แจ้งปัญหาการเข้าใช้กระดานสนทนาที่ mail Watcharet.kun@stou.ac.th

       การแก้ไขเรื่องโพสต์ข้อความไม่ได้สำหรับผู้ที่ใช้ IE10 <วิธีแก้เบื้องต้น>
      เพิ่มระบบเรียงลำดับกระทู้ที่ตอบล่าสุดไว้บนสุด
      ค้นหาข้อมูลจาก google credit by lukeAtMe

พรบ คอมพิวเตอร์ คลิ๊ก เพื่ออ่าน

 
  ค้นหาด้วย google       
สวัสดีคุณกำลังอยู่ใน Webboard Stou     ค้นหาข้อมูลกระดานสนทนา
หน้ากระทู้รวม
กลับหน้ากระดานสนทนา .::รัฐศาสตร์ ::.
บั้งไฟแสน
  ผู้ตั้งคำถาม : Harat วันที่ Post : 06-06-2013 06:05  จำนวน Post: 50 ครั้ง

User: Harat
โพสต์: 50  ครั้ง
id Post 1021027
วันที่ Post : 06-06-2013 06:05


ได้มีโอกาสไปร่วมงานบุญบั้งไฟที่ยโสธรสนุกสาน ด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้าน เป็นประเพณีที่สืบทอดมานาน แสดงให้ เห็นถึงวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า แม้การพัฒนาการไหลบ่าของวัฒนธรรมต่างถิ่นก็ไม่ทำให้ปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทีี่มีอยู่เดิม หากแต่ก็เห็นถึงการผสมผสาน กลมกลืน ปรับตัวไปพร้อมๆ กับการพัฒนาหรือการไหลบ่าของอารยธรรมต่างๆ

บั้งไฟแสน บั้งไฟล้าน.....ยังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหมือนเดิม

ทะยานสุ๋ท้องฟ้าอย่างมั่นใจ แสดงถึงศักยภาพของช่างบั้งไฟ และชัยชนะของกลุ่มชาวบ้าน พร้อมความสุกสนาน

เพราะการแพ้หมายถึงต้องถูกโยนโคลนตม .....

ภาพเหล่านั้นมีคุณค่ายิ่ง ๆ

ไม่เครียด และไม่มีพิธีรีตอง ไม่เหมือนคนเมืองแม้จะพยายามปรอง ก็คึนละความรู้สึกกัน

รู้อย่างนี้ เชิญช่างทำบั้งไฟมาช่วยเป็นเทนเนอร์คนเมืองดีไหมคับ


User: boonkiat
โพสต์: 135  ครั้ง
id Post 1021068
วันที่ Post : 06-06-2013 09:07


เรียน คุณ Harat ครับ

เมื่อปี 2553 - 2554 ผมไปรับราชการที่จังหวัดอำนาจเจริญ ไปอยู่ได้ 20 เดือน อำนาจเจริญแยกมาจากอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2536 เดิมเป็นจังหวัดที่ 75 (ตามราชกิจจานุเบกษา ประกาศจังหวัด 3 จังหวัด คือ สระแก้ว หนองบัวลำภู และอำนาจเจริญ จัดตั้งเป็นจังหวัด จึงเป็นจังหวัดสุดท้าย ไม่นับกรุงเทพ และก่อนที่จะมีจังหวัดบึงกาฬ) อีสานมี 20 จังหวัด ที่สำคัญคือวัฒนธรรมประเพณีอีสานมีงานทั้ง 12 เดือน เรียกว่า ฮีต 12 คอง 14 ฮีต คือ จารีต 12 คือ 12 เดือน ส่วนคอง 14 คือ การครองธรรม 14 ข้อ  http://www.baanmaha.com/community/thread5759.html และเพื่อเป็นการเตือนสติของมนุษย์ทั้งหลาย ขอให้อ่านและศึกษาในสิ่งที่ดีงามของสิ่งที่ชาวอีสานยีดเหนี่ยวยึดมั่นในการครองธรรมครองชีวิตได้ในนี้นะครับ

เมื่อถึงประเพณีเดือน 6 บุญบั้งไฟ ผมก็ไปเที่ยวงานที่จังหวัดยโสธร แห่งกำเนิดประเพณีขอฝน ที่มีตำนานความเชื่อว่า ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเพราะ พระยาแถนเทพเจ้าผู้ทรงอิทธิพลบนสรวงสวรรค์ ไม่ปล่อยฝนลงมาในเมืองมนุษย์ เพราะโกรธที่มนุษย์ชอบด่าอยู่ร่ำไป ให้ฝนตกก็ถูกด่า ฝนไม่ตกก็ถูกด่า ท่านจึง boycottด้วยการงดการให้บริการน้ำฝนเป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน  (ขนาดน้ำที่บ้านผมไม่ไหลแค่ 1 วันเท่านั้นตัวผมและทุกอย่างจะเน่าให้ได้)ทีนี้แหละครับท่านทั้งหลายเอ๋ย เดือดร้อนไปทุกทั่วหัวระแหง ทุกข์ทรมานแสนสาหัสไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล ฝ่ายค้าน อำมาตย์ ไพร่ ทาส ตะกวด ตัวแลน และสรรพสัตว์เช่น ปราสิต เชื้อรา แบคทีเรีย ทั้งหลายที่อาศัยในสยามประเทศ ในขณะนั้น 

ร้อนถึงพระยาโพธิสาร (พระพุทธเจ้าปางหนึ่ง)เห็นมนุษย์เดือดร้อนไม่ไหว ทรงเสด็จลงมาเป็น พญาคันคาก (คางคก) และทรงอาศัยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ และได้ทรงศึกษาวิธีการแก้ไขปัญหาให้ตลอดเวลา แต่ยังไม่ได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปทำหน่าที่และก็ไม่มีมนุษย์สามานและสรรพสัตว์ทั้งปวงที่ให้ความสนใจที่จะเข้ามาปรึกษาเพื่อแก้ปัญหา โดยที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่า ไม่จำเป็นหรอกที่จะต้องไปอาศัยความคิดใคร พวกตูเองก็ยังมีคนที่เก่งกล้าสามารถอยู่มากมายเรียกว่าต้องการใช้เมื่อไหร่สั่งให้มา(เผา)ได้ทันที โดยไม่สนใจแม้แต่ที่จะคิดสร้างความสามัคคีปรองดองในสยามเพื่อนำในการแก้ไขปัญหา เช่น เดียวกับเวลานี้ที่ไม่สามัคคีต่อกัน ต่างฝ่ายต่างอวดเก่ง สุดท้ายแล้ว ก็คิดไปคนละทางสองทาง เช่นเดียวกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างยกกำลังไปสู้พระยาแถน ก็วิบัติพ่ายแพ้กลับลงมา เมื่อสิ้นหนทางต่อสู้ก็ไปนัดพบเจราจาลับกับใครคนหนึ่งที่เคยทรงอิทธิพล ณ ประเทศหนึ่งไม่ไกลจากสยาม แต่ต่างฝ่ายต่างก็ยังปฏิเสธว่า ไปดูงาน ไปพักผ่อน มิได้เจตนาไปพบกับใครเลย (ฮา ไหมครับ) บังเอิญ สถานที่ลับนั้นมีต้นไม้ใหญ่ที่ พญาคันคาก พำนักอยู่ด้วย พญาคันคาก ฟังแล้วก็อดเวทนาไม่ได้จึง พึมพำ พึมพำ ไปว่า อย่าอวดเก่ง อย่าอวดดี อย่าคิดแต่เอาประโยชน์เป็นที่ตั้ง อย่าลุ่มหลงเชื่อใครง่ายโดยไม่คิดให้รอบครอบ ต้องรู้ก่อนว่า ใครเป็นที่น่านับถือ ใครเป็นที่ยอมรับ ใครมีกำลังแค่ไหน ใครมีความสามารถอย่างไร คิดให้ดี คิดให้ดี เพราะถ้าหากไม่มีความสามัคคีร่วมมือกัน ไหนเลยจะปกป้องสยามได้ 

เมื่อทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน อำมาตย์ ไพร่ ทาส ตะกวด ตัวแลน และปราสิต เชื้อรา แบคทีเรีย ได้ยินก็หยุดส่งเสียง และค้นหาต้นเสียงจึงไปพบกับพญาคันคาก ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ จึงขอความเห็นว่า แล้วจะทำอย่างไรดี

พญาคันคาก แนะนำว่า พวกท่านทั้งหลายถ้ามีใครถนัดเรื่องใด ก็จงใช้ความถนัดในเรื่องนั้นเข้าไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น ใครถนัดประกันราคาข้าว ก็ใช้ประกันราคาข้าว ใครถนัดจำนาข้าว ก็ใช้การถนัดจำนำข้าว ใครถนัดวัวล้านตัว ก็ใช้วัวล้านตัว ใครถนัดกล้ายางพารา ก็ใช้กล้ายางพารา ใครถนัด สปก 4 -01 ก็ใช้ สปก 4 -01 ใครถนัด ค่าโง่ทางด่วน ก็ใช้ค่าโง่ทางด่วน ใครหนีทหาร ก็มอบตัวสู้คดี ใครโกงบ้านโกงเมือง ก็กลับมาสู้คดี ใครเผาบ้านเผาเมือง ก็แสดงตัวตนด้วยจะได้รับรางวัลเสียที

เมื่อพญาคันคาก อธิบายเสร็จ ทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายค้าน อำมาตย์ ไพร่ ทาส และสัตว์น้อยใหญ่ ก็ขึ้นไปทำการรบกับพระยาแถน โดยให้มดปลวกไปกัดแทะด้ามหอกดาบ ผึ้งแตนต่อไปต่อยทหารพระยาแถน สัตว์น้อยใหญ่ก็เข้าโจมตีพร้อมกัน ผลที่สุด พระยาแถน ยอมแพ้ และมีข้อตกลงที่ เจนีวา เพื่อหยุดติสงคราม โดยในสนธิสัญญา ณ กรุงเจนีวา ระบุว่า

มนุษย์ เมื่อต้องน้ำเพื่อทำนาก็จะต้องให้ฝนตกลงมา

พระยาแถนถามว่า จะทราบได้อย่างไรเมื่อไร

มนุษย์ จะจุดบั้งไฟพร้อมพระยานาคขึ้นไปแจ้งข่าว

พระยาแถน ได้และจะให้พระยานาคไปเล่นน้ำในสระอโนดาษและสะบัดน้ำลงมาสู่โลกมนุษย์ อ้อ แล้วจะให้หยุดปล่อยน้ำเมื่อไหร่

มนุษย์ เมื่อท่านได้เห็น มนุษย์ชักว่าว ได้ยินเสียงขลุ่ย เสียงกบ อึ่งอ่าง คางคก จิ้งหรัด ร้องเสียงระงม เพราะได้น้ำพอเพียงแล้ว

พระยาแถน OK

ทุกอย่างจึงสำเร็จไปได้ด้วยดี คตินิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า ก่อนที่จะมีความสามัคคี จะต้องดูตัวเองก่อนว่ามีความถนัดในเรื่องใด เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่เกิดความสามัคคีได้เลย เพราะต่างฝ่ายต่างสามัคคีกันเพื่อ รับประทาน งบประมาณ นะครับ

ก็ขอจบการนำเสนอไว้เพียงเท่านี้

ขอบคุณครับ 

 

       


User: ชังซ่อม
โพสต์: 587  ครั้ง
id Post 1021162
วันที่ Post : 06-06-2013 11:04


สวัสดีครับ...ขออนุโมทนา..ให้ท่านพญา คันคาก...บรรลุในสิ่งหวัง..ดังคาดใว้...อาจต้องใช้เวลา...บ้าง..
เพียงแค่เราเริ่มจากจุดที่เล็กที่สุด...แต่เปี่ยมด้วยพลังยิ่งใหญ่มากมายมหาศาล..จิตที่คิดจะให้...ให้..ให้ และให้ อภัยทาน..ย่อมเบิกบาน...สราญจิต ทั้งต่อตน แลมิตร ร่วมวัฏฏะฯ...

"ผู้สร้าง"สิ่งดีๆ ย่อมที่ต้องใช้ทั้ง วันและเวลา..เพื่อศึกษา ค้นคว้า..อย่างอดทนยิ่ง..เพื่อที่จะได้สิ่งหนึ่งสิ่งไดมา..ด้วยความรอบคอบ สุขุมนุ่มลึก เยือกเย็น..อีกทั้งต้องทุ่มเท แรงกาย จิตใจ..แลวิญญา...หาใช่ง่ายๆ

 *แต่การ "ทำลาย" ..ง่ายเพียงชั่วพริบตา... ควรค่าแล้วหรือ..

ก็ได้เพียงหวังว่า...กาลเวลา คงช่วยเยียวยา...แม้นหาก ว่าฟ้าฝนเป็นใจ...ต้นไม้ใบหญ้า คงถึงคราเขียวชะอุ่ม...ตามกาล..ฤดู 

เดือนหก ฝนตกพร่ำ กบเขียดร้อง..งึมงำ..ระงมทั่ว ท้องนา 

 ♡ ไหวๆ..ปลายอุโมง...ขอบคุณครับ 


กระผมมีความเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจ...ว่า แท้จริงแล้ว...สรรพสิ่งทุกส่วน..ล้วนเกื้อกูลซึ่งกัน

User: ชุมแพ
โพสต์: 5547  ครั้ง
id Post 1021248
วันที่ Post : 06-06-2013 12:33


  1. Photo: คลุกโคลน !
   เป็นภาพจับกันลงไปคลุกโคลน ในงานประเพณีบุญบั้งไฟ ท้องถิ่นภาคอีสาน ... บั้งไฟใครแพ้ ก็ถูกฝ่ายชนะจับลงไปคลุกกับโคลน ... เป็นวัฒนธรรมหนึ่ง ที่แสดงออกทางน้ำใจในกลุ่มมิตรสหายของคนในท้องถิ่น ...
ความรัก ความสามัคคี ความสงบ เป็นสิ่งที่ทุกคนในท้องถิ่นต้องการ ปรารถนา!
ช่วงเวลานี้ ในท้องถิ่นภาคอีสาน จะมีการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ กระจายไปทั่วในแทบทุกจังหวัด ... จังหวัดยโสธร เป็นจังหวัดหนึ่งที่จะมีงานประเพณีนี้ ในวันที่ 10-11-12 พ.ค. ที่จะถึง 
ก่อนนั้นมีชื่อเรียกว่า bamboo rocket festival ปัจจุบัน คงจะเปลี่ยนเป็น PVC rocket festival 

มีความเชื่อว่า การจุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นการบวงสรวงเทพยดาให้ประทานน้ำฝนเพื่อการทำนา !!

โอ๊วเฮาโอ๊ว พวกเซิ้ง เฮาโอ๊ว .... เป็นเสียงร้องที่ได้ยินคุ้นหูในงาน "บุญบั้งไฟ

    เป็นภาพจับกันลงไป คลุกโคลนตม ในงานประเพณีบุญบั้งไฟยโสธร ท้องถิ่นภาคอีสาน ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ...  บั้งไฟใครแพ้ ก็จะถูกฝ่ายชนะจับลงไปคลุกกับโคลน ... “โยนกันลงตม”  

    เป็นวัฒนธรรมหนึ่ง ที่เป็นการแสดงออกทางน้ำใจในกลุ่มมิตรสหาย ของคนในท้องถิ่น ...


    ความรัก ความสามัคคี ไม่ถือเขาถือเรา เป็นน้ำใจที่ แสดงออก รัก ให้อภัยกัน เป็นวัฒนธรรม ที่คนในท้องถิ่นมีให้กันและกัน


    วันแรกของงาน จะเป็น"วันเซิ้ง" เป็นวันของการแสดงออกของการให้ และการเสียสละ

    แต่ละกลุ่ม คุ้ม คณะ จะพากันออกไปเยี่ยมเยือนบ้านคนที่รู้จัก ที่ให้ความเคารพ รัก นับถือ จะร้องรำ เป็นเพลงเซิ้ง กลอนเซิ้ง ขอและอวยพรให้กับเจ้าของบ้าน ... ซึ่งทางเจ้าภาพก็จะมีสิ่งตอบแทนมอบให้

    โอ๊ เฮาโอ๊ พวกเซิ้ง เฮา โอ๊ ....


    ในสมัยก่อน เจ้าภาพจะจัดมีอาหาร เครื่องดื่มไว้ต้อนรับ ในปัจจุบันก็จะมอบเป็นเงินแทน หรือเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ให้ เพื่อความสนุกสนานและส่งเสริมให้กับประเพณี ที่มีปีละครั้ง

    เพิ่น ให้แล้ว ก็ให้พรเพิ่นแน๊ ให้เพิ่นเป็นเถ้าแก่ มีเงินมีทอง ....

    ในวันที่สอง ทางท้องถิ่นจัดให้มี การประกวดขบวนแห่ นางรำ เอ้-ตกแต่งบั้งไฟโก้ บั้งไฟงาม ในสมัยก่อน บ้านใดที่มีลูกสาวสวย ลูกสาวงาม ก็จะเป็นโอกาสออกโชว์ตัวในช่วงเทศกาลบุญประเพณีนี้



User: ชุมแพ
โพสต์: 5547  ครั้ง
id Post 1021257
วันที่ Post : 06-06-2013 12:41


ในวันที่สามวันสุดท้าย เป็นวันประกวดจุดบั้งไฟสูง .... 

ตามความเชื่อ เชื่อว่า การจุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นการบวงสรวงเทพยดา“พญาแถน”  ให้ประทานน้ำฝนเพื่อการทำนา! !!

 

  1. Photo: บั้งไฟที่อยู่บนฐานจุด พร้อมที่จะขึันสู่ท้องฟ้า !!

  ขนาดของบั้งไฟ เขาเรียกตามปริมาณของดินประสิว Potassium nitrate ใช้ดินประสิว 12 กก เรียกว่า บั้งไฟหมื่น ใช้ดินประสิวหนัก 120 กก เรียก บั้งไฟแสน น้ำหนักดินประสิวมากกว่า 120 กก ขึ้นไป เรียก บั้งไฟล้าน


 ก่อนจุด จะมี การล้างรูบั้งไฟ โดยใช้เทคนิค และความชำนาญเป็นพิเศษ รูแห้งทำให้ บั้งไฟระเบิดก่อนขึ้นจากฐานจุด รูชื้นเกินไปทำให้ขาดแรงขับ จึงต้อง 'ล้างรู' ให้พอเหมาะ


 ขนาดของรูบั้งไฟ จะมีความกว้าง-ยาว แตกต่างกันเป็นลำดับ เพื่อให้เกิดแรงดันขึ้นสูง ...

 การแข่งขันบั้งไฟสูง เขานับเวลาที่บั้งไฟสามารถลอยอยู่บนท้องฟ้าได้นานๆ การจับเวลา เริ่มจับเวลาหลังหางบั้งไฟลอยพ้นจากฐานจุด !  

  ก่อนนั้น “บั้งไฟ” ใช้ปล้องไม้ไผ่เป็นท่อสำหรับบรรจุดินบั้งไฟ ซึ่งเรียกว่า 'หมื้อ' บั้งไฟจะขึนลอยอยู่บนท้องฟ้าได้นาน ประมาณ 45-60 วินาที ( บั้งไฟแสน) ปัจจุบันใช้ท่อ พีวีซี  ... สามารถลอยอยู่บนท้องฟ้าได้เกือบหรือเกิน 3 นาที!!


  ขนาดของบั้งไฟ เขาเรียกตามปริมาณของดินประสิว Potassium nitrate ...บั้งไฟ ใช้ดินประสิว 12 กก เรียกว่า บั้งไฟหมื่น ใช้ดินประสิวหนัก 120 กก เรียก บั้งไฟแสน น้ำหนักดินประสิวมากกว่า 120 กก ขึ้นไป เรียก บั้งไฟล้าน


 



User: ชุมแพ
โพสต์: 5547  ครั้ง
id Post 1021262
วันที่ Post : 06-06-2013 12:49


  1. Photo  
    1. Photo 
      1. Photo



 เมื่อบั้งไฟที่อยู่บนฐานจุด พร้อมที่จะขึ้นสู่ท้องฟ้า !!

 เสียงรัวของ พังฮาด เชียร์ให้บั้งไฟขึ้น


   “พ่าง ๆๆๆ ...พ่าง”  เป็นเสียงที่เร้าใจ มากๆๆๆ

พังฮาต เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี ทำจากโลหะทองเหลือง มีลักษณะคล้ายฆ้องแต่ข้างหน้าแบนราบไม่นูนตรงกลางเหมือนฆ้อง ใช้ตีประกอบจังหวะในการรำของขบวนเซิ้งบั้งไฟในสมัยก่อน

   ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม


รัก สามัคคี รู้แพ้ รู้อภัย เป็นน้ำใจ เป็นวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดของคนในท้องถิ่น สืบต่อเนื่องกันมา ... 

งานบั้งไฟ ที่นั่นจะเห็นว่า ไม่ค่อยมีเรื่องทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น แม้ต่างคนต่างเต็มไปด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์


   

เซิ้งบั้งไฟ8 BUN BANGFAI YASOTHON THAILAND




 


User: ชุมแพ
โพสต์: 5547  ครั้ง
id Post 1021266
วันที่ Post : 06-06-2013 12:55


“พ่าง ๆๆๆ ...พ่าง”  เป็นเสียงที่เร้าใจ มากๆๆๆ

   ต่อด้วยเสียงร้องเป็นเพลงเซิ้ง  "เทลงมา ฝนเทลงมา ... ....

      

User: louis
โพสต์: 171  ครั้ง
id Post 1021700
วันที่ Post : 07-06-2013 09:32


แต่ที่เห็นข่าวเทศกาลบั้งไฟเป็นเทศกาลที่อันตรายมากมีคนเสียชีวิตทุกปี และเกิดไฟไหม้บ้านบ่อยครั้ง ก็ยัง!งง ว่ามีกฏกติกาในการประกอบบั้งไฟอย่างไรทั้งที่การประกอบวัตถุระเบิดเป็ยเรื่องที่ผิดกฏหมาย


User: ชุมแพ
โพสต์: 5547  ครั้ง
id Post 1022029
วันที่ Post : 07-06-2013 18:39


งานประเพณีท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จะเป็นฝ่ายรับผิดชอบในการจัด ในการอนุญาต รวมทั้งรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น นะครับ

เคยสอบถามในเรื่องนี้เช่นกันว่า ชุมชนมีความเจริญมากขึ้น บริเวณจุดบั้งไฟก็อยู่ไม่ไกลจากชุมชนมากนัก บั้งไฟไม่ไปตกใส่บ้านเรือนเหรอ .... ก็มี ... ฝ่ายเทศบาล ก็จะไปดำเนินการซ่อมแซม รวมถึงจ่าย "ค่าทำขวัญ" ให้ !!

   

User: JATI
โพสต์: 897  ครั้ง
id Post 1022605
วันที่ Post : 09-06-2013 18:23


แต่ที่เป็นข่าวแบบสุด ๆ คือ สนามบินของอุบล ฯ กำลังหาตัวผู้จุดบั้งไฟ ที่ไปรบกวนเรดาห์ของสนามบิน กรรมของกรรมการและประธาน ฯ ที่จัดได้หน้า แต่ต้องจ่ายในราคาที่แพง (คดีความ)
อันที่จริง ประเพณีสืบทอดกันมาดีอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้มีการพนัน (แอบมาตอนไหนไม่รู้ ลงพนันกันเป็นแสนๆ สมกับราคาบั้งไฟ) 
ปกติบั้งไฟจะจุดเพื่อให้ฝนตก ตามความเชื่อ แต่นี่จุดช่วงออกพรรษา ทอดกฐิน ลอยกระทง ปีใหม่ คงมิใช่เพื่อสืบสานประเพณีหรอก
แต่ที่ตายกันทุกปี ไม่จดจำไว้ในบทเรียนเลย 

User: bunbunbun
โพสต์: 154  ครั้ง
id Post 1022702
วันที่ Post : 10-06-2013 07:50


แล้วเวลาบั้งไฟตก  เช่น  บั้งไฟหมื่น  แสน  ล้าน  ส่วนใหญ่ตกห่างแค่ไหนค่ะ?  หรือมันไปแตกข้างบน?

User: ชุมแพ
โพสต์: 5547  ครั้ง
id Post 1022897
วันที่ Post : 10-06-2013 13:34


แล้วเวลาบั้งไฟตก  เช่น  บั้งไฟหมื่น  แสน  ล้าน  ส่วนใหญ่ตกห่างแค่ไหนค่ะ?  หรือมันไปแตกข้างบน?

  
 ฐานจุดบั้งไฟ ในปัจจุบัน มีการออกแบบที่ดี เป็นฐานเหล็ก เอียงทำมุมองศาที่พอเหมาะ เวลาจุดบั้งไฟ เมื่อขึ้นจากฐานจุด ก็จะไปตามแนวสูงตั้ง จนหมด "หมื้อ" ดินบั้งไฟ และก็จะตกตามแนวดิ่ง ไม่ห่างจากฐานจุดมากนัก พอสังเกตเห็นได้ ... ที่กรรมการจะสามารถกดหยุดนาฬิกาจับเวลาเมื่อบั้งไฟถึงพื้น  ...ไม่น่าจะเกิน 100 เมตร 

แต่ก็มีบ่อยครั้ง ที่บั้งไฟขึ้นสูง ลับก้อนเมฆ จนมองไม่เห็น และบางทีก็หายไปตามแรงลม !!

กรรมการ ก็จะระบุว่าบั้งไฟหาย (ตัดสิทธิ์ - ช่างบั้งไฟเก่งเกินไป .... 55555) .... และจึงต้องมีกรรมการจับเวลาหลายคน พร้อมกับอุปกรณ์กล้องส่องทางไกล !

  การรัดหางบั้งไฟกับฐานจุด ก็มีวิธี มีเทคนิค เพื่อให้ทิศทางของบั้งไฟ ขึ้นตามทิศทางได้

 
  ช่างทำบั้งไฟ จึงต้องอาศัยประสบการณ์ และความชำนาญที่มาก    

  ผมมีญาติคนหนึ่งที่ยโสธร เป็นช่างทำบั้งไฟ และเคยทำบั้งไฟจุดแข่งขันได้ที่ 1 .... พอเจอกัน ก็จะคุยกันในเรื่องของบั้งไฟ ... ซึ่งปัจจุบันมีวิวัฒนาการขึ้นมาก มีการประสาน แลกเปลี่ยนวิธี เทคนิคการทำ กับชาวญี่ปุ่นซึ่งเขาก็มีวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน ...

 
 น่าสนใจ ครับ .... ไม่ได้ไปชม ร่วมงานหลายปี .... ตั้งใจว่า พฤษภาคม ปีหน้าจะไป ...


  

แสงเดือนถามข่าวแสงดาวนำทาง




         
 



จัดทำโดย
สำนักคอมพิวเตอร์
 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช