หน้าแรก
จิตสังคมผู้สูงอายุ
สิทธิผู้สูงอาย
ปกิณกะ-สาระ-บันเทิง
สุขภาพผู้สูงอายุ
การจัดการการเงินสำหรับผู้สูงอายุ
ธรรมสร้างสุข
 
  หน้าแรก ปกิณกะ-สาระ-บันเทิง  
 

ท้าวความหลัง

แสมสารผ่านกาลเวลา


   สะพานทอดยาวจากชายฝั่งลงสู่ผืนมหาสมุทร เรือประมงน้อยใหญ่ลอยลำบนผืนน้ำ โยงใยสายเชือกผูดมัดเสาไม้ บ้านเรือนหลากหลายเรียงรายทอดตัวตามความยาวของท่าเรือ บ้านเรือน 2 พันกว่าหลังคาเรือนแออัดยัดทะนานในพื้นดินแหลมยาวที่รู้จักกันในนามบ้านช่องแสมสาร ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พื้นที่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในเขตราชการทหารเรือ ผู้คนประกอบอาชีพประมง รับจ้าง และค้าขาย

   อาหารทะเลแห้งขึ้นชื่อนำพานักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนแสมสาร สร้างรายได้ในชุมชน ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาสร้างครอบครัว ตั้งหลักปักฐานทำมาหากิน ทั้งคนจากเทือกแถบลูกน้ำเค็มภาคกลาง มหาชัย แม่กลอง ซึ่งเป็นเรือลากขนาดใหญ่ที่นับวันโยกย้ายกันมามากขึ้นทุกขณะ รวมถึงแรงงานจากโพ้นทะเลเมืองพม่าก็เข้ามาอาศัยเป็นลูกเรือประมง ใช้แรงงานอยู่ในแสมสารแทบทุกหย่อมหญ้า 

   ผู้คนหลั่งไหลเข้ามามาก  ความเจริญวัตถุก็ไม่ทิ้งห่าง  สภาพปัจจุบันจึงกลายเป็นเมืองแออัดไปด้วยบ้านเรือนรอบตัวแหลม  บ้างยื่นลงไปในชายทะเล  เรือประมงลอยลำเรียงเป็นแพเหมือนจอกแหนออกลูกดอกขยายพันธุ์  ค่าครองชีพยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมากเสียเพียงไร ... วันนี้แสมสารจึงกลายเป็นชุมชนใหญ่

    หากย้อนกลับไปกว่าครึ่งศตวรรษแสมสารเป็นชุมชนเล็กๆ อยู่กันเพียงไม่กี่ตระกูล มีบ้านประมง 40-50 หลังเท่านั้นเอง การสัญจรต้องใช้ทางเรือเป็นหลัก จะเข้าไปในเมืองสัตหีบต้องแจวเเรือ หรือใช้เรือเครื่องเล็กวิ่งไปหาซื้อข้าวของเครื่องใช้  ส่วนทางรถยนต์นั้นหน้าฝนน้ำท่วมทางเกวียนก็ต้องรถจิ๊บเท่านั้นที่สามารถเข้าได้  คงไม่ต้องเอ่ยถึงสภาพถนนว่าจะลำบากเสียเพียงใด  การเดินทางกินเวลาหลายชั่วโมงโขต่างกับตอนนี้เพียง 15 นาทีการสัญจรก็ไปถึงตัวเมืองสัตหีบอย่างง่ายดาย


ลุงสมใจ โพธิดา ชายวัยเกษียณ
   อดีตชาวประมงเมืองแสมสาร ลุงสมใจ โพธิดา ชายวัยเกษียณ เล่าให้ฟังว่า “ลุงเกิดและเติบโตที่นี่ พ่อแม่ก็เกิดที่นี่ ยายของลุงย้ายมาจากเกาะล้านในจังหวัดเดียวกันตั้งแต่ยังเป็นสาว คุณลุงจึงกลายเป็นคนในตระกูลเก่าแก่ของที่นี่ ครั้งหนึ่งการเดินเรือนำพาความภาคภูมใจมาสู่ตระกูล ด้วยเรือของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 6 ผ่านมาทางแสมสาร แม่ของลุงมีโอกาสได้ล้างพระบาทพระองค์ท่าน”

   น้ำจึงนำพาทุกสิ่งอย่างสู่วิถีชาวแสมสารดั้งเดิม ทั้งอาหารการกิน การติดต่อสื่อสาร ความรื่นรมย์ และแม้กระทั่งความภาคภูมิใจ
    “เรือไดหมึกก็ยังไม่มี มีแต่เรือแจว แล้วพัฒนามาเป็นเรือเครื่องเล็ก เรือไดหมึก เรือลาก ของกินหาง่าย ปลาหาง่าย ปลาอินทรีย์ 5 บาท ถ้าได้เยอะๆ 2 สลึง ตอนนี้โลร้อย น้ำมันก็ลิตรละบาท พริกเสียบไม้ขาย 10 สตางค์ มีเหรียญสตางค์ 5 สตางค์ 10 สตางค์”

   ดวงตาลุงฉายแววแห่งความเสียดายถึงความสุขเมื่อหนหลัง “ทะเลเป็นหาดทรายขาว ปูลมวิ่งเต็มไปหมด ปะการังเขากวางขึ้นเต็มหาด สมบูรณ์มาก เดินไม่ได้ แต่ก่อนเป็นที่รำคาญของชาวประมง  ทิ่มเท้า ทิ่มเรือ แต่ตอนนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะสัตว์ไม่มีที่ขยายพันธุ์ และตอนนี้ก็ไม่มีหาดทรายแล้ว แต่กลายเป็นบ้านบนทะเล”

   ลุงสมใจยืนยันด้วยน้ำเสียงอีกครั้งว่า อย่างไรเสียเมื่อก่อนก็สนุกกว่าเพราะไม่มีคนขี้เมา และเด็กเกเรอย่างวันนี้

   ก่อนจะย้ายมาอาศัยยังแหลม  ผู้คนส่วนหนึ่งเคยอาศัยอยู่บนเกาะใกล้กันนี้  เรียกกันว่า เกาะแสมสาร ชื่อนี้มาจากต้นแสมสารที่มีอยู่จำนวนมาก มีลักษณะคล้ายต้นขี้เหล็ก  มีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง แต่ที่ชาวเรือเชี่ยวชาญสุดเห็นจะเป็นการนำเอาแก่นดำๆ ไปทำหมุดตอกเรือ


   บนเกาะจึงมีทั้งวัด โรงเรียน บังกาโล  และมีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่าฝั่ง  เนื่องด้วยการขนส่งข้าวสาร สินค้าต่างๆ จะต้องมาลงที่เกาะก่อนแล้วจึงนำเรือเล็กเคลื่อนถ่ายเข้าสู่ฝั่ง ปูปลาอาหารทะเลที่หาได้ก็นำไปขายยังเกาะก่อนส่งออกสู่ตลาดภายนอก  เพราะฉะนั้นเกาะจึงเปรียบเป็นเส้นทางขนถ่าย แลกเปลี่ยนสินค้า

   ไม่ได้มีแค่ผู้คน สินค้า บนเกาะแสมสารยังมีสัตว์ป่านานาชนิดอยู่ร่วมอาศัย  ลุงสมใจเล่าว่าก่อนจะเวนคืนเกาะ 2-3 ปี เพื่อถวายให้สมเด็จพระเทพฯ ใช้เป็นสถานที่เก็บอนุรักษ์พันธุ์พืช ลุงเคยทำไร่อยู่ที่นั่น มีเพื่อนบ้านเป็นเจ้าเก้ง ชะมด กระรอก แย้ กระแต กระทั่งเสือ หมีก็เคยมี



   เด็กน้อยแสมสารสมัยใหม่ยุคนี้ คงอิจฉาวัยเยาว์ของผู้เฒ่าที่วิ่งจับปูลมตามแนวชายหาดขาวนวล เพียรย่องปลีกหนีปะการังที่ทิ่มตำเท้า มีเพื่อนบ้านเป็นสิงสาราสัตว์ และอิ่มหนำกับอาหารรสเลิศจากทะเลแสมสาร

 
 
 
  © Copyright 2007-2008. All Rights Reserved.