หน้าแรก
จิตสังคมผู้สูงอายุ
สิทธิผู้สูงอาย
ปกิณกะ-สาระ-บันเทิง
สุขภาพผู้สูงอายุ
การจัดการการเงินสำหรับผู้สูงอายุ
ธรรมสร้างสุข
 
  หน้าแรก ปกิณกะ-สาระ-บันเทิง  
 

ท่องเที่ยวเพลินใจ

วังบางขุนพรหม
อลังการงานศิลป์...สงบงามเหนือกาลเวลา


วังบางขุนพรหม ยามค่ำคืน

   วังที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดในประเทศไทย วิจิตรตระการด้วยการก่อสร้างตามแบบสถาปัตย์กรรมยุโรป ตั้งสง่างามอยู่ริมน้ำเจ้าพระยามากว่า 100 ปี คือ วังบางขุนพรหม  อดีตเคยเป็นวังที่ประทับของทูลกระหม่อมบริพัตร สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต อีกหนึ่งเจ้าฟ้าผู้สร้างคุณูปการให้เมืองไทยนานับ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นแหล่งกำเนิดศิลปะหลากหลายแขนงและเรื่องราวอันเป็นประวัติศาสตร์ ความงดงามแห่งวันวารยังจารจารึกอยู่ในใจไทยตลอดมา

   ปัจจุบันวังบางขุนพรหมอยู่ในการดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย แม้เวลาจะผ่านมา กว่า 100 ปีแล้ว แต่วังแห่งนี้ยังได้รับการดูอย่างดี วังบางขุนพรหมก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2449  โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้สร้างวังแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระโอรสลำดับที่ 33 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าและพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี อัครราชเทวี พระราชวังบางขุนพรหมก่อสร้างด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ที่โบราณเขาเรียกกันว่าเงินพระคลังข้างที่นั่นเอง งบประมาณที่ตั้งไว้ครั้งแรกประมาณ 249,592 บาท แต่บานปลายออกไปเพราะมีการสร้างตำหนักต่างๆ เพิ่มขึ้น หากเทียบในปัจจุบันเงิน 100 ล้านบาทก็ไม่อาจสร้างวังแห่งนี้ได้


วังบางขุนพรหม ยามค่ำคืน

   สิ่งที่น่าประทับใจสำหรับวังในพื้นที่ 33 ไร่ ที่อยู่ติดริมน้ำเจ้าพระยาแห่งนี้นอกจากความสวยงามที่เราจะได้สัมผัสด้วยตาแล้ว ที่นี่ยังมีเรื่องราวทางจิตใจมากคุณค่าที่ชนชาวไทยเฉกเช่นเราพึงระลึกถึง แต่เห็นจะต้องกล่าวถึงความงามที่สัมผัสได้ด้วยตากันก่อน เพราะความวิจิตรงดงามของที่นี่ไม่ว่าใครที่พบเห็นก็คงอยากจะเล่าและถ่ายทอดให้ใครหลายๆ คนได้ฟังกัน เพิ่งประจักษ์แก่ตาตนเดี๋ยวนี้นี่เอง ไม่สงสัยใดๆ เลยที่วังแห่งนี้ได้ฉายาว่าเป็นวังที่สวยที่สุดในเมืองไทย  ความงามเริ่มจากประตูวังกันเลยทีเดียว ประตูทางเข้าวังแห่งนี้ใช้ปูนแต่งมีลวดลายอ่อนช้อยและสลักซับซ้อนเป็นพิเศษ เคยได้ยินมาว่าเป็นประตูวังที่ยกย่องกันว่าสวยที่สุด เท่าที่เหลืออยู่ในประเทศไทย


ภายในวังอันงดงาม

    แต่จุดเด่นจริงๆของวังบางขุนพรหม อยู่ที่ตำหนักใหญ่ หรือที่ชาววังเรียกกันว่าตำหนักทูลกระหม่อม เป็นตึก 2 ชั้น ปลายปีกด้านหนึ่งเป็นหอกลม 3 ชั้น ด้านหนึ่งหันหน้าออกสู่ถนนสามเสน อีกด้านหนึ่งหันสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ออกแบบเป็นสถาปนิกชาวอิตาเลียนชื่อมาริโอ ตามาญโญ หนึ่งในผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นศิลปะแบบบาโรก และรอกโคโค จุดเด่นของตำหนักนี้อยู่ที่เสาแบบต่างๆ ทั้งเสากลม เสาเหลี่ยม เสาแบน และเสาบิดเป็นเกลียว
ที่งามจับใจคือหัวเสาประดับด้วยลวดลายปูนปั้นที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดในเมืองไทยอีกเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีหน้าต่างรูปครึ่งวงกลมมีรูปเครือไม้และผลไม้เกาะอยู่ตามที่ต่างๆ  และหน้าต่างรูปไข่ ล้อมด้วยลายปูนปั้นรูปดอกคัทลียา สวยจนยากจะลืมเลือน  ความงดงามที่เด่นอีกจุดหนึ่งคือ บันไดหินอ่อนตรงห้องโถงชั้นล่างที่จะขึ้นไปยังชั้นสอง ราวบันไดเป็นเหล็กหล่อลวดลายงดงามยิ่งนัก ที่เชิงบันไดมีตุ๊กตาหญิงสาวถือโคมไฟอยู่ทั้งสองข้างบันได


วังบางขุนพรหม

   ภายในตำหนักใหญ่ประกอบด้วยห้องสำคัญๆ เช่น ห้องสีชมพู ห้องสีน้ำเงิน ห้องม้าสน ฯลฯ ห้องสีชมพูอยู่บนชั้นสองของตำหนักใหญ่ ในอดีตเคยใช้เป็นห้องรับแขกคนสำคัญ เป็นห้องใหญ่ประดับตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์ยุโรปที่หรูหรา งดงามมาก ภายในห้องทาสีชมพูอ่อน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นก็ล้วนเป็นสีชมพูเข้าชุดกัน จัดว่าเป็นห้องที่ตกแต่งงดงามที่สุดของวังนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จมาประทับที่ห้องสีชมพูนี้หลายครั้ง
    ในอดีตกาลเมื่อวังแห่งนี้ยังมีทูลกระหม่อมบริพัตรประทับอยู่ เครื่องประดับและเครื่องใช้ภายในวัง สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ ทรงบรรจงคัดเลือกหามาจากยุโรป ส่วนพระนางเจ้า ฯ ก็ทรงเตรียมการสร้างของใช้สำหรับพระราชโอรส เช่น จานกระเบื้องเคลือบ จะมีตราประจำพระองค์สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ ประทับไว้ทุกใบ อีกตำหนักที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ ตำหนักสมเด็จ สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระปิตุจฉา สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ออกแบบโดยนายคาร์ลเดอริงสถาปนิกชาวเยอรมัน ผู้ออกแบบพระราชวังบ้านปืน จังหวัดเพชรบุรี และวังวรดิศ ถนนหลานหลวง มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตนูโว และอาร์ตเดโค


สถาปัตยกรรม แสนงดงาม

   สิ่งที่ทำให้นึกย้อนถึงอดีตเมื่อครั้งวังแห่งนี้ยังเป็นที่ประทับของทูลกระหม่อมบริพัตรมากที่สุด คือ ศาลาแตร เป็นศาลาวงกลม สร้างแบบยุโรปเรียกกันว่า "กระโจมแตร" ใช้เป็นที่ตั้งวงดนตรีแตรวงของทหารเรือ ทหารบก เมื่อมีการเลี้ยงต้อนรับแขก วังแห่งนี้เป็นที่ที่เจ้านายในราชวงศ์จักรีทรงใช้พบปะสังสรรค์กันตลอดมา และยังใช้เป็นสถานที่เลี้ยงรับรองแขกต่างประเทศคนสำคัญหลายครั้งหลายครา ภายในตำหนักวังบางขุนพรหม ครั้งแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวงนั้นมีชื่อเสียงโดดเด่นในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องของดนตรี ดนตรีวังบางขุนพรหม  สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ ทรงสนพระทัย และโปรดดนตรีมาก ทรงเล่นเครื่องดนตรีไทยได้แทบทุกสิ่ง และยังเล่นเปียโนได้ นอกจากสมเด็จเจ้าฟ้าจะทรงเล่นดนตรีไทยเก่งแล้ว ยังได้นิพนธ์เพลงไว้อีกมากมาย ทั้งเพลงไทย เพลงฝรั่ง ทรงได้รับการขนานพระนามเป็น"พระบิดาแห่งเพลงไทย เพลงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ เพลงแขกมอญบางขุนพรหม ด้วยความสนพระทัยจึงทรงคัดเลือกนักดนตรีผู้มีฝีมือเข้ามาฝึกซ้อมประจำวง นักดนตรีที่สามารถทำชื่อเสียงทางดนตรีให้แก่วังบางขุนพรหมในยุคนั้น เช่น จางวางทั่วพาทยโกศล นายเทวาประสิทธิ์พาทยโกศล

   นอกจากชื่อเสียงเรื่องวงดนตรีแล้ว วังบางขุนพรหมยังได้รับขนานนามจากชาวต่างชาติว่า   “บางขุนพรหมยูนิเวอร์ซิตี้” เพราะถือเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้แก่กุลสตรีไทยในสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาการบ้าน การเรือน การครัว ภาษา มารยาทและการเย็บปักถักร้อย สตรีไทยที่เข้ารับการฝึกอบรมนั้นมีตั้งแต่ลูกท่านหลานเธอในรั้ววัง ตลอดจนลูกหลานชนสามัญ พวกข้าหลวงฝ่ายในของวังบางขุนพรหมมักจะได้รับคำชื่นชมยกย่องจากบุคคลทั่วไปตลอดจนชาวต่างชาติว่า เป็นผู้ที่มีกิริยามารยาทงาม มีคุณสมบัติครบถ้วนตามแบบฉบับของเบญจกัลยาณีทุกประการ

   ในอดีตแห่งความรุ่งเรือง วังบางขุนพรหม เคยมีสมาชิกถึง 400 กว่าคน แม้ค่าใช้จ่ายจะมากเพียงใด แต่ทูลกระหม่อมทรงเลี้ยงดูทุกคนอย่างทั่วถึง หากหลับตานึกถึงภาพแห่งอดีตสถานที่แห่งนี้คงขวักไขว่ไปด้วยผู้คน ภาพรอยยิ้มเสียงหัวเราะ ภาพแห่งความสุขจากพระเมตตาคงฉายชัดจรัสเรือง หากแต่เมื่อมีการพลิกผันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย  บุคคลในราชสกุล “บริพัตร” ถึงกับต้องนิราศร้างทิ้งวัง ระหกระเหินเสด็จไปยังแดนไกล “ทูนกระหม่อมบริพัตร” และสมาชิกในราชสกุลต้องเสด็จฯไปประทับอยู่ที่ตำหนักประเสบัน เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย อย่างกระทันหัน และประทับอยู่ที่นั่นจวบจนสิ้นพระชนม์ โดยมิได้เสด็จกลับมาประเทศไทยอีกเลย 33 ปีที่ประทับอยู่ณ วังแห่งนี้จึงกลายเป็นเพียงร่องรอยแห่งความทรงจำอันดีที่คนไทยพึงระลึกถึง

   วังบางขุนพรหมอันงดงามเมื่อขาดเจ้าของก็กลายเป็นสมบัติของรัฐบาล มีหน่วยงานราชการเปลี่ยนหน้าเข้ามาใช้วังแห่งนี้เป็นที่ทำการ เช่น กรมยุทธการทหารบก กรมยุวชนทหาร สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ จนเมื่อปี 2488 กรมธนารักษ์ได้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเช่าวังบางขุนพรหมเพื่อใช้เป็นที่ทำการ จนถึงปี 2502 ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเสนอเรื่องต่อคณะรัฐบาลขอกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของวังบางขุนพรหมไว้เป็นทรัพย์สมบัติของธนาคาร โดยเห็นว่าสถานที่แห่งนี้งดงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเป็นที่ทำการของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งถือเป็นสถาบันสำคัญของชาติ
       
       ต่อมาเมื่อปี 2521 นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและรองผู้ว่าฯ พิสุทธิ์ นิมมานเหมินท์ ดำริที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเงินตราขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่กำลังจะสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ขึ้นที่บริเวณวังบางขุนพรหม ปัจจุบันวังบางขุนพรหมยังคงอยู่ในการดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นที่จัดตั้งพิพิธภัณฑ์เงินตรา จัดแสดงวิวัฒนาการเงินตราของประเทศไทย และประวัติของธนาคารแห่งประเทศไทย และเพื่อเทิดพระเกียรติเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ ซึ่งเป็นเจ้าของวัง ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระองค์ไว้ในห้องสำคัญหลายๆ ห้อง  เราสามารถเดินทางเข้าชมได้ โดยติดต่อผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย หากท่านอยากค้นพบความสุขจากการท่องเที่ยวในเมืองหลวง หลีกหนีความวุ่นวายเดินทางย้อนสู่อดีตที่สงบงาม และทราบซึ้งกับสถาปัตยกรรมที่วิจิตรจับใจแล้ว วังบางขุนพรหมคือหนึ่งคำตอบที่ไปเยือนแล้วไม่มีวันผิดหวัง นอกจากความงามที่ได้สัมผัสด้วยตา ท่านจะได้สัมผัสความดีงามที่จารรึกด้วยหัวใจ นั่นก็ยิ่งกว่าคุ้มแล้วสำหรับชีวิตนี้.

 
   
 
  © Copyright 2007-2008. All Rights Reserved.