หน้าแรก
จิตสังคมผู้สูงอายุ
สิทธิผู้สูงอาย
ปกิณกะ-สาระ-บันเทิง
สุขภาพผู้สูงอายุ
การจัดการการเงินสำหรับผู้สูงอายุ
ธรรมสร้างสุข
 
 
 

หน้าแรก สุขภาพผู้สูงอายุ

 

การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ
 
 
 
การออกกำลังกายในผู้สูงอายุที่เป็นโรคต่างๆ
จารุวรรณ ริ้วไพบูลย์และคณะ

 
 
     
 

   หลายคนเข้าใจว่าผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวไม่สามารถหรือไม่สมควรที่จะออกกำลังกายได้ ในความเป็นจริงแล้วผู้สูงอายุเหล่านั้นสามารถออกกำลังกายได้เพียงแต่ต้องเลือกวิธีที่ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่ และควรสอบถามหรือปรึกษาแพทย์ประจำตัวถึงความเป็นไปได้ในการออกกำลังกาย  ในที่นี้ขอยกตัวอย่างการออกกำลังกายในผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคต่างๆ ดังนี้

1. โรคหัวใจ 
   

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคหัวใจ 
   
1. ผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากหลอดโลหิตอุดตัน จะลดอัตราการเกิดนี้ซ้ำ รวมถึงการเกิด โรคซ้ำแล้วเสียชีวิต   

2. ผู้ป่วยที่มีเส้นโลหิตตีบตัน จะทำให้มีการไหลเวียนโลหิตในหลอดโลหิตฝอยเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจจะได้รับโลหิตทดแทน ทำให้เกิดภาวะ หัวใจขาดโลหิตช้าลง หรือเป็นการป้องกันการเกิดโรคนี้   

3. ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายเรื้อรัง จะช่วยเพิ่มการใช้ออกซิเจนในกระแสโลหิตและกล้ามเนื้อหัวใจ เพิ่มความสามารถในการทำงานของหัวใจ ความดันโลหิตลดลง ลดอาการเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว   

4. เพิ่ม HDL cholesterol ทำให้ลดความเสี่ยงต่อภาวะหลอดโลหิตหัวใจตีบตัน   

ข้อควรระวังในการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคหัวใจ 
   
1. ผู้ป่วยควรประเมินขีดความสามารถในการออกกำลังกายก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายครั้งแรก เพื่อประเมินขีดจำกัดในการออกกำลัง และความสมรรถนะ ของร่างกาย และหัวใจ เพื่อป้องกันการเสียชีวิตอย่างฉับพลัน   

2. ผู้ป่วยที่ห้ามฝึกออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา ได้แก่ ผู้ที่เจ็บหน้าอกที่มีอาการไม่คงที่ ผู้ที่มีภาวะการไหลเวียนโลหิตจากเส้นโลหิต แดงอุดตันอย่างรุนแรง ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเฉียบพลันที่อยู่ในภาวะหัวใจวาย ผู้ที่มีภาวะลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดที่มีอาการเขียวร่วมด้วย   

3. ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแม้จะผ่านการประเมินขีดความสามารถในการออกกำลังกายแล้วก็ตามไม่ควรออกกำลังที่เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือการออกกำลัง อย่างแรงของร่างกายส่วนบน เช่น อก แขน   

4. การออกกำลังควรเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรหักโหม ไม่ควรแข่งขันกีฬาอย่างจริงจังเพราะทำให้เครียด   

5. ถ้ามีอาการผิดปกติขณะออกกำลัง ควรหยุดพัก เช่น อาการเหนื่อยมากผิดปกติ อาการวิงเวียน เกือบเป็นลม อาการเจ็บจุกแน่นหน้าอก อาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็วมากจนมือเท้าเย็น หยุดพักแล้วชีพจรไม่ช้าลง หากพบอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์   

6. การหยุดพักการออกกำลังกายไม่ควรหยุดทันที ควรผ่อนความเร็วลงช้าๆ แล้วจึงหยุด   

7. ไม่ควรอาบน้ำเย็นหลังออกกำลังกายทันที จะทำให้หัวใจทำงานมากขึ้น กระตุ้น ให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเจ็บแน่นหน้าอกได้   

8. ไม่ควรออกกำลังกายคนเดียว เพราะหากมีภาวะฉุกเฉิน จำได้มีผู้ช่วยเหลือ   

9. ไม่ควรออกกำลัง หรือเล่นกีฬาที่ไม่คุ้นเคยที่ต้องเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว หยุดกระทันหัน หรือเกร็งกล้ามเนื้อมากเกินกำลัง   

10. ไม่ควรออกกำลังในสถานที่อากาศร้อนอบอ้าว ซึ่งทำให้เสียเหงื่อมาก ร่างกายขาดน้ำ หัวใจจะต้องทำงานหนักขึ้น   

กีฬาและการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ 
   
   เดิน รำมวยจีน ปั่นจักรยาน กรรเชียงเรือ เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ว่ายน้ำช้าๆ เดินในน้ำ กอล์ฟ สกี   

2. โรคเบาหวาน 
   

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคเบาหวาน 
   
1. ทำให้ร่างกายใช้กลูโคสได้ดีขึ้น มีปฏิกิริยาต่ออินซูลินดีขึ้น เป็นการควบคุมระดับน้ำตาลในโลหิตทำให้ ลดขนาดของอินซูลินที่จะใช้ ในรายที่ระดับ น้ำตาลในโลหิตสูงไม่มากงดการใช้อินซูลินได้   

2.  ทำให้มีการละลายการเกาะตัวของไฟบริน ลดการรวมตัวของ Platelet มีผลคือ ลดภาวะแทรกซ้อนที่มีต่อระบบหัวใจและหลอดโลหิต คือ โรคความดันโลหิตสูง และหลอดโลหิตหัวใจตีบ   

3. ป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลินในการรักษา (NIDDM) มีอาการมากขึ้น ลดการเสี่ยงจะกลายเป็นโรคเบาหวาน ในผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วน ความดันโลหินสูง และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน   

ข้อควรระวังในการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคเบาหวาน 
   
1. การป้องกันภาวะน้ำตาลในโลหิตต่ำระหว่าง และหลังจากการออกกำลังกาย    

1.1 ในผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน หรือต้องการเปลี่ยนประเภทการออกกำลังจากเดินควรเจาะหาระดับน้ำตาลในโลหิตก่อนออกกำลัง ระหว่างออกกำลัง  ทุก 30 นาที และ 15 นาทีหลังการออกกำลังกาย   

1.2 งดการออกกำลังถ้าระดับน้ำตาลในโลหิตเท่ากับหรือสูงกว่า 250 mg/dL   

1.3 รับประทานอาหารพวกคาร์โบไฮเดรท ถ้าระดับน้ำตาลต่ำกว่า 90 mg/dL ก่อนออกกำลังกายครึ่งชั่วโมง   

1.4 ทดสอบและเรียนรู้ว่าการออกกำลังกายชนิดต่างๆ มีผลต่อระดับน้ำตาลในโลหิตของตนเองอย่างไร เพื่อทราบขนาดอินซูลิน และ ปริมาณ อาหารที่ควรได้รับก่อนออกกำลังกายชนิดนั้น   

1.5 ไม่ควรออกกำลังกายก่อนนอน เพราะอาจเกิดภาวะน้ำตาลในโลหิตต่ำขณะนอนจากกลัยโคเจนที่สะสมในกล้ามเนื้อ และในตับถูกใช้ใน การออกกำลังกายจนหมด   

2. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายโดยใช้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดอินซูลินอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หลังฉีด เพราะจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต เร็วเกินไป   

3. อย่าออกกำลังในช่วงที่อินซูลินออกฤทธิ์สูงสุด   

4. ผู้ป่วยโรคเบาหวานก่อนออกกำลังครั้งแรก จะต้องมีการคัดกรองก่อน    

กีฬาและการออกกำลังของผู้ป่วยโรคเบาหวาน    
   ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานควรงดการแข่งขันกีฬา หรือการเกร็งกล้ามเนื้อโดยไม่เคลื่อนไหวการออกกำลังกายที่เหมาะสมคือ การแกว่งแขน การเดิน การรำมวยจีน วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ขี่จักรยานช้าๆ ว่ายน้ำช้าๆ   

3. โรคความดันโลหิตสูง 
   

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 
   
1. การออกกำลังแบบเคลื่อนที่ ทำให้ร่างกายใช้ออกซิเจนได้มาก เพิ่มความสามารถการทำงานของหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ความดันโลหิตตัวล่าง (diastolic) ลดต่ำลง   

2. การออกกำลังแบบทนทาน ทำติดต่อกันนานๆ จะทำให้ความดันตัวบน (systolic) ลดต่ำลง   

3. ช่วยในการรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเล็กน้อย คือมีความดันตัวล่างระหว่าง 90 - 100 มม. ปรอท โดยให้ออกกำลังแบบแอโรบิค งดอาหารเค็ม และควบคุมน้ำหนัก จะสามารถควบคุมความดันโลหิตโดยไม่ต้องใช้ยา   

ข้อควรระวังในการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 
   
1. ผู้ป่วยที่รับประทานยาขับปัสสาวะ ควรดื่มน้ำและเกลือแร่ทดแทนส่วนที่ถูกขับจากร่างกาย ป้องกัน ภาวะกล้ามเนื้อสลายจากการ สูญเสียโปแทสเซียม เมื่อเริ่มกินยาใหม่ๆ ใน 2-3 สัปดาห์แรก นักกีฬาอาจเป็นตะคริวได้ง่าย ควรลดขนาดยาชั่วคราวจนกว่าอาการจะดีขึ้น หรือเปลี่ยนยาเป็นยาขับปัสสาวะที่ไม่ขับโปแทสเซียม   

2. ผู้ป่วยที่รับประทานยา beta - blocker (ทั้งนี้ควรสอบถามหรือปรึกษาแพทย์ประจำตัว) จะมีผลต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อ อ่อนเปลี้ย เหนื่อยง่าย เล่นกีฬาได้ไม่ทน ยาจะยับยั้งไม่ให้มี การสลายตัวของไขมันไปเป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของการออกกำลังชนิดแอโรบิค และยังเพิ่มการสลายของ กลัยโคเจน ทำให้เสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในโลหิตต่ำ ยานี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีหลอดโลหิตหัวใจตีบเท่านั้น นักกีฬาที่กินยา beta - blocker จะเสียเหงื่อ เพิ่มขึ้นขณะออกกำลังกายโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อน จึงควรดื่มน้ำทดแทนให้มาก   

3. ผู้ป่วยที่รับประทานยา alpha-blocker (ทั้งนี้ควรสอบถามหรือปรึกษาแพทย์ประจำตัว) ยานี้จะควบคุมความดันโลหิตทั้งขณะพักและออกกำลัง ควรระวังมีอาการหน้ามืด หรือเป็นลม เมื่อเริ่มกินยาครั้งแรก   

กีฬาและการออกกำลังสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง    
   ควรเป็นการออกกำลังชนิดแอโรบิค ทำต่อเนื่องกันอย่างน้อย 20 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะ ถีบจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค   

4. โรคข้อเข่าเสื่อม 
   
ข้อเข่าเสื่อมของคนไทยเกิดจากการนั่งพับเพียบ ขัดสมาธิ นั่งยองๆ ข้อจึงสึกหรอมากกว่าปกติ   

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในโรคข้อเข่าเสื่อม 
   
1. คนสูงอายุที่มีข้อเข่าเสื่อม ถ้าออกกำลังให้กล้ามเนื้อรองหัวเข่าแข็งแรง จะช่วยป้องกันการอักเสบของข้อเข่าได้   

2. การออกกำลังจะช่วยรักษาสภาพความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อให้คงอยู่ได้ ลดการสร้างเนื้อเยื่อ ที่ทำให้เกิดอาการข้อติด ช่วยทำให้ข้อเข่าหมุนได้รอบเต็มที่   

3. บรรเทาอาการตึงหรือเคล็ดบริเวณข้อเข่าได้   

ข้อควรระวังในการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม 
   
1. ควรประเมินสภาพกล้ามเนื้อรอบเข่า ข้อเข่าควรเรียบกดไม่เจ็บ งอเข่ามาด้านหลังได้ 130 องศา จากแนวเข่าเหยียดตรง ถ้าบวมมีการอักเสบข้อเข่าหนานูนตึงกดเจ็บ เข่าเคลื่อนไหวได้จำกัดหรือเจ็บ เมื่อเคลื่อนไหว มีเสียงกรอบแกรบของข้อ ถือเป็นอาการผิดปกติ ควรงดการออกกำลังกายข้อเข่า ควรรักษาให้ดีขึ้นจึงจะออกกำลังเข่าได้   

2. ถ้ามีการตึงเจ็บริเวณกล้ามเนื้อขณะออกกำลัง ควรหยุดพักการเหยียดยืดกล้ามเนื้อส่วนนี้เพื่อป้องกันการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ   

3. ขณะออกกำลังกายข้อเข่า ไม่ควรมีน้ำหนัก รวมทั้งน้ำหนักตัวกดลงบนเข่า เช่น การย่อเข่าแล้วลุกขึ้น   

4. อย่าให้ข้อเข่าพับมากเกินไป เช่น นั่งยองๆ แล้วลุกขึ้น หรือการขี่จักรยานแล้วอานอยู่ต่ำเกินไป   

5. อย่าให้มีแรงหรือน้ำหนักถ่วงข้อเท้า เมื่ออยู่ในท่ายืนเพราะจะดึงให้ข้อเข่าหลวม   

การบริหารเพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อหัวเข่าของผู้สูงอายุ 
   
1. นั่งเหยียดขาหลังตรง (นั่งบนพื้นราบ) เหยียดเข่าให้สุดและเกร็งไว้ 5-10 วินาที   

2. นั่งเหยียดขาหลังตรง มีผ้าม้วนเส้นผ่านศูนย์กลาย 3 นิ้ว รองใต้หัวเข่า ขาจะงอเล็กน้อย จากนั้นเหยียดขาให้ตรงทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง อาจเพิ่มน้ำหนักที่ข้อเท้าได้   

3. ใช้ ไม้กระดานที่ออกแบบมาสำหรับบริหารกล้ามเนื้อบริเวณหัวเข่าประกอบด้วยไม้กระดานยาว ส่วนกลางจะมีไม้อีกแผ่นซึ่งพับและปรับระดับความลาดชันได้ 3 ขนาด ขณะออกกำลังกายให้นอนราบกับพื้นขาข้างที่จะบริหารให้พาดไปบนไม้ ซึ่งพับงอ โดยเข่าอยู่บนมุมของไม้กระดาน เข่าจะงอ ใช้น้ำหนักถ่วงข้อเท้าขณะที่ขาอีกข้างเข่าเหยียด เมื่อเริ่มทำครั้งแรกควรปรับระดับ ให้ไม้มีความลาดชันน้อยที่สุด จากนั้นยกปลายเท้าให้เข่าเหยียดตรง ทำหลายครั้งจากนั้นจึงสลับขาอีกข้างท่านี้จะปลอดภัยไม่ปวดหลัง เพราะมีแรงตัาน   

4. นั่งบนโต๊ะห้อยขาให้เท้าข้างที่จะออกกำลังวางอยู่บนม้านั่ง นำน้ำหนักมาถ่วงข้อเท้า ยกน้ำหนักโดยการเหยียดเข่า ยกปลายเท้าขึ้น ท่านี้จะมีแรงต้านถ่วงเหลือเพียงเล็กน้อย น้ำหนักในแนวดิ่งจะหมดไปโดยการรับน้ำหนักของม้านั่ง ให้ทำสลับกันทั้งสองขา   

5. โรคปวดหลัง 
   
   ผู้สูงอายุประสบปัญหาเหล่านี้มาก เพราะเมื่ออายุมากขึ้นกระดูกและข้อมีการสึกหรอไปเรื่อยๆ รวมทั้งกล้ามเนื้อพังผืดที่ยึดกระดูกและ หมอนรองกระดูก เพราะท่าทางหรืออิริยาบทของเราที่ทำเป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง ยืน หรือเดินนั้น ถ้าทำอย่างไม่ถูกต้อง ก็จะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคปวดหลังปวดคอได้ และสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังมีหลายประการ เช่น โรคของพังผืดที่ยึด ระหว่างกระดูกสันหลัง โรคของกล้ามเนื้อหลังเอง โรคของปลายประสาท เป็นต้น   

การดูแลรักษาผู้ป่วยปวดหลัง 
   
   ในระยะแรกต้องนอนพักผ่อน (1-2 สัปดาห์) ลดกิจกรรมต่างๆ และมีการให้ยารักษา หลังจากนั้น ผู้ป่วยควรจะมีอิริยาบทในกิจกรรมต่างๆ คือ มีท่านอน ท่านั่ง ยืน หรือเดินที่ถูกต้อง นอกจากนี้ต้องมีการบริหาร ร่างกาย เพื่อลดและป้องกันการปวดหลัง ปวดคอ จึงเป็นการรักษาสมบูรณ์   

กีฬาและการออกกำลังกายที่เหมาะสม 
   
   การออกกำลังกายสำหรับคนที่เป็นโรคปวดหลัง ควรจะเป็นในลักษณะดังนี้คือ   
1. ควรเพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องและหลัง   

2. การยืดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่เป็นสาเหตุของการปวดหลัง   

3. ออกกำลังกายแอโรบิคเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความแข็งแรง   

การเล่นกีฬาสำหรับผู้ป่วยโรคปวดหลัง 
   
   กีฬาที่เล่นควรเป็นกีฬาที่หลีกเลี่ยงการเพิ่มความดันบริเวณหลัง เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว ขี่จักรยาน เป็นต้น   

 
 
  © Copyright 2007-2008. All Rights Reserved.