หน้าแรก
จิตสังคมผู้สูงอายุ
สิทธิผู้สูงอาย
ปกิณกะ-สาระ-บันเทิง
สุขภาพผู้สูงอายุ
การจัดการการเงินสำหรับผู้สูงอายุ
ธรรมสร้างสุข
 
  หน้าแรก ปกิณกะ-สาระ-บันเทิง  
 

ศิลป์จรรโลงใจ

จิตรกรรมวัดภูมินทร์
ย้อนเรื่องเมืองน่าน


ภาพจิตกรรม วัดภูมินทร์

   สมัยวัยเยาว์เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาไปไหว้พระทำบุญตามวัดต่างๆ  เข้าโบสถ์วิหารที่ไหนก็จะพบภาพวาดบนฝาผนัง สงสัยและไม่เข้าใจว่าเขาวาดไว้เพื่ออะไร แต่ด้วยสีสันและลวดลายแปลกตานี่แหละที่ดึงดูดให้เด็กตัวเล็กๆ ยืนมอง แต่ก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เห็นนั่นเลย

   จนเมื่อโตขึ้น จึงได้รู้หน้าที่และคุณค่าของเส้นสายลายศิลป์ที่ให้ทั้งความจรรโลงใจ และเป็นคติสอนใจ ให้ได้รับรู้แก่นสาระแห่งศาสนา รวมถึงวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นต่างๆ เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ไม่ให้สูญหาย

   งานจิตรกรรมที่ผนวกเรื่องราวทั้งศาสนาและวิถีชีวิตของผู้คนไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืนสวยงามและโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่ง เห็นจะต้องยกให้ จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน อันถือเป็นงานศิลปะและเป็นมรดกชิ้นเอกของชาวน่าน ที่ขึ้นชื่อเรื่องเส้นสายและลวดลายที่วิจิตรตามแบบฉบับของชาวไทลื้อดั้งเดิม

   น่านเป็นเมืองเล็ก โอบล้อมด้วยขุนเขาที่งดงาม ชาวน่านมีชีวิตเรียบง่าย รักสงบ มีน้ำใจ จึงไม่แปลกใจที่ช่างฝีมือเมืองน่านสามารถถ่ายทอดงานจิตรกรรมไว้ได้อย่างอ่อนช้อยงดงาม อันเห็นได้ชัดเจนจาก “วิหารทรงจัตุรมุข” ซึ่งพบเพียงไม่กี่แห่งในล้านนา โดยเป็นทั้งวิหารและอุโบสถในหลังเดียวกัน วิหารวัดภูมินทร์นี้ชาวเมืองน่านช่วยกันดูแลรักษาให้สวยงดงามดังเดิมอย่างดีที่สุดสมกับเป็นศูนย์รวมใจของคนน่าน จนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ เมื่อปี พ.ศ.2545 วิหารหลังนี้เคยปรากฎอยู่ในธนบัตรใบละ 1 บาท ในสมัยรัชกาลที่ 8

   บันไดทางขึ้นสู่วิหารมีครบทั้งสี่ด้าน ราวบันไดประดับปูนปั้นรูปพญานาค ประตูทั้งสี่ทิศแกะสลักรูปท้าวเวสสุวัณแผลงฤทธิ์ ลวดลายละเอียดงดงาม ยิ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปในวิหาร มองเห็นภาพจิตกรรมที่เรียงรายอยู่รอบทิศก็อิ่มเกินบรรยาย


ภาพจิตกรรม วัดภูมินทร์
   จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.2410-2417 ในสมัยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน (ตรงกับช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5) ภาพจิตรกรรมนี้เขียนไล่ตั้งแต่ส่วนบนลงมาจนเสมอระดับขอบหน้าต่าง วาดต่อเนื่องเหมือนเล่าเรื่องให้อ่านไปเรื่อยๆ มีตัวอักษรล้านนากำกับอยู่เป็นระยะ หากพินิจให้ดีก็จะเห็นความสนุกที่ช่างได้สอดแทรกคละเคล้าไปกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวน่านเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

   ผนังด้านเหนือ ตะวันออก และใต้เป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งปางมารวิชัย มีพระสาวกนั่งประนมมืออยู่ด้านข้าง เข้าใจว่าคงเป็นตอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาเล่าเรื่องคันทนกุมารชาดก ส่วนผนังทางด้านทิศตะวันตกนั้น ด้านบนเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้าในปางปรินิพพาน ล้อมรอบด้วยพระสาวกที่แสดงอาการเศร้าโศก ส่วนผนังด้านล่างเขียนเรื่องเนมิราชชาดก

   จุดเด่นของภาพจิตรกรรมฝาผนังแห่งนี้คือ การวาดภาพที่แสดงวิถีชีวิตชาวน่านในอดีต ทำให้ทราบถึงวิถีชีวิต ไม่ว่าลักษณะบ้านเรือน การแต่งกาย การทอผ้าด้วยกี่ทอมือ การสักยันต์ของชาวไทลื้อ หรือ ลาวพุงดำ ชาวต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อในเมืองน่านสมัยนั้น โดยภาพวาดที่เด่นและมีชื่อเสียงที่สุดของที่นี่ก็คือ ภาพวาดชายหญิงหยอกเย้ากันตรงผนังขวามือของประตูด้านทิศเหนือ และภาพหนุ่มสาวเกี้ยวพาราสีที่ผนังด้านทิศตะวันตก ชายหนุ่มในภาพต่างเปลือยอกเห็นรอยสักเต็มตัว ทั้งแขน ไหล่ หน้าอก พุง และหน้าขา คนกลุ่มนี้จึงถูกเรียกว่า “ลาวพุงดำ”  เนื่องจากมีรอยสักเต็มทั้งตัว


ภาพจิตกรรม วัดภูมินทร์

   เอกลักษณ์เด่นของภาพจิตรกรรมที่ว่านี้แตกต่างจากภาพเขียนฝาผนังของภาคกลางอย่างชัดเจน ใบหน้าผู้คนที่ช่างได้ใส่อารมณ์ความรู้สึกไว้อย่างเต็มที่ ลักษณะใบหน้ารูปกลมแป้น คิ้วโค้งรูปครึ่งวงกลม นัยน์ตาที่แฝงความรู้สึก ริมฝีปากเล็กรูปกระจับ แสดงความดีใจด้วยการเขียนมุมปากเชิดขึ้นทั้งสองข้าง เมื่ออยู่ในอารมณ์เศร้าเสียใจมุมปากก็จะตกลง ลายเส้นเคลื่อนไหวอ่อนช้อย จนคิดว่าผู้คนเหล่านั้นมีชีวิตจริง โครงสีที่ใช้เป็นสีคู่หลักคือสีส้มแดงและสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นคู่สีตรงข้าม แต่ช่างได้นำเอาโครงสีโทนอ่อนเข้ามาแทรกเป็นระยะ ตลอดจนการผสมสีทั้งสองให้หม่นลง จึงมีผลต่อภาพทำให้ดูนุ่มนวลและกลมกลืนเข้ากันได้เป็นอย่างดี งานจิตรกรรมชิ้นนี้แสดงถึงความเป็นพื้นบ้าน สะท้อนชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวไทลื้อไว้ได้อย่างงดงาม

   ตามพงศาวดาร เมืองน่านระบุว่า ไทลื้อเข้ามาตั้งรกรากในเมืองน่านตั้งแต่ช่วงปี
พ.ศ.2399โดยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ยกทัพไปกวาดต้อนครอบครัวไทลื้อราว 2,000 คน มาจากเมืองพงษ์ในเขตสิบสองปันนา และญาติพี่น้องของคนกลุ่มนี้ก็อพยพตามกันลงมาอีก ปัจจุบันชาวไทลื้อตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในอำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอท่าวังผา จัดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์มากที่สุดของชาวน่าน พวกเขายังคงรักษาวัฒนธรรมอันดี ผ้าทอลายน้ำไหลที่ปรากฎในภาพวาด ยังคงมีลูกหลานสืบสานจนกลายเป็นสินค้าเด่นของถิ่นเมืองน่าน

   นอกจากชาวไทลื้อแล้ว ยังปรากฎคนหลายกลุ่มชนในภาพจิตรกรรม เช่น บนผนังด้านทิศตะวันตก มีภาพชาย 2 คน ใต้ภาพอธิบายไว้ว่า “ยาง” ซึ่งหมายถึงชาวกะเหรี่ยง ภาพนี้ชี้ให้เห็นว่าชาวกะเหรี่ยงยุคนั้นสวมชุดสีแดงสลับขาวยาวถึงน่อง และยังมีภาพชาวจีนที่เข้ามาค้าขายทางเรืออยู่ที่ผนังด้านทิศเหนือ เป็นภาพเรือประดับด้วยธงเขียนตัวอักษรจีน มีภาพชาวจีนสวมหมวก แสดงให้เห็นว่าในสมัยนั้นน่าจะมีชาวจีนค้าขายอยู่ในเมืองน่านไม่น้อย และยังมีชาวลัวะในภาพเขียนบนผนังด้านทิศตะวันตก โดยวาดเป็นชายนุ่งผ้าต้อย สะพายย่ามและมีกระชุด้านหน้า คนที่สะพายกระชุสูบกล้องยาสูบ ซึ่งคาดว่าเป็นชนชาวเขากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ที่ด้านล่างมีรูปสุนัขอยู่ เข้าใจว่าช่างอาจจะสื่อความหมายถึงชาวลัวะก็ได้ เพราะเดิมเชื่อว่าดินแดนนี้เป็นที่อยู่ของชาวลัวะ เล่ากันว่าก่อนที่พระเจ้ากาวิละจะเข้ามาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่นั้น ต้องให้ชาวลัวะจูงหมาเข้าเมืองก่อน ส่วนผู้หญิงที่เดินตามหลังนั้นถึงแม้ลักษณะการแต่งตัวเป็นแบบชาวพื้นราบแล้ว แต่กระชุที่แบกอยู่ด้านหลังกลับคล้ายกระชุของชาวขมุ ซึ่งในระยะนั้นเป็นคนงานตัดไม้ในป่า

   เพลินตาเพลินใจกับเรื่องราววิถีชีวิตของชาวน่านในยุคร้อยกว่าปีแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่จะเรียนรู้ได้จากภาพวาดคือ สภาพบ้านเมืองและความเป็นอยู่ ซึ่งพบว่าบ้านเรือนยุคนั้นเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูงเอาไว้ทำกิจกรรมต่างๆ เช่นทอผ้า ทอหูก ฯลฯ บันไดทางขึ้นบ้านมีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง บริเวณนอกชานเป็นพื้นที่โล่ง รอบๆ ชานมีแนวลูกกรงไม้กั้นโดยรอบ ถัดเข้าไปเป็นเติ๋น ต่อด้วยห้องนอนที่อยู่ด้านหลังสุด ฝาและพื้นคาดว่าน่าจะใช้ไม้กระดาน ส่วนบ้านคนรวยระดับคหบดีก็จะมีฝาลายตาผ้า หลังคาบ้านทรงจั่ว หน้าจั่วมีทั้งลายตาผ้าหรือเป็นไม้ตีปิดตามตั้ง และอีกแบบหนึ่งคือตีไม้เป็นรูปรัศมีดวงอาทิตย์ ด้านล่างมีชายคากันแดดฝนดูดีมีระดับขึ้นมาอีกหน่อยนึง

   การชมภาพเขียนอันเป็นมรดกล้ำค่าที่ทรงภูมิปัญญา นอกจากทำให้เราได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวของบรรพบุรุษที่สั่งสมคุณค่าแห่งวิถีไทยให้เราแล้ว ยังเป็นการเสริมสุนทรียรสให้บังเกิดความสุขในการซึมซับความวิจิตรงดงามของจิตรกรรมฝาผนังแห่งวัดภูมินทร์เพื่อที่จะได้เกิดความรู้สึกหวงแหนและรักษามรดกชิ้นนี้ให้สืบไปถึงชนรุ่นหลังต่อไป
 
 
  © Copyright 2007-2008. All Rights Reserved.