หน้าแรก
จิตสังคมผู้สูงอายุ
สิทธิผู้สูงอาย
ปกิณกะ-สาระ-บันเทิง
สุขภาพผู้สูงอายุ
การจัดการการเงินสำหรับผู้สูงอายุ
ธรรมสร้างสุข
 
 
  หน้าแรก การจัดการการเงินสำหรับผู้สูงอายุ  
     
 

ซื้อหุ้น

 

หุ้นสามัญ

   
 

หุ้นกู้

   
  หุ้นบุริสิทธิ์    
  พันธบัตร    
 
 
การลงทุนในหุ้นสามัญ  
 
 

   หุ้นสามัญ (Common Stock) เป็นหลักทรัพย์ประเภทตราสารทุน บริษัทเอกชนเป็นผู้ออกจำหน่ายเพื่อระดมทุนไปใช้ดำเนินธุรกิจ นักลงทุนที่ซื้อหุ้นสามัญมีฐานะเป็นเจ้าของบริษัทและได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรของบริษัท หุ้นสามัญเป็นตราสารทางการเงินที่มีสิทธิแฝงอยู่ในตัวมากกว่าตราสารทางการเงินอื่นแต่จะไม่เขียนไว้ในใบหุ้น ข้อความที่ปรากฏในตราสารโดยทั่วไปจะมีเพียงการระบุว่าเป็นใบหุ้นสามัญ มูลค่าหุ้นต่อหน่วย บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ ชื่อผู้ถือหุ้น วันที่ออกใบหุ้น และจำนวนหุ้นที่นักลงทุนได้ซื้อหรือถือครอง ดังตัวอย่างที่ปรากฏเป็นใบหุ้นสามัญของบริษัทมงกุฎวัฒนะ จำกัด (มหาชน) ซึ่ง น.ส.แสงจันทร์  ชมดาว ซื้อไว้จำนวน 3,150 หุ้น ผู้ซื้อจึงมีฐานะเป็นเจ้าของบริษัทมงกุฎวัฒนะร่วมกับคนอื่นๆที่ซื้อหุ้นของบริษัทนี้ และหุ้นสามัญกำหนดมูลค่าไว้เป็นหุ้นละ 10 บาท (ในอดีตหุ้นสามัญนิยมกำหนดมูลค่าไว้หุ้นละ 100 บาท ปัจจุบัน มีทั้ง 10 บาท 5 บาท และ 1 บาท)

   หุ้นสามัญแฝงไว้ซึ่งสิทธิของนักลงทุนอีกหลายอย่าง ได้แก่ การมีสิทธิออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่เพื่อร่วมตัดสินใจในการบริหารงานของบริษัท และการมีสิทธิได้ซื้อหุ้นสามัญที่ออกใหม่เมื่อบริษัททำการเพิ่มทุน (ซึ่งอาจซื้อได้ในราคาต่ำกว่าบุคคลทั่วไปภายนอก) ผู้ถือหุ้นสามัญในฐานะที่เป็นเจ้าของจะได้รับผลตอบแทนเป็นคนสุดท้าย ดังนั้นในกรณีที่กิจการดำเนินธุรกิจขาดทุนเจ้าของจึงต้องรับภาระในผลขาดทุนร่วมกัน แต่ในภาวะที่กิจการดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จมีกำไรงดงาม กำไรดังกล่าวก็เป็นของเจ้าของ และหากบริษัทนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลแล้วเมื่อเปรียบเทียบกับตราสารหรือหลักทรัพย์ประเภทหนี้ เช่น พันธบัตรหรือหุ้นกู้แล้ว อัตราผลตอบแทนของหุ้นสามัญจะสูงกว่ามาก ทำให้หุ้นสามัญซื้อขายกันในราคาที่สูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่กำหนดมากด้วย นักลงทุนจำนวนหนึ่งจึงเป็นนักลงทุนระยะสั้นที่ทำการซื้อมาขายไปเพื่อหากำไรจากส่วนต่างของราคาที่เรียกว่ากำไรส่วนเกินทุน (Capital gain) โดยที่ความผกผันของราคาหุ้นที่ซื้อขายกันนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง  และผลประกอบการตลอดจนอนาคตที่ยากแก่การคาดเดาได้ถูกต้อง ทำให้การลงทุนในหุ้นสามัญมีภาวะความเสี่ยงที่สูง จึงมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่งดงามเช่นเดียวกับการมีโอกาสขาดทุนอย่างมากมายเมื่อเกิดภาวะล้มเหลวของธุรกิจทำให้ต้องยอมรับในหลักแห่งสัจธรรมว่า “ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำ”

 
 
_________________________________________________________
การลงทุนในหลักทรัพย์-หุ้นกู้  
 
 

   หุ้นกู้ภาคเอกชนหรือที่เรียกกันย่อๆว่าหุ้นกู้ (Corporate bond/debenture) เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน การนำออกจำหน่ายเพื่อกู้ยืมเงินที่มีระยะเวลานานกว่า 1 ปีขึ้นไปจากนักลงทุนและประชาชนทั่วไปเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจของตน ลักษณะโดยทั่วไปจึงไม่แตกต่างจากพันธบัตร คือเป็นการกู้ยืมที่ผู้ให้กู้คือนักลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้ และได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน หุ้นกู้จึงเปรียบเสมือนสัญญาการกู้ยืมเงินที่บรรจุข้อความต่างๆอันบ่งบอกถึงชื่อผู้ออกตราสารซึ่งเป็นผู้กู้ ผู้ถือตราสารซึ่งเป็นผู้ให้กู้ จำนวนเงินที่ให้กู้ ระยะเวลาการกู้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และข้อสัญญาที่กำหนดเงื่อนไขต่างๆ ดังตัวอย่างใบหุ้นกู้ของบริษัทเทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดังนี้

1. มูลค่าที่ตราไว้ (Par value/Face value) คือกองหนี้ที่แบ่งไว้เป็นหน่วยย่อยซึ่งแต่ละหน่วยย่อยจะมีค่าเท่ากัน โดยทั่วไปหุ้นกู้ภาคเอกชนจะกำหนดมูลค่าไว้เป็นหน่วยละ (เรียกกันทั่วไปว่าหุ้นละ) 1,000 บาท จากตัวอย่าง นส.แสงเดือน  ชมจันทร์ ซื้อหุ้นกู้ไว้ 200 หน่วย คิดเป็นจำนวนเงินที่ให้บริษัทกู้เท่ากับ 200,000 บาท (20 หน่วยๆละ 1,000 บาท)

2. อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกหุ้นกู้สัญญาจะจ่ายแก่ผู้ถือครองตราสาร (ผู้ให้กู้)
บริษัท (ผู้กู้) อาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่หรือลอยตัว (ไม่คงที่) จากตัวอย่างบริษัทเทเลคอมฯ กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 6.1 ต่อปี หมายความว่าบริษัทจะต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วยอัตราที่เท่ากันตลอดอายุของหุ้นกู้ ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทจะกำหนดเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่

3. งวดการจ่ายดอกเบี้ย (Coupon frequency) คือ จำนวนครั้งของการจ่ายดอกเบี้ยต่อปีโดยทั่วไปบริษัทผู้ออกหุ้นกู้มักจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง โดยส่งเป็นเช็คสั่งจ่ายในนามของผู้ถือหุ้นหรือโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้ถือหุ้น และดอกเบี้ยดังกล่าวจะถูกหักภาษีเงินได้จำนวนหนึ่งเสมอ

4. วันออกหุ้นกู้และวันหมดอายุ (Issue date and  Maturity date) โดยทั่วไปหุ้นกู้จะกำหนดอายุตราสารซึ่งหมายถึงระยะเวลาของการกู้ยืมเงิน ดังนั้นวันออกหุ้นกู้และวันครบกำหนดไถ่ถอนซึ่งเป็นวันหมดอายุของตราสารจึงต้องกำหนดไว้ เช่นหุ้นกู้ของบริษัทฟ้างาม จำกัด (มหาชน) ระบุวันที่ออกหุ้นกู้ 16 มิถุนายน 2548 อายุ 3 ปี ดังนั้นวันครบกำหนดไถ่ถอนซึ่งหมายถึงครบกำหนดต้องจ่ายเงินคืนแก่ผู้ให้กู้คือวันที่ 16 มิถุนายน 2551 จากตัวอย่างหุ้นกู้บริษัทเทเลคอมมิได้ระบุอายุแต่ก็ได้ระบุวันออกหุ้นกู้ 15 ตุลาคม 2545 และวันครบกำหนดไถ่ถอน 7 กรกฎาคม 2551

5. ชื่อผู้ออก (Issuer)  คือผู้ออกตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ ตามตัวอย่างบริษัทเทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ออกหุ้นกู้ ข้อสังเกตจากหุ้นกู้คือ บริษัทมหาชนเท่านั้นที่สามารถออกจำหน่ายหุ้นกู้ได้

6. จำนวนหุ้นกู้ที่นำออกจำหน่าย (Total issuer) มูลค่ารวม (Total amount) การนำหุ้นกู้ออกจำหน่วยเพื่อระดมทุนแต่ละครั้งนั้น บริษัทจะระบุจำนวนหน่วยรวมของหุ้นกู้ทั้งหมดไว้ด้วยเช่นเดียวกับจำนวนเงินรวมหรือมูลค่ารวมที่บ่งบอกถึงจำนวนเงินทั้งหมดที่ต้องการกู้ในครั้งนี้ จากตัวอย่างหุ้นกู้ของบริษัทเทเลคอมฯ หุ้นกู้ที่ออกจำหน่ายมีจำนวน 11,715,400 หน่วย มูลค่าที่กำหนดหน่วยละ 1,000 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมของจำนวนเงินที่ต้องการกู้ยืมสูงถึง 11,715,400,000 บาท (หนึ่งหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยสิบห้าล้านสี่แสนบาท)

   การลงทุนในหุ้นกู้นั้นหากเปรียบเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรแล้วจะพบว่าหุ้นกู้ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตร แต่การลงทุนในหุ้นกู้นั้นนักลงทุนก็จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการผิดนัดการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรด้วย ผลตอบแทนคือดอกเบี้ยของหุ้นกู้นั้นจึงถูกกำหนดขึ้นโดยใช้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรเป็นฐานอ้างอิงและบวกเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่งเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องรับเพิ่มขึ้น

   การลงทุนในหุ้นกู้นั้นนักลงทุนควรเข้าใจถึงการจัดอันดับเครดิตซึ่งเป็นการกำหนดสัญลักษณ์ตัวอักษรแสดงการจัดอันดับความน่าเชื่อถือตามระดับความสามารถของผู้ออกตราสารหนี้ในการชำระดอกเบี้ย และคืนเงินต้นด้วย โดยสถาบันจัดอันดับเครดิตซึ่งในประเทศไทยมีอยู่สองบริษัท คือ บริษัทไทยเรตติ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส จำกัด (TRIS:ทริส) และบริษัทฟิตซ์ เรตติ้งไทย จำกัด ได้กำหนดไว้ 8 อันดับ โดยเริ่มจาก AAA  AA  A  BBB  BB  B  C  D ความหมายของสัญลักษณ์เช่น

AAA อันดับความน่าเชื่อถือสูงสุด มีความเสี่ยงต่ำสุด บริษัทที่ออกหุ้นกู้ซึ่งได้รับการจัด
อันดับเครดิตระดับนี้จะมีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์สูงสุด ความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทางธุรกิจและเศรษฐกิจใดๆจะส่งผลกระทบน้อยมาก
 
AA มีความเสี่ยงต่ำมาก  
A มีความเสียงในระดับต่ำ  
BBB มีความเสี่ยง  
BB มีความเสี่ยงในระดับสูง  
B มีความเสี่ยงในระดับสูงมาก  
C อยู่ในการผิดนัดชำระหนี้สูงที่สุด  
D อยู่ในการผิดนัดชำระหนี้ คือ ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น  

   โดยสรุปการเลือกลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งประกอบด้วย พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และหุ้นกู้นั้นหากพิจารณาเฉพาะความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระดอกเบี้ยและเงินต้นแล้ว พันธบัตรรัฐบาลไม่มีความเสี่ยงดังกล่าว พันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีกระทรวงการคลังค้ำประกันก็มีความเสี่ยงที่สูงขึ้น และหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนจะมีความเสี่ยงสูงที่สุด ดังนั้นพันธบัตรรัฐบาลจึงเป็นตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบระหว่างตราสารหนี้ทั้งสามประเภท  นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนสูงจึงเลือกลงทุนในหุ้นกู้ ซึ่งก็สามารถเลือกได้ว่าจะยอมรับความเสี่ยงในระดับใด บริษัทที่ดำเนินธุรกิจมีผลประกอบการดี อนาคตรุ่งโรจน์ หุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตสูงกว่า A จะถูกจองซื้อหมดในเวลาอันรวดเร็ว แต่การลงทุนในหุ้นกู้ก็มีข้อสังเกตว่าเงื่อนไขที่ปรากฏในหุ้นกู้นั้นมักมีรายละเอียดอื่นๆที่ซ่อนอยู่ เช่น หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้ชนิดทยอยชำระคืนเงินต้น หุ้นกู้ที่สามารถไถ่ถอนก่อนกำหนดก่อน เป็นต้น เงื่อนไขต่างๆเหล่านี้อาจทำให้นักลงทุนต้องรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแต่ทั้งหมดหากพิจารณาโดยภาพรวมจะพบว่าผลตอบแทนที่สูงขึ้นนั้นถูกเสนอเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นนั่นเอง

 
 
_________________________________________________________
การลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ์ิ์  
 
 

   หุ้นบุริมสิทธิ์ิ (Preferred Stock) เป็นหลักทรัพย์ประเภทตราสารทุนที่บริษัทเอกชนนำออกจำหน่ายเพื่อระดมทุนไปใช้ดำเนินธุรกิจและให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนเป็นเงินปันผลเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ แต่มักจะระบุอัตราเงินปันผลที่คงที่  การลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ์ินั้นนักลงทุนจะมีสิทธิได้รับเงินปันผลเป็นลำดับก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ และหากบริษัทเลิกกิจการก็มีสิทธิที่จะได้รับชำระทุนคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ โดยทั่วไปหุ้นบุริมสิทธิ์ิจะไม่ให้สิทธิ์ในการออกเสียงลงมติเพื่อร่วมตัดสินใจในการบริหารงานของบริษัท บริษัทอาจกำหนดสิทธิหรือเงื่อนไขพิเศษแก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์ิเพิ่มเติมได้แต่ทั้งหมดต้องระบุไว้ในใบหุ้น

   โดยภาพรวมของการลงทุนในหลักทรัพย์เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นกู้ หุ้นบุริมสิทธิ์ิ และหุ้นสามัญแล้ว หุ้นกู้จะให้ผลตอบแทนที่แน่นอน แต่ถ้าเป็นหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตสูงก็จะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าหุ้นบุริมสิทธิ์ิและหุ้นสามัญ แต่เมื่อเปรียบเทียบด้านความเสี่ยงแล้วหุ้นสามัญที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงที่สุดก็มีความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องเผชิญสูงสุดด้วยเช่นกัน การลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนจำต้องคิดและวางแผนไห้ดี โดยต้องพิจารณาถึงความพร้อมด้านการเงินและการยอมรับความเสี่ยงของตนด้วย

 
 
_________________________________________________________
การลงทุนในหลักทรัพย์-พันธบัตร  
 
 

   พันธบัตร (Bond) เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือองค์กรของรัฐ การนำออกจำหน่วยก็เพื่อกู้ยืมเงินที่มีระยะเวลานานกว่า 1 ปีขึ้นไป พันธบัตรจึงมีลักษณะเหมือนสัญญาเงินกู้ ผู้ออกตราสารจำหน่ายคือผู้กู้ (อยู่ในฐานะลูกหนี้) ส่วนผู้ซื้อตราสารคือผู้ให้กู้ (อยู่ในฐานะเจ้าหนี้) ผู้กู้มีหน้าที่จ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นแก่ผู้ให้กู้ตามสัญญาที่กำหนด พันธบัตรจำแนกตามผู้ออกตราสารได้เป็น 2 ประเภท คือ พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ

   พันธบัตรรัฐบาล (Treasury bond) เป็นพันธบัตรที่ออกโดยกระทรวงการคลังจัดเป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้น  อาจมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของการออกพันธบัตร เช่น พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม พันธบัตรออมทรัพย์ (ดูตัวอย่างพันธบัตรออมทรัพย์)

   พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State euterprise bond) เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจจึงมีชื่อเรียกตามองค์กรที่ออกตราสาร เช่น พันธบัตรออมสิน พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย

   พันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นต้น พันธบัตรรัฐวิสาหกิจยังจำแนกออกได้เป็นอีกสองประเภท คือ ประเภทที่มีการค้ำประกันและไม่มีการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง

    พันธบัตรประเภทที่มีการค้ำประกันจากกระทรวงการคลังจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่นักลงมากขึ้น เพราะมีความเสี่ยงจากการผิดนัดการจ่ายดอกเบี้ยน้อยกว่าพันธบัตรประเภทไม่มีการค้ำประกันจากกระทรวงการคลัง (ดูตัวอย่างพันธบัตรออมสิน เป็นพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารออมสิน)

ตัวอย่างพันธบัตรออมสิน

   การระดมทุนโดยการออกจำหน่ายพันธบัตรเปรียบเสมือนการทำสัญญากู้ยืมเงินจากคนจำนวนมากโดยใช้แบบของสัญญาที่มีลักษณะทั่วไปเหมือนกัน ส่วนประกอบที่สำคัญของพันธบัตรได้แก่ (ดูภาพพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง และพันธบัตรออมสินประกอบ)

1. มูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) คือกองหนี้ที่ถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยซึ่งแต่ละหน่วยย่อยจะมีค่าเท่ากัน ทั้งพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง (พันธบัตรรัฐบาล) และพันธบัตรออมสิน(พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ) ต่างก็มีมูลค่าเท่ากันคือหน่วยละ 10,000 บาท จำนวนหน่วยของพันธบัตรที่นักลงทุนถือครองจะแสดงถึงจำนวนเงินต้นที่ให้กู้ จากตัวอย่าง น.ส.แสงจันทร์ ชมดาวถือครองพันธบัตรออมทรัพย์ 50 หน่วย เทียบเท่ากับจำนวนเงินที่ให้กู้ 500,000 บาท ส่วนการถือครองพันธบัตรออมสินคือ 20 หน่วยเทียบเท่ากับจำนวนเงินที่ให้กู้ 200,000 บาท

2. อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon rate) คืออัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกพันธบัตร(ผู้กู้)สัญญาจะจ่ายแก่ผู้ถือตราสาร(ผู้ให้กู้) โดยทั่วไปจะกำหนดเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อปี มีทั้งอัตราดอกเบี้ยคงที่และไม่คงที่ จากตัวอย่างพันธบัตรออมทรัพย์กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 5.10 ต่อปี ส่วนพันธบัตรออมสินกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบก้าวหน้าเป็นรายปี อัตราดอกเบี้ยแต่ละปีจะเปลี่ยนแปลงในทางที่สูงขึ้นนับจากปีแรกที่กำหนดไว้เป็นร้อยละ 2 และสิ้นสุดที่ร้อยละ 7 หรือ 8 ขึ้นอยู่กับอายุของพันธบัตร

3. งวดการจ่ายดอกเบี้ย (Coupon frequency) คือจำนวนครั้งของการจ่ายดอกเบี้ยต่อปี โดยทั่วไปพันธบัตรจะจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง จากตัวอย่างพันธบัตรทั้ง 2 ชนิดจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง โดยพันธบัตรออมทรัพย์จ่ายดอกเบี้ยทุกวันที่ 26 กุมภาพันธ์ และ 26 สิงหาคม ของปี ส่วนพันธบัตรออมสินจ่ายดอกเบี้ยทุกวันที่ 29 มิถุนายน และ 29 ธันวาคม ของทุกปี การจ่ายดอกเบี้ยอาจสั่งเป็นเช็คสั่งจ่ายในนามผู้ถือครองตราสารหรือโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของธนาคารของผู้ถือครองพันธบัตร ซึ่งดอกเบี้ยที่จ่ายจะถูกหักภาษีจำนวนหนึ่งทุกครั้งเสมอ

4. วันหมดอายุหรือวันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity date) คือวันหมดอายุของตราสารหนี้ซึ่งหมายถึงวันที่ผู้กู้ต้องชำระคืนเงินต้นแก่ผู้ให้กู้ หากเป็นวันเดียวกับการจ่ายดอกเบี้ยก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยงวดสุดท้ายพร้อมเงินต้น จากตัวอย่างพันธบัตรออมทรัพย์มีอายุ 7 ปี ระบุการชำระคืนเงินต้นภายใน 7 ปีนับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2547 ดังนั้นวันครบกำหนดไถ่ถอนจึงเป็นวันที่ 26 สิงหาคม 2554   ส่วนพันธบัตรออมสินนั้นออกจำหน่ายเป็น 2 แบบให้นักลงทุนเลือก คือ อายุ 5 ปี และ 8 ปี น.ส.แสงดาวถือพันธบัตรอายุ 8 ปี จึงครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 29 ธันวาคม 2555

5. ชื่อผู้ออก (Issuer) คือผู้ออกพันธบัตรหรือตราสารหนี้ จึงมีสถานะเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้ พันธบัตรออมทรัพย์ออกโดยกรทรวงการคลัง รัฐบาลคือกระทรวงการคลังจึงเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้ ส่วนพันธบัตรออมสินออกโดยธนาคารออมสินซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจึงเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้

6. ชื่อสัญญา (Covenants) คือเงื่อนไขต่างๆที่กำหนดไว้สำหรับปฏิบัติทั้งด้านลูกหนี้และเจ้าหนี้ เช่น เงื่อนไขการจ่ายชำระคืนเงินต้นจะกระทำต่อเมื่อได้รับคืนพันธบัตร การโอนกรรมสิทธิ์หรือจำนำพันธบัตรจะต้องไปจดทะเบียนการโอนหรือจำนำกับนายทะเบียนที่กำหนดไว้เท่านั้น เป็นต้น

   พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ที่ปลอดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ดังนั้นหากเปรียบเทียบกับตราสารหนี้อื่นจะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดให้จึงต่ำกว่าพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่ออกโดยไม่มีการค้ำประกันจากกระทรวงการคลังจะเป็นพันธบัตรที่มีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่เสนอให้จึงสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล นักลงทุนจึงต้องเลือกที่จะตัดสินใจระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทน ซึ่งต้องวัดใจตนเองว่าจะยอมรับความเสี่ยงได้เพียงใด เพราะความเสี่ยงสูงผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงต่ำผลตอบแทนต่ำ

 
 
  © Copyright 2007-2008. All Rights Reserved.