หุ้นกู้ภาคเอกชนหรือที่เรียกกันย่อๆว่าหุ้นกู้ (Corporate bond/debenture) เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน การนำออกจำหน่ายเพื่อกู้ยืมเงินที่มีระยะเวลานานกว่า 1 ปีขึ้นไปจากนักลงทุนและประชาชนทั่วไปเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจของตน ลักษณะโดยทั่วไปจึงไม่แตกต่างจากพันธบัตร คือเป็นการกู้ยืมที่ผู้ให้กู้คือนักลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้ และได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน หุ้นกู้จึงเปรียบเสมือนสัญญาการกู้ยืมเงินที่บรรจุข้อความต่างๆอันบ่งบอกถึงชื่อผู้ออกตราสารซึ่งเป็นผู้กู้ ผู้ถือตราสารซึ่งเป็นผู้ให้กู้ จำนวนเงินที่ให้กู้ ระยะเวลาการกู้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และข้อสัญญาที่กำหนดเงื่อนไขต่างๆ ดังตัวอย่างใบหุ้นกู้ของบริษัทเทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดังนี้
1. มูลค่าที่ตราไว้ (Par value/Face value) คือกองหนี้ที่แบ่งไว้เป็นหน่วยย่อยซึ่งแต่ละหน่วยย่อยจะมีค่าเท่ากัน โดยทั่วไปหุ้นกู้ภาคเอกชนจะกำหนดมูลค่าไว้เป็นหน่วยละ (เรียกกันทั่วไปว่าหุ้นละ) 1,000 บาท จากตัวอย่าง นส.แสงเดือน ชมจันทร์ ซื้อหุ้นกู้ไว้ 200 หน่วย คิดเป็นจำนวนเงินที่ให้บริษัทกู้เท่ากับ 200,000 บาท (20 หน่วยๆละ 1,000 บาท)
2. อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกหุ้นกู้สัญญาจะจ่ายแก่ผู้ถือครองตราสาร (ผู้ให้กู้)
บริษัท (ผู้กู้) อาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่หรือลอยตัว (ไม่คงที่) จากตัวอย่างบริษัทเทเลคอมฯ กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 6.1 ต่อปี หมายความว่าบริษัทจะต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วยอัตราที่เท่ากันตลอดอายุของหุ้นกู้ ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทจะกำหนดเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่
3. งวดการจ่ายดอกเบี้ย (Coupon frequency) คือ จำนวนครั้งของการจ่ายดอกเบี้ยต่อปีโดยทั่วไปบริษัทผู้ออกหุ้นกู้มักจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง โดยส่งเป็นเช็คสั่งจ่ายในนามของผู้ถือหุ้นหรือโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้ถือหุ้น และดอกเบี้ยดังกล่าวจะถูกหักภาษีเงินได้จำนวนหนึ่งเสมอ
4. วันออกหุ้นกู้และวันหมดอายุ (Issue date and Maturity date) โดยทั่วไปหุ้นกู้จะกำหนดอายุตราสารซึ่งหมายถึงระยะเวลาของการกู้ยืมเงิน ดังนั้นวันออกหุ้นกู้และวันครบกำหนดไถ่ถอนซึ่งเป็นวันหมดอายุของตราสารจึงต้องกำหนดไว้ เช่นหุ้นกู้ของบริษัทฟ้างาม จำกัด (มหาชน) ระบุวันที่ออกหุ้นกู้ 16 มิถุนายน 2548 อายุ 3 ปี ดังนั้นวันครบกำหนดไถ่ถอนซึ่งหมายถึงครบกำหนดต้องจ่ายเงินคืนแก่ผู้ให้กู้คือวันที่ 16 มิถุนายน 2551 จากตัวอย่างหุ้นกู้บริษัทเทเลคอมมิได้ระบุอายุแต่ก็ได้ระบุวันออกหุ้นกู้ 15 ตุลาคม 2545 และวันครบกำหนดไถ่ถอน 7 กรกฎาคม 2551
5. ชื่อผู้ออก (Issuer) คือผู้ออกตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ ตามตัวอย่างบริษัทเทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ออกหุ้นกู้ ข้อสังเกตจากหุ้นกู้คือ บริษัทมหาชนเท่านั้นที่สามารถออกจำหน่ายหุ้นกู้ได้
6. จำนวนหุ้นกู้ที่นำออกจำหน่าย (Total issuer) มูลค่ารวม (Total amount) การนำหุ้นกู้ออกจำหน่วยเพื่อระดมทุนแต่ละครั้งนั้น บริษัทจะระบุจำนวนหน่วยรวมของหุ้นกู้ทั้งหมดไว้ด้วยเช่นเดียวกับจำนวนเงินรวมหรือมูลค่ารวมที่บ่งบอกถึงจำนวนเงินทั้งหมดที่ต้องการกู้ในครั้งนี้ จากตัวอย่างหุ้นกู้ของบริษัทเทเลคอมฯ หุ้นกู้ที่ออกจำหน่ายมีจำนวน 11,715,400 หน่วย มูลค่าที่กำหนดหน่วยละ 1,000 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมของจำนวนเงินที่ต้องการกู้ยืมสูงถึง 11,715,400,000 บาท (หนึ่งหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยสิบห้าล้านสี่แสนบาท)
การลงทุนในหุ้นกู้นั้นหากเปรียบเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรแล้วจะพบว่าหุ้นกู้ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตร แต่การลงทุนในหุ้นกู้นั้นนักลงทุนก็จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการผิดนัดการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรด้วย ผลตอบแทนคือดอกเบี้ยของหุ้นกู้นั้นจึงถูกกำหนดขึ้นโดยใช้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรเป็นฐานอ้างอิงและบวกเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่งเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องรับเพิ่มขึ้น
การลงทุนในหุ้นกู้นั้นนักลงทุนควรเข้าใจถึงการจัดอันดับเครดิตซึ่งเป็นการกำหนดสัญลักษณ์ตัวอักษรแสดงการจัดอันดับความน่าเชื่อถือตามระดับความสามารถของผู้ออกตราสารหนี้ในการชำระดอกเบี้ย และคืนเงินต้นด้วย โดยสถาบันจัดอันดับเครดิตซึ่งในประเทศไทยมีอยู่สองบริษัท คือ บริษัทไทยเรตติ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส จำกัด (TRIS:ทริส) และบริษัทฟิตซ์ เรตติ้งไทย จำกัด ได้กำหนดไว้ 8 อันดับ โดยเริ่มจาก AAA AA A BBB BB B C D ความหมายของสัญลักษณ์เช่น
| AAA |
อันดับความน่าเชื่อถือสูงสุด มีความเสี่ยงต่ำสุด บริษัทที่ออกหุ้นกู้ซึ่งได้รับการจัด
อันดับเครดิตระดับนี้จะมีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์สูงสุด ความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทางธุรกิจและเศรษฐกิจใดๆจะส่งผลกระทบน้อยมาก |
|
| AA |
มีความเสี่ยงต่ำมาก |
|
| A |
มีความเสียงในระดับต่ำ |
|
| BBB |
มีความเสี่ยง |
|
| BB |
มีความเสี่ยงในระดับสูง |
|
| B |
มีความเสี่ยงในระดับสูงมาก |
|
| C |
อยู่ในการผิดนัดชำระหนี้สูงที่สุด |
|
| D |
อยู่ในการผิดนัดชำระหนี้ คือ ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น |
|
โดยสรุปการเลือกลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งประกอบด้วย พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้นั้นหากพิจารณาเฉพาะความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระดอกเบี้ยและเงินต้นแล้ว พันธบัตรรัฐบาลไม่มีความเสี่ยงดังกล่าว พันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีกระทรวงการคลังค้ำประกันก็มีความเสี่ยงที่สูงขึ้น และหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนจะมีความเสี่ยงสูงที่สุด ดังนั้นพันธบัตรรัฐบาลจึงเป็นตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบระหว่างตราสารหนี้ทั้งสามประเภท นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนสูงจึงเลือกลงทุนในหุ้นกู้ ซึ่งก็สามารถเลือกได้ว่าจะยอมรับความเสี่ยงในระดับใด บริษัทที่ดำเนินธุรกิจมีผลประกอบการดี อนาคตรุ่งโรจน์ หุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตสูงกว่า A จะถูกจองซื้อหมดในเวลาอันรวดเร็ว แต่การลงทุนในหุ้นกู้ก็มีข้อสังเกตว่าเงื่อนไขที่ปรากฏในหุ้นกู้นั้นมักมีรายละเอียดอื่นๆที่ซ่อนอยู่ เช่น หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้ชนิดทยอยชำระคืนเงินต้น หุ้นกู้ที่สามารถไถ่ถอนก่อนกำหนดก่อน เป็นต้น เงื่อนไขต่างๆเหล่านี้อาจทำให้นักลงทุนต้องรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแต่ทั้งหมดหากพิจารณาโดยภาพรวมจะพบว่าผลตอบแทนที่สูงขึ้นนั้นถูกเสนอเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นนั่นเอง
|