แจ้งปัญหาการเข้าใช้กระดานสนทนาที่ mail Watcharet.kun@stou.ac.th

       การแก้ไขเรื่องโพสต์ข้อความไม่ได้สำหรับผู้ที่ใช้ IE10 <วิธีแก้เบื้องต้น>
      เพิ่มระบบเรียงลำดับกระทู้ที่ตอบล่าสุดไว้บนสุด
      ค้นหาข้อมูลจาก google credit by lukeAtMe

พรบ คอมพิวเตอร์ คลิ๊ก เพื่ออ่าน

 
  ค้นหาด้วย google       
สวัสดีคุณกำลังอยู่ใน Webboard Stou     ค้นหาข้อมูลกระดานสนทนา
หน้ากระทู้รวม
กลับหน้ากระดานสนทนา .::รัฐศาสตร์ ::.
บทความดี ๆ มาให้ทบทวนครับ แนวคิดของ ฌอง ฌาค รุสโซ
  ผู้ตั้งคำถาม : คมน์ วันที่ Post : 21-06-2013 18:53  จำนวน Post: 27 ครั้ง

User: คมน์
โพสต์: 27  ครั้ง
id Post 1027966
วันที่ Post : 21-06-2013 18:53


แนวคิดของ ฌอง ฌาค รุสโซ [Jean Jacques Rousseau] กับบางเสี้ยวแห่งวิกฤตการเมืองไทย



ฌอง ฌาค รุสโซ [Jean Jacques Rousseau] นักเขียน นักทฤษฎีการเมือง นักประพันธ์เพลงที่ฝึกฝนด้วยตัวเอง แห่งยุคแสงสว่างและเป็นนักปรัชญาสังคมชาวสวิส เชื้อสายฝรั่งเศส ผู้มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติ ฝรั่งเศส [French Revolution] ใน คศ.1789 รุสโซ เกิดที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน2255 มารดาของเขาเสีย ชีวิตหลังจากคลอดเขาได้เพียง วัน บิดาเป็นช่างซ่อมนาฬิกาที่ไม่ประสบความสำเร็จ ตอนรุสโซ อายุ ขวบ พ่อของเขาได้ติดคุก เขาจึงต้องไปอาศัยอยู่กับลุง รุสโซหัดอ่านหนังสือมา ตั้งแต่เด็กและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ตอนรุสโซ อายุ 16 ปี ได้ออกจากเจนีวา เดินทางท่องเที่ยวและได้หางานทำไป เรื่อยๆ จนได้เป็นผู้ช่วยทูต ในปี พศ.2293

เขาได้ตีพิมพ์หนังสือ Discourse on the Arts and Sciences ซึ่งประสบความสำเร็จและสร้าง ชื่อเสียงให้แก่เขาเป็นอย่างมาก อีก 11 ปี ต่อมาก็ตีพิมพ์นิยายเรื่องแรกชื่อ Julie,ou la nouvelle Holoise [The New Heloise] จากนั้นก็ได้มีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอทั้งหนังสือวิชาการและนิยาย ผลงานที่มีชื่อเสียงได้แก่The Social Contract, or Principles of Political of political Right และ The Confessions of Jean-Jacques 

Rousseau รุสโซ เชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์เป็นคนดี แต่สังคมทำให้มนุษย์เป็นคนเลว แปดเปื้อน และมนุษย์ มีเสรีภาพตามธรรมชาติโดยไม่จำกัด แต่เมื่อมนุษย์มารวมกันเป็นสังคมจึงต้องมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพบางส่วนโดยการทำ “ สัญญาประชาคม “ [The social Contract] เพื่อไม่ให้เกิดการลิดรอนสิทธิ เสรีภาพของกันและกัน รุสโซ กล่าวว่า “ มนุษย์เกิดมาพร้อมเสรีภาพ แต่ทุกหนทุกแห่ง เขาต้องตกอยู่ในเครื่องพันธนาการ “ ความคิดของรุสโซ มีอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศส ในปี 2332 อย่างมาก และได้พัฒนาเป็นทฤษฎีสังคมนิยม [Socialist theory] และมีส่วนสำคัญ ของการพัฒนาการทางแนวคิด โรแมนติก [Romanticism]


แนวคิดโดยย่อ


-ปรัชญาของรุสโซ
รุสโซ สอนให้คนกลับไปหาธรรมชาติ [ Back to Nature ] เป็นการยกย่องคุณค่าของคนว่า
“ ธรรมชาติ ของคนดีอยู่แล้ว แต่สังคมทำให้เป็นคนเลว “ เขาบอก ว่า “ เหตุผลมีประโยชน์ แต่มิใช่คำตอบของชีวิต ดังนั้นเราจึงต้องพึ่งความรู้สึก สัญชาตญาณและอารมณ์ของเราเอง ให้มากกว่าเหตุผล 

-ทฤษฎีคนเถื่อนใจธรรม
รุสโซเชื่อว่ามนุษย์นั้นเป็นคนดีโดยธรรมชาติ หรือเป็นคนเถื่อนใจธรรม [Nobel Savage] เมื่ออยู่ในสภาวะธรรมชาติ [เป็นสภาวะเดียวกับสัตว์ อื่นๆและเป็นสภาพที่มนุษย์อยู่มาก่อนที่จะมีการสร้างอารยธรรมและสังคม] แต่กลับถูกทำให้แปดเปื้อนโดยสังคม เขามองสังคมว่าเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น และเชื่อว่าการพัฒนาของสังคม โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของการพึ่งพากันในสังคมนั้น เป็นสิ่งที่อันตรายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์
-ความเรียงชื่อ การบรรยายเกี่ยวกับศิลปะและวิทยาศาสตร์ พศ.2293 ได้รับรางวัลเมือง ได้อธิบายว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และศิลปะศาสตร์นั้น ไม่เป็นประโยชน์กับมนุษย์ เขาได้เสนอว่า พัฒนาการของความรู้ทำให้รัฐบาลมีอำนาจมากขึ้น และทำลายเสรีภาพของปัจเจกชนเขาสรุปว่า พัฒนาการเชิงวัตถุนั้นจะทำลายโอกาสของความเป็นเพื่อนที่จริงใจ โดยจะทำให้เกิดความอิจฉาความกลัว และความหวาดระแวงสงสัย

-การบรรยายว่าด้วยความไม่เสมอภาค
ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและการทำลายของมนุษย์ ตั้งแต่ในสมัยโบราณจนถึงสมัยใหม่ เขาเสนอว่ามนุษย์ ในยุคแรกสุดนั้น เป็นมนุษย์ครึ่งลิงและอยู่แยกกัน มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เนื่องจากมีความต้องการอย่าง อิสระ [Free will] และเป็นสิ่งที่แสวงหาความสมบุรณ์ แบบ เขายังได้กล่าวว่ามนุษย์ยุคบุกเบิกนี้มีความต้อง การพื้นฐาน ที่จะดูแลรักษาตนเอง และมีความรูสึกห่วงหาอาทร หรือความสงสาร เมื่อมนุษย์ถูกบังคับให้ต้องมีความสัมพันธ์กันมาก ขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร จึงได้เกิดการปรับเปลี่ยนทางด้านจิตวิทยา และได้เริ่มให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนอื่นๆ ว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการมีชีวิตที่ดีของตนเองรุสโซ ได้เรียกความรู้สึกใหม่นี้ว่า เป็น “ จุดเริ่มต้น ของการผลิบานของมนุษย์ 

สาระของแนวคิด

ที่รุสโซ กล่าวว่า “ มนุษย์เกิดมาเสรีแต่ทุกหนทุกแห่งอยู่ในพันธนาการ " เป็นการตกผลึกทางความคิดของรุสโซ ที่ได้ก่อตัวขึ้นก่อนหน้านี้ และงานเขียนชิ้นสำคัญของ รุสโซ ก่อน Social Contract คือ
Discourse on the Origin and the Foundations of Inequality Among Men หรือเรียกว่า The Second Discourse ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษา The Second Discourse ก่อน

The Second Discourse เป็นบทความที่ รุสโซ เขียนเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์ โดยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์และสัตว์ คือ มนุษย์ดำเนินชีวิตด้วยการเป็นผู้กระทำที่เสรี แต่สัตว์เลือกหรือปฏิเสธจากสัญชาตญาณ แต่มนุษย์กระทำด้วยเสรีภาพ เช่น การที่ธรรมชาติบังคับควบคุมสัตว์ทุกชนิด และสัตว์ ทั้งหลายต้องเชื่อฟัง มนุษย์เองรู้สึกถึงแรงกระตุ้นดังกล่าวเช่นกัน แต่มนุษย์ตระหนักดีว่า ตัวเขาเองนั้นมีเสรีภาพที่จะ นิ่งเฉยหรือต่อต้าน[ธรรมชาติ] และเหนือสิ่งอื่นใด ในจิตสำนึกแห่งเสรีภาพนี้ จิตวิญญาณของเขาได้แสดงออกมาซึ่งเป็นการกระทำของ จิตวิญญาณอันบริสุทธ์ นอกจากนี้ มนุษย์ยังมีความสามารถในการทำตัวเองให้สมบูรณ์ [The faculty of self-perfection] อันเป็นคุณสมบัติของความสามารถที่พัฒนาคุณสมบัติอื่นๆทั้งหมดอย่างเป็นผลสำเร็จด้วยเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย และได้นำมาซึ่งการเบ่งบานของปัญญาความรู้ และข้อผิด พลาด ความชั่ว และคุณธรรมความดีของเขา คุณสมบัตินี้เองที่ในระยะยาวจะทำให้เขาเป็นทรราชย์

คนป่า [Savage man] โดยธรรมชาติ ย่อมเริ่มต้นจากการกระทำแบบสัตว์แท้ๆซึ่งกระทำตาม
สัญชาตญาณแท้ๆ หรือชดเชยสัญชาตญาณที่เขาไม่มีด้วยคุณสมบัติที่ทดแทนกันได้ตั้งแต่แรก และจากนั้นก็ยกระดับให้อยู่เหนือธรรมชาติ การรับรู้และความรู้สึก คือสภาวะแรกของเขาซึ่งมีร่วมกับสัตว์ทั้งมวล
เจตจำนงมุ่งมั่นหรือไม่ ปรารถนาหรือกลัว ซึ่งก็คือการกระทำอย่างแรก และเหนืออื่นใดของจิตของเขา
จนกระทั่งเงื่อนไขใหม่ได้ก่อให้เกิดพัฒนาการใหม่ในตัวของมันเอง

การตีความสภาวะธรรมชาติของมนุษย์ รุสโซ จินตนาการสภาวะธรรมชาติ หรือสภาวะแรกเริ่มของมนุษย์ว่า มนุษย์อยู่กันอย่างอิสระจากกันและกัน ไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆระหว่างกัน มิได้ต้องพึ่งพากันและกันไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดๆที่มนุษย์จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน เพื่อการอยู่รอด มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตของตัวเอง ไปได้ สาเหตุที่มนุษย์สามารถใช้ชีวิตได้ดดยลำพังก็เพราะมนุษย์สามารถตอบสนองความ ต้องการของตัวเองได้ และสาเหตุที่มนุษย์สามารถใช้ชีวิตโดยลำพังก็เพราะความต้องการของมนุษย์ใน สภาวะแรกเริ่มนั้น มีไม่มากนักและไม่สลับซับซ้อน เพราะรุสโซเชื่อว่า ความต้องการของมนุษย์ในสภาวะแรกเริ่มจะจำกัดอยู่เพียงความต้องการทางชีวภาพเท่านั้น นอกจากนี้ยังเชื่ออีกว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช โดยดูจากลักษณะของฟันและอวัยวะร่างกายของมนุษย์ที่ไม่เอื้อในการล่าสัตว์ และไม่กินเนื้อสัตว์ ด้วยเหตุที่สภาพธรรมชาติของโลก ในระยะแรกเริ่ม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร ทำให้มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้โดยไม่ต้องมีปฏิ สัมพันธ์กัน เพราะรุสโซ เชื่อว่า เมื่อมนุษย์แต่ละคนสามารถตอบสนองความต้องการของตัว เองอย่างพอเพียงแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องไปปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม รุสโซ เชื่อว่าในสภาวะแรกเริ่ม หรือสภาวะธรรมชาติ ความต้องการทางเพศของมนุษย์ เกิดจากแรงขับทางชีวภาพ และมีระยะเวลาที่แน่นอน จำกัด ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวเมื่อมนุษย์ต่างเพศมาพบเจอ กันต่างก็จำต้องสนองตอบความต้องการทางเพศของกันและกัน เพียงพอแล้ว ต่างก็แยกย้ายจากกันไป ดำเนินชีวิตอย่างอิสระตามปกติเหมือนเดิมในสภาวะธรรมชาติต่อไป มิต้องอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวเมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์ไม่จำเป็นต้องสะสมอาหาร หรือของบริโภคใดๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเป็นเจ้าข้าวเจ้าของของ คู่นอนที่ได้มีเพศสัมพันธ์กัน เขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องหวงแหน ริษยา หรือมุ่งมั่นที่จะได้หรือรักษาคู่นอนของเขา หรือแย่งชิงคู่นอนของคนอื่นมาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว ด้วยเหตุนี้ ชีวิตมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติจึงเรียบง่าย ไม่มีความขัดแย้งต่อกัน แต่กระนั้น มนุษย์ก็ยังดำเนินชีวิตอันดิบเถื่อน ไร้อารยธรรมไม่แตกต่างจากสัตว์ รุสโซ ขนานนามว่า เป็น “ คนป่าผู้ทรงเกียรติ “ [noble savage] คือ เขาเป็นคนป่าเถื่อน ก็เนื่องจากเขาดำเนินชีวิตเยี่ยงสัตว์ นอนกับดิน กินกับทราย เขาเป็นผู้ทรงเกียรติ ก็เนื่องด้วยเขามีจิตใจดีบริสุทธ์ มิได้มีกิเลสตัณหา ไม่มีความต้องการอันไม่เคยพอ ไม่มีความอิจฉา ริษยา มุ่งร้ายต่อกัน ดังนั้น มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติจึง ดำเนินชีวิตเยี่ยง คนป่าผู้ทรงเกียรติ และเป็น เสรีชน ที่มีอิสรภาพและความเสมอภาคอย่างเต็มที่ในเงื่อนไข ที่เขาแต่ละคนมิได้มีปฏิสัมพันธ์ใดๆต่อกันและกัน
อิสรเสรีของมนุษย์ผู้หญิงในสภาวะธรรมชาติ

รุสโซ อธิบายไว้ว่าธรรมชาติได้สร้างมนุษย์เพศหญิงให้สามารถใช้ชีวิตอยู่รอดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ ต้องไปอาศัยมนุษย์ผู้ชาย อีกทั้งยังตั้งครรภ์ และคลอดบุตรได้เองโดยไม่ต้องพึ่งผู้ชายอีกด้วย ดังนั้น ผู้หญิงในสภาวะธรรมชาติมีความอดทนและมีความสามารถดูแลตัวเองได้โดยลำพัง หลังจากนั้นนางจะเลี้ยงดูบุตรไปอีกระยะหนึ่ง และจะดูแลเด็กอีกไม่นานเพราะเด็กสามารถดูแลตัวเองได้เร็วกว่าเด็กที่เติบโต มาจากสังคมที่เจริญแล้ว ในที่สุดเด็กก็จะจากแม่ไปเองมีชีวิตอิสระตามลำพังด้วยตัวเอง และแม้ว่าถ้ามีโอกาสได้พบเจอลูกผู้ให้กำเนิด นางก็ไม่สามารถจำกันแลกันได้ เป็นเหมือนคนแปลกหน้า
อารมณ์ความรู้สึกกับการกำเนิดชีวิตครอบครัว

รุสโซ เชื่อว่า การเกิดขึ้นของครอบครัวมนุษย์นั้น เป็นเรื่องของความบังเอิญ และอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลสำคัญอื่นใดแฝงไว้ โดยบรรยายไว้ว่า ในช่วงฤดูสืบพันธ์ของมนุษย์ อาจมีบางครั้งบางคราวที่มนุษย์ เพศชายและหญิงจำเป็นต้องอยู่ด้วยกันนานกว่าปกติ ทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกที่หวานชื่นที่สุดต่อ กันและกัน ทำให้ทั้งสองมีความรู้สึกว่า การอยู่ร่วมกันนั้น ให้ความอบอุ่นและความรู้สึกที่ดีที่ผูกพันกว่าการ ที่แยกจากกันไปเฉยๆ ดังนั้น เขาทั้งสองจึงเลือกที่จะอยู่ด้วยกันต่อไป จะเห็นได้ว่า ครอบครัวของมนุษย์

ในความคิดของรุสโซ นั้นเกิดจากความบังเอิญและเสรีภาพในการที่จะเลือกทำเช่นนั้น อันเป็นการกระทำที่เสรี ซึ่งได้เบี่ยงเบนไปจากธรรมชาติของมนุษย์ตามที่ได้เกิดมา คือ เขาทั้งสองนั้นมิได้มีอิสรเสรีสมบูรณ์เหมือนดังเดิม กลับมีความรู้สึกผูกพัน ต่อกันและกัน ซึ่งถือว่า เป็นบ่อเกิดแห่งพันธนาการของมนุษย์ซึ่งความผูกพัน ดังกล่าว ทำให้มนุษย์อ่อนแอลง เพราะมนุษย์มีห่วงใยกังวล ไม่สามารถตัดสินใจดำเนินชีวิตได้อย่างอิสระโดยลำพัง เหมือนเช่นเดิม เมื่ออิสรเสรีภาพของมนุษย์สุญหายลดทอนลง แต่เขาได้มาซึ่งความสุข ความอบอุ่น และความผูกพันทางอารมณ์และจิตใจ จากเริ่มต้นที่เป็น “มนุษย์เกิดมาเสรีแต่บัดนี้ เขาเริ่มเข้าสู่ พันธนาการ” จากการตัดสินใจโดยเสรีที่เลือกมาอยู่ร่วมกัน จึงได้เกิดการแบ่งงานกันทำอันเป็นผลมาจากพันธนาการ ของกันและกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์พัฒนาความเป็นอยู่ของตนมีเวลาคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ นับว่าเป็นก้าวแรกของการพัฒนาไปสู่การมีอารยธรรมของมนุษยชาติ จากสภาพคนป่าที่ดำเนินชีวิตเยี่ยงสัตว์ พัฒนาเป้นการอยู่กินเป็นครอบครัว แต่กระนั้น เค้าลางของการสูญเสียการเป็น ผู้ทรงเกียรติ” ก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งเกิดจากความหวงแหนคู่ของตน และอารมณ์ความรู้สึกทางจิตใจอื่นๆที่ตามมาเขาไม่ สามารถรู้สึกผูกพันคู่นอนเพียงเท่าที่เขาผูกพันกับผลไม้ที่เขากินได้อีกต่อ ไปได้แล้ว และอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวนี้ ที่รุสโซ เรียกว่า “ Sweetest Sentiment”


กำเนิดสังคม

รุสโซ อธิบายการกำเนิดสังคมว่า มีสาเหตุมาจากการเกิดและการขยายการปฏิสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวก็บังเกิดขึ้น รุสโซ ชี้ถึงปัจจัยสำคัญคือ พัฒนาการทางเศรษฐกิจ และความ รักแบบโรแมนติก เขาเน้นถึงบทบาทสำคัญของเศรษฐกิจที่มีต่อการก่อตัวของสังคมเมือง [civil –Society]ดังที่กล่าวไว้ว่า “คน แรกที่กั้นรั้วแผ่นดินคือผู้เริ่มสังคมเมืองที่แท้จริง” การคิดค้นการเกษตรกรรมที่นำไปสู่การสร้าง กฎ กติกา เพื่อความยุติธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก และในที่สุดแล้ว ด้วยการแนะนำของผู้มั่งคั่ง[the rich] ก็จะนำไปสู่ การสถาปนาการเมืองการปกครองขึ้นมา หมายความว่า การเกิดการปกครองขึ้นมานั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าปราศจาก เงื่อนไขของการเกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวในที่ดิน มาก่อนหน้า และแท้ที่จริงแล้ว พัฒนาการการเกษตรที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลพวงมาจากการเกิดครอบครัวก่อนหน้านี้ แต่กระนั้น ก็เสนอด้วยว่า “เศรษฐกิจการเกษตรในตัวของมันเอง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองพัฒนาการของความ ต้องการทางเพศ [erotic developments] เรื่อง เพศ [sexuality] คือสะพานนำไปสู่การเมือง โดยมีนัยของการเปลี่ยนแปลงเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศของมนุษย์เป็นปัจจัย เงื่อนไขที่จำเป็นอย่างยิ่งในการกำเนิดสังคมการเมือง รุสโซ อธิบาย ความขัดแย้ง ความไร้ระเบียบ [disorder] ที่อุบัติ ขึ้นเมื่อสังคมได้ถือกำเนิดไว้ดังนี้คือความขัดแย้งจะเกิดขึ้นเมื่อสภาวะของมนุษย์ในสังคมไม่เอื้ออำนวย หรือไม่เหมาะสมกับพวกเขา ความขัดแย้ง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมนุษย์มองมนุษย์ด้วยกันว่า เป็นศัตรูที่แข่งขันกับพวกเขา เพื่อความโดดเด่นหรือเพื่อความเหนือกว่า หรือเพื่อสิ่งที่พึงปรารถนา และสุดท้าย ความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ภายในปัจเจก-บุคคล เมื่อจิตใจของเขาตกอยู่ภายใต้พันธนาการของกิเลส ตัณหา อันไม่มีขีดจำกัด อารยธรรมหรือความเจริญก้าวหน้าของศิลปะวิทยาการนี้ ทำให้ศีลธรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์เสื่อมทรามลง เสียมากกว่าที่จะทำให้ดีขึ้น เมื่อมนุษย์ตกเป็นทาสของศิลปะวิทยาการ เสรีภาพที่เคยมีและเป็นแก่นแท้ ของความเป็นมนุษย์ก็ได้สูญหายไป
ด้วยเหตุนี้เองที่ รุสโซ ได้กล่าวขึ้นต้นใน The Social Contract ไว้ว่า “ มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งเขาอยู่ในพันธนาการ ใครที่คิดว่าตนเป็นนายคนอื่น ย่อมไม่วายจะกลับเป็นเสียทาสยิ่งกว่า" ความผันแปรเช่นนี้เกิด ขึ้นได้อย่างไรข้าพเจ้าไม่ทราบ อะไรเล่าที่จะพึงทำให้ความผันแปรนั้นกลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฏหมาย ข้อนี้ข้าพเจ้าคิดว่าจะตอบปัญหาได้เพราะในสภาวะสังคมมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิด ระเบียบเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่โดยไม่เหยียบหัว แย่งชิง หลอกลวง ทรยศ และทำลายซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่ มนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นสังคมเขาเสนอให้มีการสร้าง หรือการจัดระเบียบสังคมใหม่ขึ้นมา นั่นคือเราจะทำอย่างไรที่จะหารูปแบบของการอยู่ร่วมกันที่ สามารถปกป้องบุคคล และสิ่งที่พึงปรารถนาของสมาชิกแต่ละคนในสังคม โดยการร่วมพลังของทุกคน และเป็นรูปแบบการอยู่ร่วมกันที่ปัจเจกบุคคลแต่ละคน แม้ว่าจะรวมตัวเข้ากันกับคนอื่น แต่ก็มิได้ต้อง เชื่อฟังใคร นอกจากตัวเขาเอง และยังคงมีอิสรเสรีเหมือนแต่ก่อน คำตอบนั้นคือ “ สัญญาประชาคม “ [Social Contract ] คือ คำตอบสำหรับการหลุดจากสภาวะอันไม่อำนวยต่อการดำรงชีวิต ความเป็นมนุษย์ มาทำสัญญาร่วมกัน หมายถึง การยอมเสียเสรีภาพตามธรรมชาติที่ติดตัวมาแต่กำเนิดของ เขาเพื่อแลกกับเสรีภาพทางสังคมการเมือง รุสโซ กล่าวว่า แก่นของสัญญาประชาคม คือ การที่พวกเราแต่ละคนยอมสละตัวเอง และอำนาจหน้าที่ ที่เขามีอยู่ทั้งหมดให้กับส่วนรวม ภายใต้การนำสูงสุดของ“ เจตจำนงร่วม “ และในฐานะองค์รวม เราได้รวมสมาชิกทุกคนเข้าเป็นเนื้อเดียวกันในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่แบ่งแยกไม่ได้ อันประกอบด้วยจำนวนสมาชิกที่มีจำนวนเท่ากับผู้ออกเสียงในที่ประชุมซึ่งทำให้ องค์รวม ดังกล่าวมีชีวิต มีเจตจำนง มีตัวตน และมีเอกภาพ ของตัวเองขึ้นมา องค์รวมทางการเมืองหรือ บุคคลสาธารณะที่ก่อตัวขึ้นนี้ คือสังคมเมือง หรือสาธารณรัฐ และในสถานะที่เป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งเรียกว่า รัฐ แต่ถ้าอยู่ในสถานะ ผู้ถูกกระทำ เรียกว่า องค์อธิปัตย์ [the sovereign] และเมื่อมีการเปรียบเทียบระหว่างองค์อธิปัต ย์ด้วยกัน เราเรียกว่า อำนาจ [power] และสำหรับผู้ ที่เข้าร่วมอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ เรียกว่า“ ประชาชน “ และเรียกว่า “ พลเมือง ตราบเท่าที่พวกเขามีส่วนร่วมในอำนาจอธิปไตย และเรียกพวกเขาว่า“ ราษฎร “ ตราบ เท่าที่พวกเขาอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐ

รุสโซกับโลกปัจจุบัน

ในเรื่องมิติแห่งเวลา รุสโซ ไม่เชื่อว่า สังคมจะสามารถย้อนเวลากลับไปสู่สภาวะอันเปล่าเปลือยเหมือนเช่นตอนแรกเริ่มได้อีก และที่สำคัญ รุสโซ เชื่อในความสามารถในการพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ 


ดังนั้นเส้นทางประวัติศาสตร์ของ มนุษย์ย่อมต้องเดินหน้าต่อไปมากกว่าที่จะถอยหลัง มนุษย์และเจตจำนงเสรีในตัวเขาย่อมจะช่วยให้เขาก้าวเดินต่อไป และ รุสโซ เชื่อว่า มนุษย์สามารถคิดค้นและออกแบบสร้างสรรค์ “ เจตจำนงทั่วไป “ อันเป็นสิ่งประดิษฐ์ใน การสร้างระเบียบใหม่ให้กับสังคมที่ไร้ระเบียบ ที่มิได้เป็นผลผลิตของธรรมชาติที่มีระเบียบของมันเอง ที่ครั้งหนึ่งมนุษย์อาจเคยอยู่กับมันมานานแล้ว และไม่มีวันที่จะหวนกลับคืนไปได้ จะทำได้เพียงแค่จินตนาการ

แนวคิดที่สำคัญของรุสโซ

1.มนุษย์เกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ ถ้าไม่มีสรีภาพก็ไม่ใช่มนุษย์
2.ความชอบธรรมของผู้มีอำนาจ อำนาจย่อมไม่ก่อให้เกิดธรรม เว้นแต่ผู้ใช้อำนาจจะใช้อำนาจโดยความชอบธรรมเท่า นั้น ต้องใช้อำนาจด้วยความยุติธรรมถึงจะมีความชอบธรรม
3.การเป็นทาส ผู้ใดยอมรับความเป็นทาส ผู้นั้นเห็นว่าทาสไม่ใช่มนุษย์ เพราะทาสไม่มีเสรีภาพ แนวคิดนี้ของรุสโซ แตกต่างกับ โทมัส ฮ๊อบส์ กล่าวว่า สันติภาพ หรือความปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็น แต่รุสโซ กล่าวว่าสันติภาพ และความปลอดภัยอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอจะต้องมีเสรีภาพด้วย เหมือนในคุก มีสันติภาพแต่ไม่มีเสรึภาพ จึงไม่มีใครอยากอยู่ในคุก
4.สัญญาประชาคม รุสโซ เสนอให้ประชาชนทำสัญญาประชาคมร่วมกัน เรียกว่า สัญญาประชาคม [Social Contract] เพื่อสร้างประชาคมการเมืองขึ้น
5.ผู้ทรงอำนาจอธิปไตยของประชาชนที่ประชุมร่วมกันในฐานะ ผู้ทรงอำนาจอธิปไตยเพื่อทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย
6.ประชาชนทำหน้าที่เป็น พลเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
7.เจตจำนงทั่วไป ในฐานะผู้ทรงอำนาจอธิปไตย ประชาชนต้องบัญญัติกฎหมายให้ตอบสนอง เจตจำนงทั่วไป ของประชาชน
8.การเลือกผู้แทนราษฎร รุสโซ เห็นว่า การเลือกผู้แทนราษฎร คือจุดเริ่มต้นของอวสานแห่งเสรีภาพของเสรีชน รุสโซ เห็นว่า ประชาชนไม่ควรมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ใครทั้งสิ้น แนวคิดรุสโซ เป็นแนวคิดการปกครองแบบตรง ที่ประชาชนปกครองประเทศโดยตรง แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมี ประชากรเป็นจำนวนมาก และในลกปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยโดย ตัวแทน ทั้งหมด

ข้อความที่ว่า “ มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งอยู่ในพันธนาการ “ นั่นคือการตก ผลึกทางความคิด
รุสโซ ก่อนหน้างานเขียนชิ้นสำคัญ ก่อน “ Social Contract “ ก็คือ “ The Second Discourse “
จากเริ่มต้นที่ มนุษย์เกิดมาเสรี มีอิสรเสรีภาพ ภายใต้สภาวะธรรมชาติ ชีวิตมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติจึง
เรียบง่าย ไม่มีความขัดแย้ง แต่เมื่อมนุษย์ตัดสินใจโดยเสรี ไม่มีใครมาบังคับ และเลือกที่จะอยู่ร่วมกันเป็นคู่หลายๆ คู่ก็เป็นสังคมจนกลายเป็นรัฐ มีการแบ่งงานกันทำ อันเป็นผลมาจากการที่มี พันธนาการต่อกันและกัน ซึ่งเป้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ พัฒนาความเป็นอยู่ของตัวเอง มีเวลาสร้างสรรค์คสิ่งต่างๆ นั่นคือก้าวแรกของการ พัฒนาไปสู่การมีอารยธรรมของมนุษยชาติ นั่นเอง

แนวคิดที่นำมาประยุกต์ใช้หรือนำมาใช้ในการพัฒนาการเมืองการปกครอง ของไทย

ความจริงที่ว่า รุสโซ คือต้นแบบประชาธิปไตยในโลกปัจจุบัน ตามที่นักวิชาการ นักการเมืองบางท่าน ได้กล่าวอ้างขึ้นมาเพื่อรองรับความชอบธรรมทางการ เมืองของตนเอง การที่รัฐบาลซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศทำหน้าที่ในการบริหารราชการของประเทศนั้นย่อมมีอำนาจในการ ปกครองประเทศโดยสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลควรจะปล่อยให้ภาคประชาชนได้มีสิทธิเสรีภาพ ในการที่จะแสดงออกทางความคิดเห็นอย่างเสรี ที่จะเห็นด้วย สนับสนุน หรือต่อต้าน คัดค้าน การทำหน้าที่บริหารของรัฐบาล แต่ภาคประชาชน ต้องกระทำภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งได้มีบทบัญญัติไว้หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่มีแค่ บริหารบ้านเมือง ใช้งบประมาณแผ่นดิน และบังคับใช้กฎหมายเท่านั้นแต่ รัฐบาลจะต้องมีหน้าที่ส่งเสริม สนันสนุน เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นในทางการเมืองของ ภาคประชาชนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง พร้อมไปกับพรรคการเมือง ซึ่งมีหน้าที่ให้ความรู้ความเข้าใจทางด้านการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้วแต่รัฐบาลจะ ต้องคอยดูแล คอยกำกับ คอยปกกัน ภาคประชาชนไม่ให้ใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตที่กำหนด ไว้ภายใต้กฎหมายโดยไม่ให้ไปกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นหรือความ มั่นคงของประเทศ ตัวอย่างเช่น

กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 นับว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึง การใช้สิทธิเสรีภาพของภาคประชาชนที่เกินขอบเขต ถ้ารัฐบาลไม่ยอมตัดสินใจทำอะไรหรือมีมาตรการอะไรที่จะดำเนินการกับภาค ประชาชนที่ใช้สิทธิเสรีภาพ ที่เกินขอบเขตที่กำหนดไว้ภายใต้กฎหมาย เช่นนี้ ถือว่ารัฐบาลส่งเสริมให้มีการกระทำผิดกฎหมาย สังคม ประเทศชาติจะวุ่นวาย กระทบกระเทือนไปถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาค ทั้งๆที่เป็นเหตุการณ์ภายในประเทศไทย แต่การปิดสนามบินแห่งชาติ แห่ง ได้ส่งผลกระทบถึงประเทศอื่นในภุมิภาคอาเซี่ยน ในที่สุดรัฐบาลก็จะเสื่อมอำนาจ และหมดอำนาจไปในที่สุดเพราะบริหารประเทศต่อไปไม่ได้ ไม่มีคน คนเชื่อฟัง ทำตามคำสั่งของรัฐบาล ทำให้เกิด “ อนาธิปไตย “ ขึ้นได้
*ฉะนั้นการบริหารปกครองบ้านเมืองของรัฐบาล จำเป็นต้องมีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางส่วนเพื่อความสงบสุขของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ แต่ต้องทำอย่างเหมาะสมและเท่าที่จำเป็นจริงๆ หากรัฐบาลนิ่งเฉยปล่อยให้กลุ่มคนมีเสรีภาพมากจนเกินขอบเขตไป จนไม่สามารถควบคุมได้ อาจเป็นสาเหตุลุกลามใหญ่โต เกินแก้ไขได้ เกิดความวุ่นวายทุกหนแห่ง จนกลายเป็น เกิดการจลาจล และถึงขั้นกลายเป็น“ สงครามกลางเมือง “ อย่างแน่นอน

โดย ภัทรษมน รัตนางกูร

User: ชุมแพ
โพสต์: 4371  ครั้ง
id Post 1028044
วันที่ Post : 21-06-2013 23:42


ขอบคุณมาก นะครับ แนวคิด ทฤษฎี ทางการเมืองของปราชญ์แต่ละท่าน น่าอ่านเสมอ ... บนกระดานรัฐศาสตร์เรา อยากให้มีผู้ยกนำขึ้นมา เพื่อให้ได้อ่านศึกษากัน เพื่อทบทวนเพื่อเป็นแนวทางความคิดพื้นฐาน ... ขอบคุณอีกครั้ง นะครับ มีโอกาส เวลา นำเสนอ อีก นะครับ

User: wat h
โพสต์: 683  ครั้ง
id Post 1028058
วันที่ Post : 22-06-2013 02:51


พื้นสีดำอ่านเเล้วตาลายเลยครับ การใช้อำนาจเกินขอบเขตสามารถเป็นไปได้กับทุกฝ่าย

ทรราชย์ กับ ประชาธิปไตย เเละความชอบธรรม ปั่นรวมกันอยู่ในเครื่องปั่น

ที่เรียกว่า สังคมการเมืองเเบบไทยๆ จะเเยกน้ำเเยกากมันยาก เพราะไม่รู้ว่า อะไรเป็นกาก อะไรเป็นน้ำ



User: bunbunbun
โพสต์: 154  ครั้ง
id Post 1028586
วันที่ Post : 24-06-2013 08:32


ทุกครั้งที่กล่าวถึงแนวคิดทฤษฎีของรุสโซ   ดิฉันมักนึกถึงจอนห์ ล๊อกซ์ค่ะ...


User: bunbunbun
โพสต์: 154  ครั้ง
id Post 1028611
วันที่ Post : 24-06-2013 09:31


พี่ๆ เพื่อนๆ ลองนำแนวคิดของ 1) จอนห์ ล๊อค  2) รุสโซ  3) แม๊คเคียวเวลลี  4) มองเตสกิเออร์  และ 5) โธมัส ฮอบบ์  มาวิเคราะห์กับบริบทสังคมไทยขณะนี้... ก็ดีนะค่ะ.


User: Superordinate
โพสต์: 1236  ครั้ง
id Post 1028782
วันที่ Post : 24-06-2013 14:25


ผมมองว่า คนที่พอจะมีสาระ หรือมองเห็นแก่นแท้ของมนุษย์ ก็มี จัง จ๊าก รุสโซ่ กับจอน ล๊อค นี่แหล่ะ ที่ให้ความสำคัญ กับความต้องการขั้นพื้นฐาน โดย รุสโซ่ มีแนวคิด แบบสังคมนิยม คือ คนส่วนใหญ่ต้องการแบบไหน ก็เป็นแบบนั้น

แต่ ของ จอน ล๊อค จะเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยให้ค่า ความเป็นปัจเจก หรือเอกลักษณ์ของแต่ละคนมากขึ้น นำไปสู่ ระบอบเสรีนิยม แบบสมบูรณ์ ( แต่ จอน ล๊อค ก็ยังมีลักษณะของคอมมิวนิสต์ อยู่นะ คือเปิดโอกาสให้ประชาชนลุกฮือ สร้างความไร้ระเบียบได้ แท้จริงแล้ว สมัยนั้น จอน ล๊อค มีทิศทางความคิดพื้นฐาน คือ ต้องการโค่นกษัตริย์อังกฤษ เพราะถือผลประโยชน์แต่เพียงกลุ่มเ้ดียวหรือผู้เดียว ให้ลึกลงไป จอน ล๊อค ดูเหมือนว่า เขาจะทำงานให้นักการเมือง ด้วย เหมืิอนเอาสคลิปจากนักการเมืองฝ่ายซ้ายของอังกฤษมาเขียนตำรา ปรัชญา ) 

ส่วน แม๊คเคียววีลลี่ อันนี้ออกแนว อำนาจนิยมแบบกุศโลบาย คือ มองที่ความเชื่อขั้นพื้นฐานว่า มนุษย์ส่วนใหญ่เห็นอะไร และเชื่ออะไร เช่น เรื่องของพระเจ้า ( จริงๆแล้ว แม๊คเคียววีลลี่ ก็เป็นนักบวชด้วย ) จึงดึงเอาเรื่องผู้มีบารมีสูงสุด ในเชิง นามธรรม เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของมนุษย์ และการดำเนินชีวิต 

มองเตสกิเออร์ อันนี้ไม่น่าสนใจ เขาเพียงมองการเมือง แบบสายกลาง คือทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ( เผลอๆ จะออกฟาสซิสต์ ด้วย เพราะำอำนาจทั้ง 3 ส่วนแบ่งแยกไม่ได้จริง แต่เขาบอกว่า จริง ) 

โฮมัส ฮ๊อบ อันนี้ชัดเจนมาก ว่าเป็นอำนาจนิยมสุดขั้ว โดยการให้ค่าพื้่นฐาน ว่ามนุษย์ดำรงอยู่ได้ เพราะความกลัว กลัวทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเพียงเพิ่มความรุนแรงของอำนาจเข้าไปอีกนิด มนุษย์จะศิโรราบ จบ 

มองว่า ประเทศไทย น่าจะคล้ายกับ ของ โฮมัส ฮ๊อบ น่ะ แต่ประเทศไทยไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองแบบรัฐบาลทหาร จึงก่ำกึ่งระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย เรียกอีกคำว่า " ฟาสซิสต์ " เหมือน มองเตอกิเออ + ฮ๊อบ น่ะ 



จัดทำโดย
สำนักคอมพิวเตอร์
 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช