนาจรัฐนั้น ถึงแม้รัฐนั้นจะมีเขตอำนาจรัฐเหนือคดีดังกล่าวก็จะไม่สามารถใช้อำนาจรัฐได้ เว้นแต่จะมีการขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อส่งตัวผู้กระทำผิดไปยังรัฐที่ร้องขอนั้น ดังนั้นประเทศออสเตรเลียซึ่งก็มีเขตอำนาจรัฐเหนือการกระทำผิดฐานจี้เครื่องบิน จึงอยู่ในกรณีดังกล่าวนี้ หากประเทศออสเตรเลียประสงค์ที่จะขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศไทย ซึ่งผู้กระทำผิดได้เข้ามาอยู่ในเขตอำนาจรัฐของไทยแล้ว และประเทศไทยซึ่งมีเขตอำนาจรัฐเหนือคดีนี้ด้วยและมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศออสเตรเลียนั้น จะส่ง หรือ ไม่ส่งนายโมฮัมเหม็ดให้แก่ประเทศออสเตรเลียก็ได้ โดยปกติประเทศที่ได้ตัวผู้กระทำผิดหากไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงมักจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เช่นในกรณีของ ประเทศอังกฤษ หรือ ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น แต่ในกรณีที่ประเทศออสเตรเลียซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง มาร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนประเทศที่ได้ตัวผู้กระทำผิดมักจะดำเนินคดีกับผู้นั้นเองในฐานะที่เป็นเจ้าของดินแดนที่ผู้กระทำผิดเข้ามาอยู่ในเขตอำนาจรัฐ เว้นแต่ประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรงจะร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนดังกล่าว เช่น อังกฤษ หรือ ญี่ปุ่น

สรุป

1.       ทุกประเทศมีเขตอำนาจรัฐในการดำเนินคดีจี้เครื่องบินกับนายโมฮัมเหม็ดได้

2.       ประเทศไทยมีเขตอำนาจรัฐที่จะดำเนินคดีต่อนายโมฮัมเหม็ดได้ตามมูลฐานหลักสากล

3.       ประเทศออสเตรเลียจะร้องขอให้รัฐบาลไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังออสเตรเลียได้หากประเทศไทยและออสเตรเลียมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน แต่ประเทศไทยย่อมมีอำนาจอธิปไตยในการส่งหรือไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ได้

 

 วิเคราะห์

          ข้อสอบข้อนี้มีวัตถุประสงค์ในการประเมินผลความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเขตอำนาจรัฐ และ มูลฐานในการกำหนดเขตอำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐ ตลอดจนความเข้าใจเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน นักศึกษาส่วนใหญ่ตอบข้อสอบข้อนี้ได้แต่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ส่วนนักศึกษาที่ตอบผิดมักจะไม่เข้าใจเขตอำนาจรัฐตามหลักสากล โดยตอบว่าการกระทำผิดไม่ได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทยและ คนไทยไม่ได้เกี่ยวข้องในการกระทำผิดในคดีดังกล่าวเลย นอกจากนั้นนักศึกษาบางส่วนยังตอบผิดเกี่ยวกับการไม่มีเขตอำนาจรัฐของออสเตรเลีย ด้วยเหตุผลที่ว่าการกระทำผิด บุคคลที่กระทำผิด หรือผู้เสียหายไม่ได้เกี่ยวข้องกับออสเตรเลียเลย เป็นต้น การตอบข้อสอบผิดในลักษณะนี้ส่วนใหญ่เนื่องจากไม่ได้ศึกษามา เพราะเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปเกี่ยวกับเขตอำนาจรัฐ จึงแนะนำให้นักศึกษาตั้งใจอ่านหนังสือให้เข้าใจ วิชานี้ไม่ได้ยากหากได้ศึกษามาอย่างดี นักศึกษาจำเป็นจะต้องมีความรู้จึงจะสามารถสอบผ่านได้

คำถาม

นายเจฟฟรี เอกอัครราชทูต ชาวอังกฤษ ประจำประเทศ ฝรั่งเศส ได้นำรถยนต์ส่วนตัวของตนไปจอดอยู่ที่ ถนน ชองเอลิเซ่ ซึ่งเป็นที่ห้ามจอด จึงถูกตำรวจจราจรฝรั่งเศสจับ และถูกปรับ นายเจฟฟรีโต้แย้งว่าตนเป็นทูตได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต จะไม่ถูกจับ หรือ ปรับแต่ประการใด แต่ตำรวจฝรั่งเศสก็โต้แย้งว่า   นายเจฟฟรี ไม่ได้กำลังปฏิบัติหน้าที่ทูต ออกมาทำธุรกิจส่วนตัวและใช้รถยนต์ส่วนตัวด้วย จึงไม่รับฟัง นายเจฟฟรีโกรธมาก จึงทำหนังสือประท้วงไปยังรัฐบาลฝรั่งเศสและแจ้งรัฐบาลอังกฤษให้ทราบว่ารัฐบาลฝรั่งเศสละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลอังกฤษจึงทำหนังสือประท้วงรัฐบาลฝรั่งเศสที่จับกุมเอกอัครราชทูต แล้วปรับ ซึ่งฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองทูต เนื่องจากทูตจะบริโภคเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต นักศึกษาจงพิจารณาว่าในกรณีดังกล่าวนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสจะต้องรับผิดชอบต่อทูตและรัฐบาลอังกฤษหรือไม่อย่างไร และ ข้อโต้แย้งของตำรวจจราจรฝรั่งเศสชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เพราะเหตุใด

แนวตอบ

          หลักกฎหมาย

          “เอกสิทธิ์์ทางทูต” เป็นสิทธิพิเศษของรัฐผู้รับที่ให้แก่ผู้แทนทางทูตของรัฐผู้ส่งตามทางปฏิบัติระหว่างประเทศอันเป็นประเพณีนิยม โดยอาศัยหลักอัธยาศัยไมตรีและการถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันเป็นมูลฐาน สิทธิพิเศษเช่นว่านี้อาจเป็นการให้ประโยชน์หรือให้ผลปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ เช่น การให้สิทธิผู้แทนทางทูตมีโบสถ์สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา การให้เกียรติในงานพิธี อาทิ การยิงสลุตให้ในเมื่อกองเรือรบของรัฐผู้ส่งเข้าไปในเมืองท่าของรัฐผู้รับ เป็นต้น หรืออาจเป็นการยกเว้นไม่ให้ต้องปฏิบัติการหรือไม่ให้ต้องรับภาระอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การยกเว้นไม่ต้องให้ผู้แทนทางทูตต้องปฏิบัติการในฐานะของคนต่างด้าวในรัฐผู้รับ การยกเว้นภาษีอากรให้แก่ผู้แทนทางทูต เป็นต้น

          ส่วน “ความคุ้มกันทางทูต” นั้นเป็นสิทธิของรัฐผู้ส่งหรือที่รัฐผู้ส่งมีอยู่ในตัวตามกฎหมายระหว่างประเทศ และพึงสังเกตไว้ด้วยว่า ความคุ้มกันเป็นสิทธิของรัฐผู้ส่ง ไม่ใช่ของผู้แทนทางทูตของรัฐผู้ส่ง การสละความคุ้มกันจึงให้รัฐผู้ส่งเป็นผู้สละ ผู้แทนทางทูตจะสละเสียเองหาได้ไม่ ความคุ้มกันเช่นว่านี้ เป็นการยกเว้นให้ผู้ได้รับปลอดหรือหลุดพ้นจากอำนาจหรือภาระอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ความคุ้มกันจากการจับกุม กักขังหรือจำขัง ความคุ้มกันจากอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาล หรือจากการถูกฟ้องร้องคดียังโรงศาลของรัฐผู้รับ

          เอกสิทธิ์ทางทูตได้แก่ เอกสิทธิ์ทางด้านภาษีอากร และค่าธรรมเนียม หรือค่าภาระที่เรียกเก็บในรัฐผู้รับ เอกสิทธิ์์เกี่ยวกับภาษีรายได้ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ เอกสิทธิ์ทางด้านภาษีที่เกี่ยวกับสถานที่ของคณะผู้แทน กับเอกสิทธิ์ทางด้านภาษีของบุคคลในคณะผู้แทน

          เอกสิทธิ์์ทางด้านภาษีเกี่ยวกับสถานที่ของคณะผู้แทนนั้น โดยหลักแล้ว สถานที่ของคณะผู้แทนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐผู้ส่งหรือบุคคลที่ทำในนามของรัฐผู้ส่ง ซึ่งได้ใช้ประโยชน์ในทางราชการ ย่อมถูกยกเว้นจากการเรียกเก็บภาษีบำรุงท้องที่ หรือภาษีที่เกี่ยวกับการซื้อขาย

ข้อยกเว้นที่ไม่ได้รับสิทธิพิเศษ ดังต่อไปนี้คือ

          (ก) ภาษีทางอ้อมชนิดที่ตามปกติรวมอยู่ในราคาของสินค้าหรือบริการแล้ว ภาษีประเภทนี้เป็นภาษีที่บวกเข้าไปในราคาสินค้า เช่น ภาษีสินค้าของฟุ่มเฟือย เป็นต้น สำหรับภาษีทางอ้อมนี้ ตัวแทนทางการทูตมิได้รับการยกเว้นภาษี

          (ข) ค่าติดพัน และภาษีจากอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัวซึ่งตั้งอยู่ในอาณาเขตของรัฐผู้รับนอกจากตัวแทนทางการทูตครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นไว้  ในนามของรัฐผู้ส่งเพื่อความมุ่งประสงค์ของคณะผู้แทน

          (ค) อากรกองมรดก การสืบมรดก หรือการรับมรดกซึ่งรัฐผู้รับเรียกเก็บ

          (ง) ค่าติดพัน และภาษีจากเงินได้ส่วนตัว ซึ่งมีแหล่งกำเนิดในรัฐผู้รับ และภาษีเก็บจากเงินทุนซึ่งได้ลงทุนประกอบการพาณิชย์ในรัฐผู้รับ

          (จ) ค่าภาระซึ่งเรียกเก็บสำหรับบริการจำเพาะที่ได้ให้

          (ฉ) ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน ค่าธรรมเนียมศาล หรือสำนวนความ ค่าติดพันในการจำนอง และอากรแสตมป์ ในส่วนที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์

          นอกจากนี้ยังมีเอกสิทธิทางด้าน เสรีภาพในการคมนาคมสื่อสาร และ เอกสิทธิความคุ้มกันเกี่ยวกับตัวบุคคลที่จะไม่ถูกจับกุม คุมขังไม่ว่ารูปแบบใด ให้รัฐผู้รับปฏิบัติต่อตัวแทนทางทูตด้วยความเคารพตามสมควร และดำเนินการที่เหมาะสมทั้งมวลที่จะป้องกันการประทุษร้ายใดต่อตัวบุคคล เสรีภาพ หรือเกียรติของตัวแทนทางการทูต" เอกสิทธินี้ให้ความคุ้มกันเกี่ยวกับตัวบุคคลโดยเด็ดขาด และไม่จำกัดขอบเขต คือหมายความ ครอบคลุมถึงการกระทำทุกประการ ไม่จำกัดเฉพาะแต่ที่ปฏิบัติหน้าที่ทางการของตัวแทนทางการทูตเท่านั้น

          สำหรับความคุ้มกันเกี่ยวกับสถานที่ของคณะผู้แทน หรือความละเมิดมิได้เกี่ยวกับสถานที่ทำการของผู้แทนทางการทูต เป็นหลักกฎหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไป จากหลักดังกล่าวก่อให้เกิดภาระหน้าที่แก่รัฐผู้รับคือ รัฐผู้รับจะต้องงดเว้นการกระทำที่เป็นสภาพบังคับ เช่น การบุกรุกเข้าในสถานทูตเพื่อกระทำการบางอย่าง และในขณะเดียวกันรัฐผู้รับก็จะต้องให้ความคุ้มครองแก่สถานที่ดังกล่าวด้วย ความคุ้มกันเกี่ยวกับสถานที่นี้ มิได้หมายความถึงสถานที่ตั้งของคณะผู้แทนทางการทูตแต่อย่างเดียว แต่รวมถึงที่อยู่ส่วนตัวของผู้แทนทางการทูตด้วย ความคุ้มกันในสถานที่นี้ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้คณะผู้แทนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจ้าพนักงานส่วนท้องถิ่นไม่สามารถที่จะเข้าไปในสถานที่ทำการทางการทูต เพื่อปฏิบัติการควบคุม จับกุมบุคคลในสถานทูตเพื่อตรวจค้นเอกสาร เว้นเสียแต่ได้รับความยินยอมจากหัวหน้าคณะผู้แทน

วินิจฉัย

          การที่นายเจฟฟรี เอกอัครราชทูต ชาวอังกฤษ ประจำประเทศ ฝรั่งเศส ได้นำรถยนต์ส่วนตัวของตนไปจอดอยู่ที่ ถนน ชองเอลิเซ่ ซึ่งเป็นที่ห้ามจอด และได้ถูกตำรวจจราจรฝรั่งเศสจับ และถูกปรับ นายเจฟฟรีโต้แย้งว่าตนเป็นทูตได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต จะไม่ถูกจับ หรือ ปรับแต่ประการใด แต่ตำรวจฝรั่งเศสก็โต้แย้งว่า   นายเจฟฟรี ไม่ได้กำลังปฏิบัติหน้าที่ทูต ออกมาทำธุรกิจส่วนตัวและใช้รถยนต์ส่วนตัวด้วย จึงไม่รับฟังนั้นไม่ชอบเพราะกฎหมายการทูตกำหนดให้เอกสิทธิความคุ้มกันเกี่ยวกับตัวบุคคลที่จะไม่ถูกจับกุม คุมขังไม่ว่ารูปแบบใด และให้รัฐผู้รับปฏิบัติต่อตัวแทนทางทูตด้วยความเคารพตามสมควร และดำเนินการที่เหมาะสมทั้งมวลที่จะป้องกันการประทุษร้ายใดต่อตัวบุคคล เสรีภาพ หรือเกียรติของตัวแทนทางการทูต เอกสิทธินี้ให้ความคุ้มกันเกี่ยวกับตัวบุคคลโดยเด็ดขาด และไม่จำกัดขอบเขต คือหมายความ ครอบคลุมถึงการกระทำทุกประการ ไม่จำกัดเฉพาะแต่ที่ปฏิบัติหน้าที่ทางการของตัวแทนทางการทูตเท่านั้น

 

สรุป

          รัฐบาลฝรั่งเศสจะต้องรับผิดชอบต่อทูตและรัฐบาลอังกฤษ และ ข้อโต้แย้งของตำรวจจราจรฝรั่งเศสไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเอกสิทธิและความคุ้มกันในตัวบุคคลอันละเมิดมิได้นั้นเป็นเอกสิทธิเด็ดขาดไม่จำกัดเฉพาะแต่ที่ปฏิบัติหน้าที่ทางการของตัวแทนทางการทูตเท่านั้น อย่างไรก็ตามตัวทูตเองจะต้องมีสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยเคารพต่อกฎหมายของรัฐผู้รับด้วย

วิเคราะห์

ข้อสอบข้อนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะประเมินความรู้ของนักศึกษา เกี่ยวกับ เอกสิทธิ และความคุ้มกันทางการทูตว่านักศึกษามีความรู้ และสามารถวิเคราะห์ การปรับใช้หลักกฎหมายดังกล่าวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ นักศึกาส่วนใหญ่สามารถตอบข้อสอบนี้ได้ แต่มีนักศึกษาบางส่วนที่ตอบผิดโดย ตอบว่า การกระทำของทูตที่ผิดกฎหมายในขณะที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่จะไม่ได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกัน ซึ่งหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มกันนี้ในข้อนี้ต้องการที่จะให้ความคุ้มกันทูตแบบเด็ดขาดเ

User: TEACHER
โพสต์: 70  ครั้ง
id Post 1017144
วันที่ Post : 31-05-2013 01:47


อาจารย์ได้มาเฉลยโดยละเอียดแล้วค่ะ ตามสัญญาที่ได้ให้ไว้โปรดศึกษาให้เข้าใจและ ลองฝึกปฏิบัติดู เพื่อการเตรียมสอบในโอกาสต่อไปค่ะ

และขอให้นักศึกษาประสบความสำเร็จในการศึกษาและมีความสำเร็จในทุกทางค่ะ

ครู


User: มิสเตอร์แซมเบ้
โพสต์: 27  ครั้ง
id Post 1017152
วันที่ Post : 31-05-2013 07:55


สวัสดีครับคุณครู

    ขอบพระคุณอย่างสูงครับ

มิสเตอร์แซมเบ้

User: weda
โพสต์: 1044  ครั้ง
id Post 1017246
วันที่ Post : 31-05-2013 11:24


  กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ

   ขออนุญาต Copy  ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์  เพื่อเก็บไว้อ่านนะค่ะ

   ข้อมูลที่อาจารย์เคยลงไว้ให้  ตอนนี้ หายหมดแล้ว  เนื่องจากเครื่องคอม notbook พัง  ไม่สามารถเปิดเครื่องได้  ไม่ได้นำไปซ่อม  เนื่องด้วยกลัวข้อมูลภายในเครื่องจะถูก load ไป  เพราะมีข้อมูลสำคัญมากมาย 

   และเวลามีน้อย งานมาก  จึงยังไม่มีเวลาอ่าน  แต่ขอรับรองว่าจะไม่นำข้อมูลไปเผยแพร่ แต่จะใช้เพื่อการศึกษาส่วนตัวค่ะ

     ด้วยความเคารพ

      weda


User: HighKick
โพสต์: 53  ครั้ง
id Post 1017555
วันที่ Post : 31-05-2013 23:00


ขอบพระคุณมากๆครับ

User: How far is near.
โพสต์: 6  ครั้ง
id Post 1017885
วันที่ Post : 02-06-2013 11:25


กราบอาจารย์แม่ด้วยความเคารพรักค่ะ

หนูไม่ได้เข้ามาในบอร์ดนี้นานแล้ว แต่กลับมาอีกทียังเห็นอาจารย์แม่ยังคงให้ความเมตตา แก่ลูกศิษย์เช่นเดิม

รู้สึกภูมิใจค่ะ ที่ครั้งหนึ่งหนูได้เคยเป็นศิษย์และได้เคยถ่ายภาพร่วมกันกับอาจารย์แม่ รวมถึงต่างหูและสร้อยคอรูปหัวใจหนู

ยังเก็บไว้เสมอค่ะ

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ปกปักรักษาคุ้มครองอาจารย์แม่ และขอให้มีสุขภาพแข็งแรงนะคะ(หนูจำได้ค่ะว่าอาจารย์แม่บอกว่าสมบูรณ์อยู่แล้ว ขอแข็งแรงก็พอ )

ด้วยความเคารพรักเสมอมาค่ะ

User: TEACHER
โพสต์: 70  ครั้ง
id Post 1017920
วันที่ Post : 02-06-2013 14:25


สวัสดีค่ะ ดีใจมากที่ได้พบปะ สนทนากับหนูในกระดาน ขอให้ลูกเจริญสุข สดชื่น แจ่มใส ใจสบาย อยู่ในบุญ อยู่ในธรรม ตลอดไปค่ะ หนูเป็นคนดี มีความกตัญญู และมีจิตใจที่ดีงาม ย่อมอยู่เย็น เป็นสุข และ เจริญยิ่งๆขึ้นไปค่ะ

เก็บไว้แทนใจคุณแม่ครู ตัววัตถุอาจจะเสื่อมสลายไปตามกาล แต่ ความรักและเมตตาจะยิ่งเพิ่มพูนตลอดไปค่ะ

รักและเมตตาหนูตลอดไปเช่นกันค่ะ

คุณแม่ครู


User: How far is near.
โพสต์: 6  ครั้ง
id Post 1017928
วันที่ Post : 02-06-2013 15:01



กราบขอบพระคุณอาจารย์แม่ ด้วยความเคารพรักค่ะ

___/\___

User: ronin99s
โพสต์: 325  ครั้ง
id Post 1018229
วันที่ Post : 03-06-2013 11:59


กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ ที่กรุณาต่อลูกศิษย์ ครับ


User: 631234
โพสต์: 2  ครั้ง
id Post 1018821
วันที่ Post : 04-06-2013 10:36


ขอบพระคุณอาจารย์มากนะคะ ที่สละเวลามาเฉลยข้อสอบให้ลูกศิษย์ได้อ่านและเข้าใจกัน เป็นประโยชน์มาก ๆๆนะคะอาจารย์ ขอให้อาจารย์จงมีแต่ความสุข ความเจริญ ไร้โรคภัยไข้เจ็บนะคะ เป็นอาจารย์ที่น่ารักกับ มสธ.ตลอดไปคะ

 


User: เหมียว2
โพสต์: 71  ครั้ง
id Post 1021758
วันที่ Post : 07-06-2013 10:26


ขอขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างสูง  ที่กรุณาให้ความเมตตากับศิษย์   จบจนได้

User: sgt140
โพสต์: 168  ครั้ง
id Post 1039843
วันที่ Post : 05-08-2013 12:07


ขอบพระคุณอาจารย์ครับ ขออนุญาตรับไว้ศึกษาครับ


จัดทำโดย
สำนักคอมพิวเตอร์
 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช