แจ้งปัญหาการเข้าใช้กระดานสนทนาที่ mail Watcharet.kun@stou.ac.th

       การแก้ไขเรื่องโพสต์ข้อความไม่ได้สำหรับผู้ที่ใช้ IE10 <วิธีแก้เบื้องต้น>
      เพิ่มระบบเรียงลำดับกระทู้ที่ตอบล่าสุดไว้บนสุด
      ค้นหาข้อมูลจาก google credit by lukeAtMe

พรบ คอมพิวเตอร์ คลิ๊ก เพื่ออ่าน

 
  ค้นหาด้วย google       
สวัสดีคุณกำลังอยู่ใน Webboard Stou     ค้นหาข้อมูลกระดานสนทนา
หน้ากระทู้รวม
กลับหน้ากระดานสนทนา .::นิติศาสตร์ ::.
ใครมีสิทธิดีกว่ากัน
  ผู้ตั้งคำถาม : baz bad วันที่ Post : 11-06-2013 18:14  จำนวน Post: 669 ครั้ง

User: baz bad
โพสต์: 669  ครั้ง
id Post 1023482
วันที่ Post : 11-06-2013 18:14


รบกวนสรุปให้หน่อยว่าตกลงแล้ว ผู้มีชื่ิอใน นส. 3 หรือ นส3 ก. กับ ผู้ที่ครอบครองตามความเป็นจริง ใครมีสิทธิดีกว่ากัน ขอบคุณค่ะ

User: ซังกาบ๊วย
โพสต์: 516  ครั้ง
id Post 1023486
วันที่ Post : 11-06-2013 18:19


แล้ว ผู้ที่ครอบครองตามความเป็นจริง กี่ปีล่ะ  ถ้า 1 วัน ผู้มีชื่ิอใน นส. 3 หรือ นส3 ก. มีสิทธิดีกว่า......อืม  ตอบเข้าท่าไหม

User: baz bad
โพสต์: 669  ครั้ง
id Post 1023490
วันที่ Post : 11-06-2013 18:23


เข้าครอบครองและทำประโยชน์แล้ว คืออาจารย์สองท่านสอนไม่เหมือนกัน หรือว่าควรยึดตามฎีกาที่ใหม่สุด (แต่ไม่ได้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่)

User: ซังกาบ๊วย
โพสต์: 516  ครั้ง
id Post 1023493
วันที่ Post : 11-06-2013 18:27


1.มีผู้ครอบครองอยู่แล้ว  แต่มีผู้อื่นขอ นส3

2.มีผู้ถือนส3 อยู่แล้ว  แต่มีผู้อื่นเข้าแย่งการครอบครอง

มันเป็นจังได๋ โซยข้อยเน่  เว้าบ่เถิก


User: หวานๆๆๆๆ
โพสต์: 15  ครั้ง
id Post 1023494
วันที่ Post : 11-06-2013 18:29



User: yoyuny
โพสต์: 258  ครั้ง
id Post 1023504
วันที่ Post : 11-06-2013 18:51


    ประธาน ดูฏีกาไหนง่า... ตามแนวเก่าก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขประมวลกฏหมายที่ดิน มาตรา 4 ทวินับตั้งแต่วันที่4 มีนาคม 2515 นั่นถือตามความเดิม ที่มีฏีกาออกมาตามแนวเดิม 1976/2520 ซึ่งเป็นฏีกาหลังจากออก พรบ แก้ไข 5ปี 
     แต่หลังจากนั้นฏีกาใหม่ๆก็เปลี่ยนไปแล้ว ..ซึ่งผมว่าน่าจะยึดตามแนวนี้... 3565/2538......2512/2549......ซึ่งเป็นบรรทัดฐานที่แสดงว่าผู้มีชื่อใน นส 3 หรือ นส 3 ก ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามมาตา 1373  และผลจากข้อสันนิษฐษนนี้ทำให้ผู้มีชื่อเป็นผู็ครอบครองใน นส 3 นส-3ก ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผุ้มีสิทธิดีกว่าผู็ที่ครอบครองตามความเป็นจริง 

   ...ถ้าเป็นผมก็ยึดตามแนวฏีกาใหม่.......แล้วไหนๆ ประํธานว่า อจ สอนไม่เหมือนกัน ขอดูหน่อยๆ จะได้ช่วยกันเทียบ ของผมนี้บรรยายเน ของท่านอาจารย์ กนก อินทรัมพรรย์ ท่านกล่าวชัดว่า ตามแนวใหม่สองฏีกาที่ยกมา 

    

User: ดาวดำ
โพสต์: 83  ครั้ง
id Post 1023522
วันที่ Post : 11-06-2013 19:18


ที่ดินตาม  นส.3 
สามารถแย่งการครอบครองได้โดยแย่งการครอบครองเพียง 1 ปี
ผู้มีชื่อใน นส.3 คือผู้ที่มีชื่อครอบครองทางทะเบียน เมื่อมีชื่อครอบครองทางทะเบียน
กม.สันนิฐานว่าเป็นผู้ครอบครอง   

เมื่อมีผู้ใดแย่งการครอบครอง เมื่อกม.สันนิฐานเป็นคุณแก่ผู้มีชื่อทางทะเบียน
ภาระการพิสูจน์ว่าได้แย่งการครอบครองแล้วจึงตกเป็นภาระพิสูจน์แก่ผู้ที่แย่งการครอบครอง
หากพิสูจน์ได้ก็ได้สิทธิไป    หากพิสูจน์ไม่ได้ผู้ที่มีชื่อทางทะเบียนจึงยังเป็นผู้ครอบครองอยู่
ตามที่กม.วางหลักไว้

User: baz bad
โพสต์: 669  ครั้ง
id Post 1023523
วันที่ Post : 11-06-2013 19:19


อาจารย์สมจิตร์ ท่านก็ยก ฎีกา 2512/2549 นี้ขึ้นมา แล้วก็บอกว่า อย่างไรก็ตามมีคำพพษ. ฎีกา 14737/2551 ซึ่งวินิจฉัยตรงกันข้าม รวมทั้ง ฎีกา 6436/2550 แต่ท่านก็ไม่ได้สรุปอะไรเพิ่มเติม

User: baz bad
โพสต์: 669  ครั้ง
id Post 1023525
วันที่ Post : 11-06-2013 19:19


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14737/2551 : โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด จำเลยที่ 1 จึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาททางทะเบียนเท่านั้น หาได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามความเป็นจริงไม่ แม้ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จะมีชื่อ อ. เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง แต่การที่ อ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่ ล. และได้มอบการครอบครองให้แก่ ล. ถือเป็นการสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ ล. ตั้งแต่ปี 2530 แล้ว อ. จึงหมดสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 และเมื่อ ล. ขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 เข้าไปไถและถมดินในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2536 จึงเป็นการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีเจตนาที่จะยึดถือเพื่อตน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ดังนั้น เมื่อ อ. หมดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ แม้การขายฝากระหว่างโจทก์ กับ อ. จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด

User: baz bad
โพสต์: 669  ครั้ง
id Post 1023528
วันที่ Post : 11-06-2013 19:21


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6436/2550 : จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์และส่งมอบการครอบครองให้แล้ว โดยไม่มีเจตนาที่จะทำสัญญาเป็นหนังสือจึงตกเป็นโมฆะ แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า การที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบการครอบครองเป็นการโอนการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 ที่ดินพิพาทจึงเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 2 เพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

User: baz bad
โพสต์: 669  ครั้ง
id Post 1023531
วันที่ Post : 11-06-2013 19:25


คือเราก็คงยึดตามฎีกาใหม่ล่าสุดนั่นแหละ แต่โดยส่วนตัว เราค่อนข้างเห็นด้วยกับคำอธิบายของอาจารย์อีกท่าน ซึ่งยึดตามฎีกาปี 49 คือเราสงสัยนะ ว่าในเมื่อมีป. ที่ดิน ม 4 ทวิ ซึ่งเป็น กม. เฉพาะ แล้ว ก็น่าจะให้ประโยชน์กับคนที่ทำถูกต้องมากกว่า คือ คนที่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน มีชื่อในทะเบียน น่าจะคุ้มครองคนนี้มากกว่าอ่ะ

User: ซังกาบ๊วย
โพสต์: 516  ครั้ง
id Post 1023535
วันที่ Post : 11-06-2013 19:27


ขึ้นกับข้อเท็จจริงด้วยนะ  ไม่งั้นตาสีตาสาก็เสร็จนายทุนหมดดิ 

User: yoyuny
โพสต์: 258  ครั้ง
id Post 1023536
วันที่ Post : 11-06-2013 19:28


    อือ....ยากแฮะ...ข้อนี้... ฏีกายังไม่นิ่ง มีฏีกาใหม่ๆออกมากลับหลัก ฏีกา 49 อีกเพียบเลย .....

User: baz bad
โพสต์: 669  ครั้ง
id Post 1023538
วันที่ Post : 11-06-2013 19:32


แต่ถ้ามองในแง่ ของหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน มันก็จริงตามฎีกาปี 51 อ่ะนะ ก็ในเมื่อขายแล้ว ส่งมอบให้คนอื่นไปแล้ว ก็ไม่มีสิทธิจะไปจดทะเบียนขายให้คนอื่นอีก โอเครตามนี้แล้วกันเนอะ 5555 ไปเล่นฮูล่าฮูปก่อนนะ ขอบคุณลูกพี่โย , คุณซังกาบ๊วย , คุณดาวดำ ที่เข้ามาตอบ ใครมีไรเพิ่มเติมก็แนะนำมาเลยนะคะ (ปล. ซังกาบ๊วย : แอร์เสียหรอ)

User: ดาวดำ
โพสต์: 83  ครั้ง
id Post 1023540
วันที่ Post : 11-06-2013 19:35


การยึดถือครอบครองหรือถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน  เห็นว่าหากไม่ปล่อยให้มีการแย่งการครอบครองกันแล้ว
ผู้ที่มีสิทธิในที่ดินไม่ทำประโยชน์ใดๆในที่ดินของตน ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า  ที่ดินก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ
จะทำให้ชาติเสียประโยชน์ไป 
จึงมีการออกกฎหมายให้สามารถแย่งการครอบครองกันได้

อ่านมาจากเหตุผลที่ให้มีการแย่งครอบครอง   (จำไม่ได้แน่ชัดว่าอ่านมาจากเล่มไหน)


User: yoyuny
โพสต์: 258  ครั้ง
id Post 1023544
วันที่ Post : 11-06-2013 19:37


  ลองแนวนี้ดูไหม.....แต่มันก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคำถามอยู่ดี ...ช่วงนี้ผมคิดอะไรไม่ออก...กินแต่ยาจนหัวชาหมดแล้ว....ขออาศัยอ่านด้วยคน...เงิ้บๆ

...ได้มาแบบไหนตาม มาตรา 1299

1.ถ้าเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรม(การซื้อขาย การให้ การแลกเปลี่ยน การตีใช้หนี้) ผู้ได้มาต้องปฏิบัติตามมาตรา 1299วรรคหนึ่ง กล่าวคือถ้าไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมไม่บริบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิบังคับกันได้อย่างบุคคลสิทธิ (ดู ฎ.6436/2550,4001/254800,7149/2538)เข้าหลักสากลที่ว่า "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน"

2.ถ้าเป็นการได้มาโดยทางอื่นที่มิใช่ทางนิติกรรม(โดยผลของกฎหมาย โดยมรดก โดยคำพิพากษาของศาล)ผู้ได้มาต้องปฏิบัติตามมาตรา1299วรรคสองกล่าวคือถ้ายังไม่จดทะเบียน ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้และจะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกที่รับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยสุจริตไม่ได้(ดู ฎ.675/2550 ,2512/2549 )


User: baz bad
โพสต์: 669  ครั้ง
id Post 1023549
วันที่ Post : 11-06-2013 19:43


คุณดาวดำ : คืออันนี้ไม่ใช่เรื่องแย่งการครอบครองอ่ะค่ะ เป็นเรื่องที่ เจ้าของที่ดินขายที่ดินโดยการส่งมอบไปแล้ว คนซื้อก็เข้าทำประโยชน์แล้ว ทีนี้เจ้าของเดิมซึ่งยังมีชื่อในทะเบียนอยู่ ยังเอาไปจดทะเบียนขายให้คนอื่นอีก เลยต้องเถียงกันว่าระหว่างผู้ครอบครองตามจริง กับ ผู้ที่จดทะเบียนรับโอนมา ใครมีสิทธิดีกว่ากันอ่ะค่ะ

User: baz bad
โพสต์: 669  ครั้ง
id Post 1023552
วันที่ Post : 11-06-2013 19:48


โย : ตามที่โยบอก ฎีกาปี 49 ตีเข้า 1299 วรรคสอง เลยทำให้ผู้มีชื่อในทะเบียน ที่ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน สุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต มีสิทธิดีกว่า แต่เหมือนมันยังไม่ได้สรุปออกมาแบบเป็นหลักการแน่นอนว่า การได้มาโดยการส่งมอบการครอบครองเป็น 1299 วรรคสอง อ่ะ (คราวนี้ไปแระจริงๆ อีกชั่วโมงจะมาใหม่)

User: ดาวดำ
โพสต์: 83  ครั้ง
id Post 1023554
วันที่ Post : 11-06-2013 19:49


การตกลงซื้อขายโดยไม่ไปเปลี่ยนชื่อทางทะเบียน   แสดงว่าไม่ได้จดทะเบียนการซื้อขายกับเจ้าพนักงานที่ดิน
การซื้อขายเป็นโมฆะ    จึงต้องนำเรื่องการแย่งการครอบครองมาใช้ครับ

User: ดาวดำ
โพสต์: 83  ครั้ง
id Post 1023558
วันที่ Post : 11-06-2013 19:56


แต่ฎีกา ที่ 14737/2551 ข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่าได้ส่งมอบที่ดินแล้ว จึงเป็นกรณีเจตนาสละการครอบครองครับ


User: yoyuny
โพสต์: 258  ครั้ง
id Post 1023559
วันที่ Post : 11-06-2013 19:56


ลองอ่านหมายเหตุท้ายฏีกา  6436/2550 ที่ประธานยกมาประกอบ ที่ย่อหน้าสุดท้ายเลยนะ  เดี๋ยวพรุ่งนี้ดึกๆจะมาขออ่านบทสรุปด้วยคนนาง้าฟฟ...... เงิ้บๆ

คำพิพากษาข้างต้นมีผู้เขียนหมายเหตุไว้ด้วย ลองอ่านดูนะครับ อาจจะยาวหน่อย

หมายเหตุ

คำพิพากษาศาลฎีกาหลายเรื่องอาศัยหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนในการวินิจฉัยคดี โดยกล่าวถึง "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" หรือ "หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 485/2472438/24951346/2506683/25071918-1926/2511472/25132324/2516290/2520,1673/25231623/25254731/25332380/25356544/25375161/25397007/25406567/25418661/25441820/25457393/2550 การนำหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนมาใช้ในกฎหมายไทยเป็นการใช้กฎหมายประเภทใด เนื่องจากการใช้กฎหมายนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ให้ใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายตามตัวอักษรหรือกฎหมายลายลักษณ์อักษรก่อน เมื่อไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่จะยกมาปรับคดีให้วินิจฉัยคดีตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้นให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีบทกฎหมายที่จะเทียบเคียงได้ ก็ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป

 

ข้อเท็จจริงในคดีที่มีการอ้างหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนส่วนมากจะเป็นกรณีที่ผู้โอนไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่โอน เป็นเหตุให้ผู้รับโอนไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น แต่ศาลฎีกาไม่ได้อ้างอิงว่านำหลักดังกล่าวมาจากบทบัญญัติของกฎหมายมาตราใดโดยเฉพาะ ในขณะที่คำพิพากษาศาลฎีกาบางเรื่องกล่าวไว้ชัดเจนว่าหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนเป็น "หลักกฎหมายทั่วไป" เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1346/2506472/25137007/25405640/2541 ทำให้เข้าใจว่าหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนไม่มีบัญญัติเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรในระบบกฎหมายไทย และจะนำมาใช้วินิจฉัยคดีได้ในฐานะที่เป็นหลักกฎหมายทั่วไป (General principles of law)

 

มีความเห็น 2 ประการเกี่ยวกับความหมายของ "หลักกฎหมายทั่วไป" ความเห็นแรกถือว่าสุภาษิตกฎหมายที่เขียนเป็นภาษาละตินเป็นหลักกฎหมายทั่วไป เช่น สุภาษิตที่ว่า ผู้ซื้อต้องระวัง (Caveat emptor), ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน (Nemo dat quod non habet) ความเห็นที่สองถือว่าหลักกฎหมายทั่งไปได้แก่หลักกฎหมายที่ผู้ร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นำมาใช้ในการร่างประมวลกฎหมาย เมื่อนำบทมาตราต่าง ๆ หลาย ๆ มาตราที่บัญญัติสำหรับข้อเท็จจริงที่คล้ายคลึงกันมาพิจารณา ก็จะพบหลักกฎหมายทั่วไปที่ผู้ร่างนำมาใช้ เช่น หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน (หยุด แสงอุทัยความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไปกรุงเทพมหานคร : หจก.ยงพลเทรดดิ้ง2545หน้า 135) ลำพังสุภาษิตกฎหมายละตินไม่ใช่หลักกฎหมายทั่วไปที่จะยกขึ้นมาปรับแก่คดีในฐานะนั้น เว้นแต่ศาลจะค้นพบ "หลักกฎหมายทั่วไป" ของไทยว่ามีข้อความตรงกับสุภาษิตกฎหมายละตินจากกฎหมายไทยทั้งหลาย โดยที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ร่างขึ้นจากประมวลกฎหมายต่างประเทศ ซึ่งตัดตอนมาจากกฎหมายโรมัน สุภาษิตกฎหมายละตินจึงเป็นเครื่องมือทางอ้อมที่จะช่วยให้ศาลพบ "หลักกฎหมายทั่วไป" ของไทยได้เร็วขึ้น (หยุด แสงอุทัยช่องว่างแห่งกฎหมายบทบัณฑิตย์ เล่ม 10 ตอน 8 พฤษภาคม 2481) เมื่อพิจารณาความหมายของหลักกฎหมายทั่วไปตามความเห็นที่สองแล้ว จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บางมาตราร่างขึ้นตามหลักกฎหมายทั่วไป โดยในส่วนของหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนมีบัญญัติไว้ เช่น ในเรื่องการโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้โดยเฉพาะเจาะจง ถ้าลูกหนี้เพียงแต่ได้รับคำบอกกล่าวการโอน ลูกหนี้สามารถยกข้อต่อสู้ที่มีต่อผู้โอนก่อนเวลาที่ได้รับคำบอกกล่าวขึ้นต่อสู้ผู้รับโอนตามมาตรา 308 วรรคสอง หรือในกฎหมายลักษณะทรัพย์ การที่เจ้าของมีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนตามมาตรา 1336 ผู้รับโอนทรัพย์สินจากเจ้าของย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่โอน ในทางกลับกันถ้าผู้โอนทรัพย์สินไม่มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอน ผู้ที่มารับโอนทรัพย์สินจากบุคคลนั้นย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนในกรณีนี้จึงเป็นหลักเดียวกับสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนตามมาตรา 1336 นั่นเอง (วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ว่าด้วยทรัพย์สิน,กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เดือนตุลา25452545หน้า 241) การนำหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนมาปรับแก่ข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อผู้โอนไม่มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอน ผู้รับโอนย่อมไม่ได้สิทธิอะไรไป จึงเป็นการใช้มาตรา 1336 ซึ่งเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรอันเป็นบ่อเกิดของกฎหมายในลำดับแรกตามมาตรา 4 มิใช่ใช้ในฐานะที่เป็น "หลักกฎหมายทั่วไป"

 

หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนตามมาตรา 1336 มีข้อยกเว้นตามมาตรา 1299 วรรคสอง ซึ่งเป็นหลักคุ้มครองบุคคลภายนอกที่ได้อสังหาริมทรัพย์ไปทางทะเบียนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน สำหรับปัญหาว่ามาตรา 1299 วรรคสอง ใช้กับที่ดินมือเปล่าด้วยหรือไม่ เดิมเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2495 วินิจฉัยว่า การซื้อขายที่ดินมือเปล่าโดยทำหนังสือและจดทะเบียน ถ้าผู้ซื้อซื้อโดยสุจริตย่อมได้ทรัพยสิทธิในที่ดิน ผู้มีทรัพยสิทธิในที่ดินนั้นมาก่อนแต่มิได้จดทะเบียน จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้ซื้อโดยสุจริตไม่ได้ ต่อมามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1758/25133276/2533 และ 3194/2537 ตัดสินทำนองเดียวกันว่า ที่ดินที่มีเพียง น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก. ไม่อาจนำมาตรา 1299 วรรคสอง มาปรับใช้ได้ เพราะไม่ใช่หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ แต่ภายหลังได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 427/2538 และ 2512/2549 นำมาตรา 1299 วรรคสอง มาใช้กับที่ดิน น.ส.3 และ น.ส.3 ก. ด้วย ทั้งนี้บุคคลภายนอกจะต้องกล่าวอ้างไว้ในคำฟ้องหรือยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การโดยชัดแจ้งด้วยว่าตนรับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน มิฉะนั้นไม่มีประเด็นที่จะนำสืบให้ศาลวินิจฉัย และปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นอ้างเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/24853705/2535) คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากจำเลยที่ 1 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนขายให้จำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่ขายให้แก่จำเลยที่ 2 คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวโดยฟังว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และส่งมอบการครอบครองแล้วที่ดินพิพาทจึงเป็นของโจทก์ เมื่อไม่มีประเด็นให้ศาลวินิจฉัยตามมาตรา 1299 วรรคสอง ซึ่งเป็นข้อยกเว้น ก็ต้องเป็นไปตามหลักทั่วไปที่ว่าผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์จึงเป็นฝ่ายชนะคดี คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องนี้จึงไม่ขัดกับฎีกาที่ 427/2538 และ 2512/2549 ดังกล่าวมาข้างต้น

เผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล


User: Kongkawon
โพสต์: 74  ครั้ง
id Post 1023581
วันที่ Post : 11-06-2013 21:14


ส่งมอบใช้กับสังหา นะจ๊ะ ดาวแดง เอ๊ย? ดาวดำ

User: Kongkawon
โพสต์: 74  ครั้ง
id Post 1023584
วันที่ Post : 11-06-2013 21:25


ผู้มีชื่อในทะเบียน มีสิทธิดีที่สุด กรณีมีหนังสือสิทธิ์เป็นทะเบียน  ส่วนหนังสือประเภทอนุญาตให้เข้าทำกิน ถ้าถูกแย่งการครอบครองต้องฟ้องภายใน 1 ปี ไม่งั้นเสียสิทธิ์และที่ดินที่มีทะเบียน จะเสียสิทธิ์ ต่อเมื่อผู้แย่งการครอบครองได้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยสงบและเปิดเผยเกิน 10 ปี นะจร้าาาาาา

User: baz bad
โพสต์: 669  ครั้ง
id Post 1023596
วันที่ Post : 11-06-2013 21:56


แหะๆ รู้สึกเหมือนกระทู้จะเริ่มออกทะเล แต่ที่โยยกมาดีมากเลยนะ เป็นอีกมุมนึง (คืองงเพิ่มขึ้นอีกมุมนึง 5555) เราว่าคงเป็นเรื่องของการต่อสู้คดีจริงๆ จำเลยไม่ได้ยกเรื่องสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต เลยไม่มีประเด็น 1299 วรรค2 ก็จบ มันช่างลึกซึ้งจริงๆ

User: นาปี
โพสต์: 54  ครั้ง
id Post 1023685
วันที่ Post : 12-06-2013 10:18


อ่านแล้วก้อปวดหัวเนอะ ส่วนการครอบครองก้อจะมี  ครอบครองแทน   ครอบคองเพื่อตน อีก สำหรับตัวเองรู้สึกว่าตั้งแต่เริ่มเรียน  กม. ผมขาวเยอะขึ้นมาก   (ไม่อยากบอกว่าแก่แล้ว) สวัดดีค่ะทุกท่าน   แวะมาดูผลสอบค่ะ


User: ดาวดำ
โพสต์: 83  ครั้ง
id Post 1023728
วันที่ Post : 12-06-2013 11:27


เรียนคุณ  Kongkawon

คงไม่เคยอ่านเจอคำว่า ส่งมอบการครอบครองใช่ไหมครับ

ในกะทู้ไมใช่ข้อสอบ คงไม่ต้องถูกต้องทุกพยางค์มั๊งครับ








 


User: ดาวดำ
โพสต์: 83  ครั้ง
id Post 1023766
วันที่ Post : 12-06-2013 12:25


เรียนคุณ  baz bad  คุณถามว่า...

รบกวนสรุปให้หน่อยว่าตกลงแล้ว ผู้มีชื่ิอใน นส. 3 หรือ นส3 ก. กับ ผู้ที่ครอบครองตามความเป็นจริง ใครมีสิทธิดีกว่ากัน ขอบคุณค่ะ

คำถามนี้ก็ต้องดูว่าผู้ที่ครอบครองได้สิทธครอบครองแล้วหรือยัง ถ้าครอบครองจนได้สิทธิแล้ว ผู้ที่ครอบครองที่แท้จริงมีสิทธิดีกว่า

แต่ผมคิดว่าที่คุณสงสัยคือ   มาตรา 1299 วรรคสอง

ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว

ว่าทำไมบางฎีกา บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว มีสิทธิดีกว่า และบางฏีกาผู้ที่ครอบครองมีสิทธิดีกว่า 

ศาลฏีกามองอย่างนี้ครับ   ที่ดิน นส.3 นส.3ก  ผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นเพียงผู้มีชื่อทางทะเบียนว่าได้ครอบครองที่แปลงนั้นอยู่  ส่วนใครเป็นผู้ครอบครองที่แท้ตริงต้องดูจากข้อเท็จจริงเป็นหลัก การมีชื่อทางทะเบียน กม.สันนิษฐานว่าเป็นผู้ครอบครอง  การที่จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงการครอบครองที่แท้จริง เป็นเพียงเปลี่ยนชือทางทะเบียนเท่านั้น  เมื่อการครอบครองต้องดูที่ข้อเท็จจริงว่าผู้ใดเป็นผู้ครอบครอง สิทธิที่มีชื่อทางทะเบียนจึงนำมาใช้กับการครอบครองที่แท้จริงไม่ได้ ซึ่งจะแตกต่างจากที่ดินซึ่งมีโฉนด ซึ่งแสดงถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน   สิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนในมาตรา 1299 วรรคสอง จึงนำมาใช้กับการครอบครองที่ดินที่มีเพียงเอกสารแสดงการครอบครองไม่ได้



User: ซังกาบ๊วย
โพสต์: 516  ครั้ง
id Post 1023858
วันที่ Post : 12-06-2013 14:47


(ปล. ซังกาบ๊วย : แอร์เสียหรอ)

แอร์ดีแต่ถูกตัดไฟ

 

มาตรา ๑๒๙๙  ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่

 

การได้ครอบครองที่ นส3ก  โดยนิติกรรม(ซื้อแบบนัดไปจดทะเบียนวันหลังแน่นอน = รับโอนสิทธิจากผู้ครอบครองเดิม  รับการให้ ฯลฯ)  ไม่บริบูรณ์ (เป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอน  บุคคลภายนอกไม่เกี่ยว)  เว้นแต่นิติกรรมนั้นทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองกับพนักงานเจ้าหน้าที่ 

 

 

ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว

 

การได้ครอบครองที่ นส3ก  โดยทางอื่น(ซื้อแบบไม่มีวันนัดจดทะเบียน(สัญญาโมฆะ)=ครอบครองต่อจากผู้ครอบครองเดิมที่แสดงเจตนาสละการครอบครองไม่ได้เป็นผู้รับโอนสิทธิครอบครอง หรือ  แย่งการครอบครอง   ฯลฯ) จึงกลายเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกนิติกรรม   เมื่อครอบครองครบตามเวลาสำเร็จต้องไปจดทะเบียน  จะทำให้ไม่มีใครไปจดทะเบียนก่อนเรา  จึงจะได้รับความคุ้มครองตามกฏหมาย   สามารถยกต่อสู้บุคคลภายนอกได้ และจะมีสิทธิดีกว่าบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต  เพราะบุคคลภายนอกจะไปจดทะเบียนซ้อนกับเราไม่ได้  ทำให้องค์ประกอบเรื่องจดทะเบียนของบุคคลภายนอกขาดไปสู้เราไม่ได้  ฮิ  ฮิ  นอกจากนี้ต้องดูว่าบุคคลภายนอกสุจริต+เสียค่าตอบแทนหรือไม่ด้วย

 

 

เจ้าของที่ดินขายที่ดินโดยการส่งมอบไปแล้ว คนซื้อก็เข้าทำประโยชน์แล้ว ทีนี้เจ้าของเดิมซึ่งยังมีชื่อในทะเบียนอยู่ ยังเอาไปจดทะเบียนขายให้คนอื่นอีก เลยต้องเถียงกันว่าระหว่างผู้ครอบครองตามจริง กับ ผู้ที่จดทะเบียนรับโอนมา ใครมีสิทธิดีกว่ากันอ่ะค่ะ

 

การขายที่ดินโดยการส่งมอบ  ไม่ได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนกับเจ้าหน้าที่  สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะ  เท่ากับว่าผู้ซื้อเข้าครอบครองต่อจากผู้ขายในลักษณะเจ้าของเดิม(ผู้ขาย)สละการครอบครอง  แล้วผู้ซื้อวอล์คเข้าไปครอบครองเฉยๆไม่ได้รับโอนสิทธิใดๆตามกฏหมายจากผู้ขาย   จึงต้องมีสิทธิน้อยกว่าบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยซื้ออย่างถูกต้อง(ได้รับโอนสิทธิจากผู้ขายผู้ครอบครองเดิมตามกฏหมาย)แล้วจดทะเบียนเรียบร้อย  ตาม วรรค2  และไม่มีข้อเท็จจริงว่าบุคคลภายนอกไม่สุจริต   ส่วนผู้ซื้อคนแรกกับผู้ขายจะไปฟ้องร้องกันก็อีกเรื่องของเขา  บุคคลภายนอกไม่เกี่ยว

 

ช่วยเดาคนละไม้คนละมือ  ถ้าผิดก็ตัวใครตัวมัน


User: baz bad
โพสต์: 669  ครั้ง
id Post 1024057
วันที่ Post : 12-06-2013 20:34


คุณดาวดำ , ซังกาบ๊วย ขอบคุณมาก วันนี้เรายุ่ง ยังไม่ได้อ่านละเอียดเลย ดึกๆคงได้อ่าน ขอบคุณค่ะ

User: nayooho
โพสต์: 44  ครั้ง
id Post 1024592
วันที่ Post : 14-06-2013 09:11


นส 3 ทางกฎหมายเรียกว่าเป็นที่ดินมือเปล่า ผู้ครอบครองเรียกว่าเจ้าของไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ
ครอบครอง 1 ปีได้สิทธิครอบครอง  การแย่งการครอบครองหลักเดียวกันกับแย่งกรรมสิทธิกรณีเป็นโฉนด คือ เปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของ 1 ปี ก็ได้สิทธิครอบครองแล้ว

ส่งมอบการครอบครองถึงจะใช้กับสังหาก็จริงแต่ที่ดินมือเปล่าก็ใช้ได้โดยการเข้าครอบครอง=ส่งมอบแล้ว ส่งมอบการครอบครองมีผลนับตั้งแต่ส่งมอบ แม้ไม่ได้โอนทางทะเบียน

กรณีมีข้อโต้แย้งที่ดินมือเปล่า ไม่มีเอกสารการถือครอง ผู้ใดครอบครองให้สันนิฐานว่่าเป็นเจ้าของ

User: baz bad
โพสต์: 669  ครั้ง
id Post 1025282
วันที่ Post : 14-06-2013 22:53


สิทธิครอบครองมีอยู่ในขณะที่ครอบครอง หากมีเจตนายึดถือเพื่อตนแล้ว ก็ได้สิทธิครอบครองเลย ไม่ต้องรอให้ครบ 1 ปีก่อน

User: ดาวดำ
โพสต์: 83  ครั้ง
id Post 1025303
วันที่ Post : 15-06-2013 00:03


การครอบครอง จะนับจากวันที่ได้ครอบครอง   แต่การครอบครองจนได้สิทธิการครอบครองต่างกันนะครับ


User: ดาวดำ
โพสต์: 83  ครั้ง
id Post 1025305
วันที่ Post : 15-06-2013 00:09


อยากช่วย  อยากทำให้เพื่อนมสธ. ประสบความสำเร็จ   แต่จากการงานและหลายๆอย่างเหนื่อยและ คงพอและ


User: baz bad
โพสต์: 669  ครั้ง
id Post 1025574
วันที่ Post : 16-06-2013 11:47


ขอบคุณค่ะคุณดาวดำ


จัดทำโดย
สำนักคอมพิวเตอร์
 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช