มุมสบายๆ โดย รศ.ดร.พรทิพย์ เกยุรานนท์
 

ปัญหาและข้อบกพร่องในการวิจัยที่พบ

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พรทิพย์ เกยุรานนท์

        จากประสบการณ์ในการทำวิจัย ประเมินผลงานวิจัยเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ และเป็นที่ปรึกษาในการทำวิจัยและวิทยานิพนธ์ของนักศึกษานั้น ได้พบปัญหาและข้อบกพร่องในการวิจัยที่ทำนั้น พอประมวลสรุปย่อๆ ได้ดังนี้
1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัยไม่ชัดเจน ส่วนมากมักจะกล่าวถึงภาพทั่วๆ ไปของเรื่องที่ทำวิจัย แต่ไม่ค่อยให้เหตุผลหรือข้อมูลสนับสนุนว่า ทำไมถึงทำเรื่องที่ทำวิจัย โดยเฉพาะทำไมถึงทำในสถานที่หรือพื้นที่นั้นๆ เช่น ศึกษาคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัด ก. แต่ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาไม่ได้กล่าวเลยว่าทำไมถึงทำเรื่องคุณภาพชีวิติการทำงานนี้ในจังหวัด ก. ไม่มีข้อมูลมาสนับสนุนที่ชัดเจน ฯลฯ และเหตุผลที่ทำไม่ชัดเจนอีกประการหนึ่งก็คือ จริงๆ แล้วเรื่องที่ทำไม่มีปัญหาในสถานที่/พื้นที่ที่ทำวิจัย แต่ผู้วิจัยสนใจเรื่องนั้น จึงทำวิจัย หรือสนใจวิธีการวิจัยรูปแบบที่ชอบ จึงทำวิจัย ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า ผู้วิจัยไม่มีขึ้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ทำในสถานที่นั้นๆ เพียงพอที่จะนำมากล่าวถึง จึงกล่าวถึงภาพรวมๆ ทั่วไปของเรื่องที่ทำวิจัยของที่อื่นมากกว่าในสถานที่/พื้นที่ที่ทำวิจัย
2. ชื่อเรื่องการวิจัยไม่ชัดเจน เช่น ชื่อเรื่องไม่สอดคล้องกับปัญหาการวิจัย และ/หรือวัตถุประสงค์การวิจัย  ชื่อเรื่องแคบและไม่ครอบคลุมวัตถุประสงค์การวิจัย ฯลฯ
3. วัตถุประสงค์การวิจัย สมมติฐานการวิจัยไม่สอดคล้องกัน หรือเขียนไม่ถูกต้อง เช่น วัตถุประสงค์เขียนไว้ว่า “เพื่อเปรียบเทียบความเครียดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตามกลุ่มอายุ” แต่สมมติฐานตั้งไว้ว่า “ความเครียดมีความสัมพันธ์กับอายุ” เป็นต้น
4. เขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับไม่ถูกต้อง มักจะนำเอาวัตถุประสงค์การวิจัยมาเขียน เช่น “ได้ทราบความเครียดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข” ฯลฯ ซึ่งเขียนไม่ถูกต้อง จริงๆ แล้วควรเขียนว่า ผลการวิจัยที่ได้นั้นจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร หรือเกิดประโยชน์อย่างไรมากกว่า  เช่น “ผลการวิจัยที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนลดความเครียด/ จัดการความเครียดของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใน... ฯลฯ
5. กรอบแนวคิดการวิจัยไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นผลมาจากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องไม่ดีพอ หรือทบทวนน้อย มักจะนำเอางานวิจัยของคนอื่นมาใช้โดยไม่ได้ศึกษาเรื่องนั้นดีพอ จึงทำให้กรอบแนวคิดและตัวแปรที่ศึกษาไม่ชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมในการทำวิจัย ที่ทำให้ผลการวิจัยที่ได้ไม่ชัดเจน หรือไม่เกิดประโยชน์ในการวิจัยอย่างแท้จริง
6. การทบทวนเอกสารและงานวิจัยไม่ดีพอ เกิดจากศึกษาเอกสารน้อย ไม่ลึกและไม่กว้างพอที่จะทำวิจัย ทำให้กรอบแนวคิด ตัวแปรที่ศึกษา และนิยามคำศัพท์ไม่ชัดเจน ตลอดจนส่งผลต่อการสร้างเครื่องมือการวิจัยด้วย ที่ทำให้ไม่มีคุณภาพ อีกส่วนหนึ่งใช้วิธีคัดลอกมาจากของคนอื่น ทำให้ไม่เข้าใจเรื่องที่ศึกษาดีพอ และส่งผลต่อปัญหาการโจรกรรมทางปัญญาและการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตามมาด้วย
7. การกำหนดประชากรและตัวอย่างไม่ถูกต้องตามหลักการวิจัย เช่น การกำหนดประชากรที่ศึกษาไม่เหมาะสมกับเรื่องที่ทำวิจัย การคำนวนขนาดตัวอย่างหรือวิธีเลือกตัวอย่างไม่ยึดหลักการเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร และมีความลำเอียงในการเลือกตัวอย่าง ฯลฯ
8. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยไม่มีคุณภาพ เช่น การนำเครื่องมือการวิจัยของคนอื่นมาใช้โดยไม่ได้คำนึงถึงบริบทของเรื่องที่ทำวิจัย หรือความเหมาะสมในการนำมาใช้  หรือไม่ได้มีการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือก่อนนำมาใช้ ฯลฯ
9. การเก็บข้อมูลไม่ถูกต้อง เช่น วิธีการเก็บไม่เหมาะสม เก็บข้อมูลได้ไม่ครบถ้วน สมบูรณ์ หรือมีความลำเอียงในการเก็บข้อมูล ฯลฯ
10. การวิเคราะห์ข้อมูลไม่ถูกต้องตามหลักการ เช่น ใช้สถิติในการวิเคราะห์ไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้อง หรือไม่เป็นไปตามข้อตกลงของการใช้สถิติชนิดนั้น เช่น ข้อมูลมีความเบ้ ไม่แจกแจงแบบปกติ แต่จะทดสอบความแตกต่างของประชากรสองกลุ่มที่มีความเป็นอิสระต่อกันโดยใช้ t-test ซึ่ง ข้อตกลงเบื้องต้นของสถิติ t-test นั้น ข้อมูลต้องมีการแจกแจงแบบปกติ ควรไปใช้สถิตินอนพาราเมตริกแทน หรือต้องการทดสอบหาความสัมพันธ์ โดยต้องใช้สถิติ Correlation แต่กลับใช้สถิติ t-test ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการทางสถิติ ฯลฯ
11. การนำเสนอข้อมูลหรือผลการวิจัยไม่เหมาะสม เช่น ใช้ตาราง กราฟ หรือแผนภูมิในการนำเสนอไม่เหมาะสมกับผลการวิจัยที่ต้องการนำเสนอ หรือควรนำเสนอผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์หรือสมมติฐานการวิจัย แต่นำเสนอไม่ครอบคลุมวัตถุประสงค์หรือสมมติฐานการวิจัย หรือไม่ตรงตามวัตถุประสงค์การวิจัย  ฯลฯ
12. การแปลผลและอ่านผลการวิจัยไม่ถูกต้อง เช่น ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง คิดเป็นร้อยละ 20  ซึ่งร้อยละ 20 ตามหลักสถิติไม่ถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ในอาชีพนั้น ฯลฯ
13. การอภิปรายผลการวิจัยไม่ชัดเจน เช่น อภิปรายโดยใช้สามัญสำนึก ไม่นำสาระในบทที่ 2 การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการอภิปรายให้เป็นเหตุเป็นผลที่ชัดเจน ฯลฯ
14. การเขียนข้อเสนอแนะการวิจัยไม่ชัดเจน เช่น ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ไม่ได้เสนอแนะจากผลการวิจัยที่ทำ แต่เสนอแนะจากที่ตนเองคิดโดยไม่เกี่ยวข้องกับผลการวิจัยที่ได้ ฯลฯ
15. การเขียนเอกสารอ้างอิงแทรกในเนื้อหาและการเขียนบรรณานุกรมไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เช่น ไม่อ้างอิงแทรกในเนื้อหาที่ได้นำหรือคัดลอกของคนอื่นมาใช้ วิธีการเขียนอ้างอิงและบรรณานุกรมไม่ถูกต้องหรือไม่ครบ ฯลฯ
16. การเขียนรายงานไม่ถูกต้องตามหลักการเขียน เช่น เขียนรายงานไม่ถูกต้องตามแบบฟอร์มที่หน่วยงานกำหนดไว้ หรือไม่ถูกต้องตามหลักการเขียนรายงานการวิจัย ฯลฯ

        จากที่กล่าวมานี้ เป็นส่วนหนึ่งที่นำเสนอปัญหาและข้อบกพร่องที่พบในการทำวิจัย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่ทำวิจัยได้ตระหนักถึงปัญหาและข้อบกพร่องในการทำวิจัย จะได้หาแนวทางแก้ไขก่อนที่จะเกิดปัญหา เพื่อให้งานวิจัยที่ทำมีคุณภาพ และสามารถเผยแพร่งานได้สมภาคภูมิ กรณีถ้าเป็นนักวิจัยมือใหม่ ควรศึกษาระเบียบวิธีวิจัยให้ดีก่อนที่จะลงมือทำ ถ้ามีทักษะน้อยหรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับการวิจัยดีพอ ควรเข้ารับการอบมเกี่ยวกับการทำวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และปรึกษาผู้รู้ในขณะทำวิจัย จะช่วยทำให้การทำวิจัยประสบผลสำเร็จได้อย่างสวยงาม และการทำวิจัยไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้าผู้ทำวิจัยใฝ่รู้ และตั้งใจจริงที่จะทำวิจัย

......................................................

ภาพประกอบ banner จาก http://www.qualtrics.com/blog/research-problem/