หน้าแรก
จิตสังคมผู้สูงอายุ
สิทธิผู้สูงอาย
ปกิณกะ-สาระ-บันเทิง
สุขภาพผู้สูงอายุ
การจัดการการเงินสำหรับผู้สูงอายุ
ธรรมสร้างสุข
 
  หน้าแรก ปกิณกะ-สาระ-บันเทิง  
 

เรื่องเล่าของคนเล็ก

“บ้านน้ำเค็ม”
ความสุข(เล็กๆ) หลังสึนามิ


สีผิวบ่งบอกว่าเป็นคนต่างถิ่น
ใบหน้าอวบอิ่มทิ้งร่องรอยความ
อุดมสมบูรณ์

   “ครั้งหนึ่งน้ำเค็มเคยมีเศรษฐกิจเป็นอันดับหนึ่งของเมืองไทย เป็นช่วงที่เขาทำแร่ ส่วนยายทำแพขนานยนต์ รายได้วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 4-5 พัน (ในสมัยนั้น) เงิน 100 บาทแทบไม่มีค่าอะไรเลย”

   ความสุขจากความทรงจำผ่านน้ำคำและแววตาว่างเปล่าแห่งอดีตของ คุณยายฤดี สมมุติไทย

   จังหวัดพังงาถูกบรรจุไว้ในหนังสือเรียนเด็กๆ ว่าเป็นเมืองส่งออกแร่ดีบุกมูลค่ามหาศาล สร้างรายได้ในลำดับต้นๆ ให้กับประเทศ โดยเฉพาะที่หมู่บ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า คนทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาแสวงหาทรัพยากรล้ำค่า


   “พ่อแม่ยายเป็นคนมหาชัย ล่องเรือประมงยนต์ขนาดเล็กตามลำน้ำผ่านประจวบฯ ตั้งหลักปักฐานที่นั่นชั่วระยะหนึ่ง  ยายจึงเกิดและเรียนที่ประจวบฯ ยังไม่ทันจบ ป.3 ย้ายตามแม่มาอยู่ที่น้ำเค็ม ตอนนี้ก็ผ่านไปแล้ว 50 ปี”

   ก่อนสัมปทานเหมืองแร่ น้ำเค็มคือบ้านป่าที่มีชาวประมงอาศัยอยู่ไม่ถึง 20 ครัว การเดินทางเข้าเมืองบางม่วงต้องใช้เรือแจว มิเช่นนั้นถ้าลัดเลาะป่าออกไปอาจจะถูกเสือคาบไปกินเสียก่อน

   “มาอยู่ตรงนี้ก็สร้างบ้านเป็นกระต๊อบ หลังคามุงจาก พ่อและพี่ชายออกทะเล ได้ฉลาม ปลาอินทรีย์ ปลาดุกทะเล เอากลับบ้านแทบไม่ไหว ส่วนยายกับแม่ช่วยกันทำปลาเค็มไว้ขาย 
ผ่านไปหลายปีจึงมีเหมืองแร่เข้ามา”

   แรกเริ่มเป็นเหมืองอัดฉีดขุดแร่ตามผิวดิน ต่อมาเปิดสัมปทานเหมืองเรือขุดดูดแร่จากในทะเล ซึ่งล้วนเป็นกิจการบริษัทขนาดใหญ่  หลังจากนั้นจึงเริ่มมีเรือตักแร่(ชาวบ้านเรียก “แพงม”) มีลักษณะเป็นแพ หรือเรือขนาดเล็ก แล้วใช้คนดำน้ำลงไปตักแร่ขึ้นมา ช่วงนี้เองที่เหล่านักแสวงหาแทบทุกจังหวัดของเมืองไทยต่างเข้ามาแสดงตัวเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก


คุณยายกับหลานสาววัย 3 เดือน
และอ้อมกอดแห่งความสุข

    ในปี 2514-2516 เริ่มมีแพดัน-แพขนาดใหญ่ใช้วิธีดันหน้าดินใต้ทะเลคล้ายอวนรุน เข้ามา มีรถเมย์เข้ามาวิ่งภายในหมู่บ้าน บ้านที่เคยเป็นกระต๊อบก็เริ่มมั่นคงถาวรขึ้น มีโรงหนัง กระทั่งสถานบริการทางเพศ และเหตุการณ์ฆ่ารายวัน  จนมาเมื่อปี 2536-2538 ภาษีจากการขายแร่นำเศรษฐกิจน้ำเค็มทะยานสู่ลำดับต้นของประเทศ

   “ช่วงทำแร่ ยายทำแพขนานยนต์ รับส่งของระหว่างแพเหมืองกับฝั่ง แล้วก็ขายของไปด้วย ส่วนพ่อ(สามี)ทำแพงม”

   สวน 5 ธันวา
(อนุสรณ์สถานเหตุการณ์สึนามิในปัจจุบัน) คือสถานที่ล้างแร่รอบสุดท้ายก่อนส่งออกขาย และเป็นตลาดกลางรับซื้อแร่ เรียกที่แห่งนี่ว่า “องค์การขึ้นแร่”

   เมื่อกิจการแพดันเริ่มถดถอย เกิดภาวะขาดทุนจากจำนวนแร่ที่ลดลง ประกอบกับไม่สามารถขอสัมปทานเหมืองแร่แปลงใหม่ได้ บางคนตรอมใจตาย หลายคนขายกิจการ ที่เหลือหันมาทำบ่อกุ้ง ทำประมง

   “เวลาผ่านไปเราก็ปรับเปลี่ยนอาชีพมาเรื่อย ทั้งทำท่าเรือจ้าง ทำประมง และคานเรือ-อู่ซ่อมเรือ พอโดนสึนามิก็ปิดกิจการ”

   ก่อนเหตุการณ์เศร้าสลดครั้งยิ่งใหญ่ในวันที่ 26 ธันวาคม 2546 ชาวน้ำเค็มผู้เรียกตัวเองว่า ”ผู้มีอันจะกิน” หรือผู้มีความสุขกับภาวะความเป็นอยู่ที่สะดวก สบาย การทำมาค้าคล่อง เจ้าของเรือประมงใหญ่-น้อย ต่างเป็นผู้ประกอบการ มีลูกจ้างเป็นแรงงานข้ามชาติจากอีกฝากฝั่งน่านน้ำ ในเมืองพม่า


บริเวณนี้เคยเรียงรายด้วยบ้านพักคนงาน
คานเรือ เหลือไว้เพียงความว่างเปล่า และถูกปรับ
ใช้เป็นสถานที่ต่อแพ

   “ยายมีลูก 5 คน อยู่ที่นี่ 3 คน อีก 2 อยู่กรุงเทพฯ  พ่อ(สามี) ผ่าตัดสมองและเสียไปเมื่อปี’41 ...ช่วงที่เขาเริ่มป่วย ยายก็ต้องมาบริหารคานเรือเอง ยายเป็นคนทำงานที่เรียกว่า ทำตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ ทำทุกอย่าง เอาทุกอย่าง ตอนหลังมีลูกมาช่วย

   “ตอนสึนามิมา ยายไปงานศพที่หาดใหญ่ ลูกโทรไปบอกว่ามีคลื่นมา ทุกอย่างพังหมด ถอดใจตั้งแต่ตอนนั้นว่าหมดแล้ว ...หม้อข้าวหม้อปลาไม่มี ลูกที่กรุงเทพฯ ยังต้องซื้อเสื้อชั้นในมาให้เลย ความรู้สึกตอนนั้นมันท้อแท้ หมดอาลัยตายอยาก

   “สึนามิทำให้หมดตัว พลิกชะตาชีวิต คนดีกลายเป็นขอทาน ขนาดไปขอน้ำที่ อบต.ตอนเกิดคลื่นไหม่ๆ ยังถูกด่าเลย (ดวงตาฉายแววแห่งความทรงจำแสนเศร้า)

   “อยู่แบบซังกะตายเรื่อยมา ลูกก็บอกว่าไม่เป็นไรจะส่งเงินมาให้...เราก็ไม่อยากไปไหน เพราะเราเคยอยู่ที่นี่มา...แรกๆ ไม่รู้จะทำอะไรกิน ก็ไปขายขนมจีนหน้าปากซอย ได้เงินมานิดหน่อย ไม่พอส่งลูกเรียน ปีสุดท้ายไม่จบเลยต้องออกมาทำงานโรงแรมที่เขาหลัก


ร้านค้าเล็กๆ ขายเครื่องดื่มให้คนงานต่อแพ
เป็นสิ่งก่อสร้างใหม่หลังภัยพิบัติ

   “ช่วงหลังสึนามิไปวัดบ่อย วัดทำให้เราสบายใจ เอาปิ่นโตไปวัด คุยกับหลวงพ่อท่านก็สอน ปลอบใจ และยังดีมีลูกมาอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นจะคิดหนักมากกว่านี้ แล้วก็มีหลานสี่ห้าคนนี่แหละที่ช่วยให้ชีวิตมีความสุขขึ้นมาได้บ้าง

   “ตอนนี้ยายขายเครื่องดื่มให้กับคนต่อแพ(แพดูดแร่ของประเทศอินโดนีเซีย) บางครั้งว่างก็ไปซื้อปลามาทำปลาเค็มขาย แก่แล้วทำอะไรได้แค่นี้ พอกินไปวันๆ เพราะข้าวของก็แพงขึ้นเรื่อยๆ

   “ในวัยชรานี้ก็อยากอยู่สบายๆ ไม่ต้องรวย ให้ขายของได้ไม่ต้องไปขอเขากินก็ดีแล้ว” ความพอใจบนฐานพอเพียงในปัจจุบันขณะผ่านน้ำคำ และแววตาแห่งความหวังสู่อนาคต


การหยอกเหย้ากับลูกๆ หลานๆ
เป็นน้ำหวานชั้นดีของชีวิตคุณยาย

   รุ่งอรุณวันฟ้าสาง คุณยายฤดี หญิงวัย 58 ในชุดกระโจมอกกุลีกุจอกับปลาตัวเขื่องบนเขียงที่ระเบียงริมกำแพงปูนร้านขายของชำเล็กจิ๋ว แม้จะดูท้วมแต่ความไวไม่น่าจะแพ้ปูลมแถบชายทะเลรั้วบ้าน มาดหญิงทำงานยังปรากฏแจ่มชัด ความสุขที่พึงมีพึงได้กำลังก่อรูปเล็กรอเติบใหญ่ในวันผ่านกาลเวลา  ลูกสาววัยกลางคนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า แม่เป็นผู้หญิงอารมณ์ดีและมีความสุขในสายตาเธอเสมอมา แม้จะผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาก็ตาม
 
 
  © Copyright 2007-2008. All Rights Reserved.