หน้าแรก
จิตสังคมผู้สูงอายุ
สิทธิผู้สูงอาย
ปกิณกะ-สาระ-บันเทิง
สุขภาพผู้สูงอายุ
การจัดการการเงินสำหรับผู้สูงอายุ
ธรรมสร้างสุข
 
 
  หน้าแรกธรรมสร้างสุข  
 

สากัจฉา(ฒ)ถาม-ตอบ

 
 
 
   

 

(1) ตา...

   

ถาม

คนแก่ให้ความรู้ ให้ความคิดอย่างไร

   

ตอบ

เมื่อเห็นคนแก่ ก็นำมาเป็นครูสอนตัวเอง ซึ่งแก่แล้วว่า คนแก่นั้นเป็นที่น่าสงสาร น่าสังเวช น่าหัวเราะ น่าเบื่อหน่าย น่ารำคาญ น่ากลัว น่ารังเกียจ ของตัวเองด้วย ของคนอื่นด้วย อวัยวะเริ่มตั้งแต่ตา ตาเริ่มเปลี่ยนลักษณะเป็นวุ้นคล้ายลำไยคือขุ่นมัว ไม่ดำใสเหมือนเก่า มองอะไรก็ไม่ค่อยเห็นชัดเจน มองคนก็เห็นแต่เป็นหน้า บางทีเห็น เป็นหลายหน้า เห็นตาปาก จมูกไม่ชัด จึงจำไม่ได้ มืดไปก็ไม่เห็น สว่างไปก็พร่าต้องใช้มือป้องหน้าแบ่งแสงสว่าง จะขึ้นบันไดลงบันได ขึ้นสูงลงต่ำก็มองไม่ค่อยเห็น ต้องคอยจับคอยเหนี่ยว คอยคลำกันล้ม บางคนตาเป็นต้อ น้ำตาไหล ตาแฉะ ใช้แว่นตาช่วยก็พอช่วยได้บ้าง แต่ก็ต้องมีทั้งแว่นใกล้แว่นไกล ใช้แว่นไกลในที่ใกล้ก็พร่า ใช้แว่นใกล้ในที่ไกลก็มองไม่ชัด งกๆ เงิ่นๆ ชวนให้เด็กมันหัวเราะ ชวนให้คนหนุ่มสาวรำคาญ ทำให้ตนเองเบื่อตนเอง ทำให้คนอื่นเสียงานเสียงการ เพราะอ่านหนังสือผิดๆถูกๆ ลงชื่อผิดๆถูกๆ ตาที่เคยดำโต งามขำก็กลายเป็นตาแฉะ ตาตี่ หนังตาที่เคยมีชั้น 2-3 ชั้น ก็กลายเป็นชั้นเดียวเหี่ยวห้อย ขนตาที่เคยยาวงอนงาม ก็ร่วงหลุดกุดสั้น ขนคิ้วที่เคยดกหนาดำ ก็ร่วงหลุดเหลือบาง แถมหงอกด้วย ดูหน้ายังกับค่าง แถมมีรอยย่นตามขอบตา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยแลเงาไว้อย่างาม ดูตาซึ้ง มีเสน่ห์ หัวคิ้วเหนือสันจมูก มีรอยย่นไปทั้งนั้น หางตาก็มีรอยตีนกามาเหยียบไว้ หน้าผากเคยเต็มสง่าก็มีรอยย่นเป็นขั้นบันได เหนือขึ้นไปเคยมีผมประดับอยู่อย่างงาม บัดนี้ก็เถิกเจิ้กเวิ่ก ผมหนีขึ้นไปหลบ ไปอยู่แถวข้างๆปล่อยตรงกลางให้เป็นทางช้างเดิน เลี่ยน ราบรื่นเป็นมัน ไม่อยากดูกระจกดูแล้วใจหายบางทีตาฝาด เป็นเชือกเป็นงู เห็นเงานึกว่าเป็นของจริง เอื้อมมือไปจับ เมื่อเป็นเด็กแดง ตามองไม่ค่อยเห็นเห็นแต่ใกล้ๆ ต้องหราตาเพราะแสงสว่างมาก ยิ่งโตขึ้นยิ่งเปลี่ยนพอตอนแก่ก็กลับเป็นอย่างเด็กแดงอีก ดูแล้วน่าสังเวชตัวเองยิ่งนัก ลูกหลานมาเยี่ยม ก็ทักผิดทักถูก ทำให้เด็กมันหัวเราะกัน บางครั้งอ่านหนังสือโดยไม่ใช้แว่น นำหนังสือมาชิดตา ห่างสักฝ่ามือเดียว อ่านออกบ้าง ไม่ออกบ้าง อย่างมัวๆ แต่พอเดาใจความได้ พอมีคนทักว่าสายตายังดี ไม่ใช้แว่นก็อ่านหนังสือได้ โดนเขายอเข้าหน่อยก็ชื่นใจ ยิ้มพูดถ่อมตัวว่าอ่านไอย่างนั้นเอง พออ่านได้ แต่ตนเองก็รู้ว่าตนเองเป็นอย่างไร แต่ก็ยังเข้าข้างตัวอยู่ว่า ตัวยังเก่ง เรื่องหลอกก็เหมือนกัน แต่ก่อนเคยหลอกเด็กให้เด็กดีใจ สบายใจ มาบัดนี้แก่แล้วก็ถูกเด็กหลอกให้ดีใจ สบายใจบ้าง คนแก่รู้ตัวหรือเปล่าที่ถูกเด็กหลอก พูดถึงเวลาแล้ว ตื่นนอนตอนเช้าดู ตาค่อยแจ่มใสหน่อย แต่ตอนกลางคืนแม้ใช้แว่นตา ก็ยังแย่ เห็นพื้นสูงๆ ต่ำๆ ไปหมด แล้วแต่แสงเป็นเหตุให้ไม่อยากไปไหนในตอนกลางคืน

บางคนติดไพ่ เวลาเล่นไพ่ ขาไพ่จั่วอะไรก็ตะโกนถามเพราะมองไม่ถนัด ถึงคราวตัวเองจั่ว ก็นำไพ่มาชิดตาจนหายใจรดไพ่ ทั้งๆที่ใส่แว่นตา ของที่จำเป็น เช่น ยาดม ยาอม ยาหอม ยาแก้ปวดท้อง ยาแก้ปวดขา ปวดหลัง ยาแก้ปวดหัว ยาแก้โรคหัวใจ ยาแก้โรคความดันเลือดสูง-ต่ำ ยาไอ ยาแก้นอนไม่หลับ ยาแก้นอนหลับ ยาบำรุงหัวใจ ยาบำรุงสมอง ยาบำรุงกำลัง ยาแก้เส้นเลือดตีบ ยาสูบ ยานัตถุ์ หมาก สารพัดยา ซึ่งเคยอยู่ห่างๆ เช่น ในตู้ยา ก็ต้องนำมาไว้ข้างที่นอนใกล้ๆตัว จะได้มองเห็นคลำได้หยิบได้ ถึงเป็นอย่างนั้นบางคราว ก็กินยาผิด ท้องเสียมากกลับไปกินยาถ่ายเข้าไปอีก เพราะตามองดูฉลากยาไม่ถนัดต้องใช้แว่นตา แม้อย่างนั้น ก็ต้องมีคนคอยช่วยดูอีกว่า แกงอะไรเผ็ดหรือไม่ ปลามีก้างหรือไม่มี มีกระดูกหรือเปล่า ระวังอย่างนี้ บางครั้งก็ไปกินพริกบ้าง กินปลาก้างติดคอบ้าง ถึงต้องไปโรงพยาบาลกันดูวุ่นวายไปทั้งนั้น การใช้แว่นตาก็เหมือนกัน บางครั้งเที่ยวหาแว่นตาทั้งๆที่แว่นตาก็อยู่ที่ตัวนั่นเอง คืออยู่บนหัว เพราะนำไปสวมบนหัวแทนสวมที่ตา

   
 

 

(2) หู...

   

ถาม

นี่เรื่องตาแก่นะ แล้วเรื่องหูแก่เล่าเป็นอย่างไร

   

ตอบ

คราวนี้ก็มาถึงหูแก่ คนแก่นั้นอะไรๆมันหย่อนยานไปหมด เช่นเนื้อหนังมังสา มีตึงอยู่อย่างเดียวคือหู แม้อย่างนั้นใบหูก็ยังยานอยู่ดี หูตึงนั้น เขาพูดก็ไม่ค่อยได้ยิน หรือเขาพูดไปอย่าง กลับได้ยินไปอีกอย่าง ถามอย่างตอบอย่างไปคนละเรื่อง เขาพูดค่อยก็ไม่ได้ยิน พอเขาพูดแรง ก็ว่าเขาแกล้งตะโกน ชักไม่พอใจหรือหาว่าเขาดูถูก เวลาใครพูดหรือเขาถาม ก็จับทิศทางเสียงไม่ถูก ไม่รู้ว่ามาทางซ้ายหรือทางขวา บางครั้งต้องใช้ฝ่ามือป้องหู ช่วยใบหูรับเสียง บางทีดูปากคนพูด อาศัยหูก็เพี้ยน เขาจะพูดกระซิบบอกความลับก็ไม่ได้ ไม่ได้ยิน ถ้าตะโกนพูดก็ไม่ใช่เรื่องลับแล้ว คนแก่บางคนหูตึงมากจนพูดหลงเสียง เพราะฟังเสียงตนไม่ได้ยิน เป็นที่ล้อเลียนของเด็ก เป็นที่ยั่วเย้าของเด็กให้พูด เมื่อพูดหลงเสียง เสียงเพี้ยน เด็กก็หัวเราะกัน ตนก็ไม่รู้ว่าเด็กหัวเราะอะไร บางทีฟังเขาพูดเรื่องขำ เขาหัวเราะก็ทำทีขำ หัวเราะตามเขา แต่เขาหัวเราะกันไปแล้วจึงหัวเราะตามเขา เห็นเขาตบมือ ก็ตบบ้าง ตบไปตามเขาไปอย่างนั้นเอง ใครเขานินทาก็ไม่ได้ยิน ใครเขาสรรเสริญก็ไม่ได้ยิน ดีเหมือนกันแต่รู้สึกรำคาญตนเอง ไปนั่งในกลุ่มไหน ก็นึกว่าตนเป็นส่วนเกินของกลุ่ม นั่งเป๋อเหรอ มองดูนั่นดูนี่ไปตามเรื่อง เหมือนหมานั่งเรือ คิดแล้วน่าสงสารตัวเอง นี่เป็นเรื่องแก่หูหรือหูแก่

   
 

 

(3) จมูก...

   

ถาม

แล้วอะไรแก่อีกเล่า

   

ตอบ

คราวนี้มาถึงจมูกแก่ คนแก่ที่ฆานะประสาทเสียย่อมไม่ได้กลิ่น หรือได้กลิ่นแต่แยกกลิ่นไม่ออก หรือเปลี่ยนกลิ่นไปทีเดียว จมูกที่เคยโด่ง ก็เหี่ยว ที่เคยแฟบ ก็ยิ่งแบนบี้ไปเลย แถมมีรอยย่นที่สันจมูกบ้าง ที่รองจมูกบ้าง ที่ดั้งจมูกบ้าง บางคนพอแก่ตัว จมูกคด บางคนก็งองุ้มยังกับแม่มด ปลายจมูกยาวเกือบ และมีน้ำมูกอยู่เสมอ น่าเกลียด บางครั้งน้ำมูกไหลยึดปนกับน้ำหมาก ผิดอากาศก็จาม ตื่นนอนก็จาม หายใจดังครืดคราดยังกับแมว บางครั้งต้องหายใจทางปากด้วย ทางจมูกด้วย กินอะไร โดยเฉพาะน้ำ ก็สำลัก ต้องมีคนคอยเช็ดน้ำมูก น้าลายให้เสมอ ถ้าตนยังมีแรงอยู่ ยังพอช่วยตัวเองได้เช็ดเองได้ ถ้าไม่มีใครดูแล แก่ตัวมากอ่อนแรงเช็ดไม่ไหว น้ำมูกน้ำลายลงมาพบกันเลอะเทอะ ยืดยาดน่าสังเวช ไปไหนต้องมียาดมติดตัวไปด้วย ต้องดมยาดมอยู่เสมอ บางครั้งยาดมผสมกับน้ำมูก ว่ากันเปรอะ เวลาดมก็ดมจริงจังแทบยัดยาดมเข้าไปในช่องจมูกให้หมดถ้ำ ชวนให้เด็กหัวเราะเยาะ (เยาะไปเถอะ แล้ววันหนึ่งก็จะมาถึงตัวบ้าง) นี่ละแก่จมูก หรือจมูกแก่

 

 

 

 

(4) ลิ้น...

   

ถาม

แล้วลิ้นแก่เล่าเป็นอย่างไร

   

ตอบ

ลิ้นนั้น ปกติแล้วเขาแบ่งพื้นที่ทำหน้าที่รับรส เช่น โคนลิ้นทำหน้าที่รับรสขม เป็นต้น สำหรับคนแก่นั้นลิ้นรับรสปร่าไปหมด แยกไม่ออกว่าเป็นรสอะไรแน่ บางคนลิ้นชา ไม่รู้รสเลย แม้แต่รสเผ็ด แต่คนแก่บางคนลิ้นกลับรสแรงกว่าปกติ ทำให้กินอะไรไม่ได้ แม้แต่รสจืด ที่คนปกติว่าจืด แต่คนแก่บางคนกลับไม่จืด รสจัดจนถึงกับเจ็บปาก เจ็บลิ้น แปรเปลี่ยนพิกลพิการไปหมด บางคนนอกจากไม่รับรสแล้ว ลิ้นยังบวมเคี้ยวกัดลิ้นตัวเอง ลิ้นหลบฟันไม่พ้น บางครั้งลิ้นเป็นฝ้าขาว บางคนกลับลิ้นแดง ล้วนแต่ผิดปกติทั้งนั้น คนแก่บางคนนั่งลิ้นห้อย ปากห้อย น้ำลายไหลยืด เหม่อมอง น่าสังเวช น่าสงสาร

   
 

 

(5) กาย...

   

ถาม

ฟังแล้วไม่สบายใจ แต่ก็หนีไม่พ้น แล้วกายเล่าเป็นอย่างไร

   

ตอบ

เรื่องแก่กาย หรือกายแก่นี้มากเรื่อง ว่าไปตั้งแต่เกสา ผมไปทีเดียวนะลักษณะของความแก่ที่ปรากฏก่อนเพื่อนในร่างกาย คือความเปลี่ยนแปลงของผม ได้แก่ผมเริ่มหงอก หรือเริ่มบาง เริ่มหาย หน้าผากชักกว้าง ชักสูง ชักเถิกเข้าทุกที ทำให้เจ้าตัวไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง ผมจะเริ่มหงอกที่ด้านข้างก่อนแล้วค่อยลามหงอกขึ้นไปจนถึงข้างบน แล้วก็มาเคราหอก หนวดหงอก คิ้วหงอก แสดงความแก่เป็นการใหญ่ บางคนแก้ด้วยการย้อมผมให้ดำ หลอกคนอื่นว่าผมดำ ยังไม่แก่ และพยายามหลอกตัวเองด้วย (ที่ว่าพยายามหลอกนั้น คือตัวเองรู้ความจริง แจ้งอยู่แล้ว ว่าเป็นอย่างไร แต่ฝืนใจพยายามคิดว่าไม่เป็นอย่างนั้น) พอ 3 วันลืมย้อม โคนผมหงอกในรูปเดิม คือมีสีขาวพ้นขึ้นมา แต่บางคนย้อมเพื่อสังคม เพื่อความเป็นปกติ ไม่น่าเกลียด มิได้ย้อม เพราะต้องการสวยงาม หรือเพื่อหลอกดังกล่าว บางคนย้อมอย่างมีศิลปะ คือหัวเดียว แต่ผมหลายสี หรือผมที่อื่นดำหมด แต่มาขาวหรือแดงจุกหนึ่งด้านหน้า หรือชายคนไหนมีผมหงอกที่เหนือหู ดูเป็นคนมีเสน่ห์ เป็นผู้ใหญ่เป็นสง่า คนผมหงอกมักจะมีผมหนา คนผมบางหือมีผมน้อย มักจะผมไม่หงอกมากคนผมน้อยนั้นดูจะมีปัญหาทางใจมากกว่าคนผมหงอก เพราะความแก่อย่างนี้แก้ยาก บางคนที่ไม่ติดในเรื่องนี้ก็ปล่อยไปตามเรื่อง และไม่มีปัญหาอะไร เช่น พระ (พระมีจำนวนมาก ที่หัวมีผมน้อย เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องกรรมพันธุ์แล้ว ยังมีโกนกันทุกเดือน อย่างน้อยเดือนละครั้ง ปีหนึ่ง 12 ครั้ง 10 ปี 120 ครั้ง 20 ปี 240 ครั้ง การโกนผมนั้นก็โกนอย่างเกลี้ยงเกลา ถึงขูดขัดมันแล้วผมที่ไหนจะทนอยู่ได้ แต่ก็มีที่เก่งยังทนอยู่ แม้ว่าพระจะมีอายุตั้ง 60 แล้ว) แต่คนติดนั้นพยายามแก้ไขด้วยหายามาทาให้ผมขึ้น พยายามหวีอย่างประณีต ถ้าตรงกลางว่าง ก็หวีผมจากข้างหูขึ้นมาปิด ทั้งด้านซ้ายด้านขวา บางคนก็หวีผมจากด้านหลังมาปิดด้านหน้า พยายามเกลี่ยให้ผมกระจายแผ่ไปปกส่วนที่ว่าง ใช้วิธีการทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหานี้ ถ้าผมยังเปียก ก็ยังรักษารูปได้ ถ้าผมแห้งผมปลิวออกจากที่เปิดให้เห็นที่ว่าง ผมยาวที่หวีขึ้นไปปิดข้างบนนั้น เมื่อแห้งหลุดลงมาปกหูปกคอ ดุหน้าตาพิลึกน่าเห็นใจ ปล่อยไปตามเรื่องตามราวยังดีกว่า แต่บางคนก็ไม่ปล่อย กลับไปนึกว่าการที่ตนมีผมวิปริตผิดไปจากเดิมนั้นเป็นปมด้อยของตน บางคนยิ่งยึด กล่าวคือคิดว่าตนผมหงอกยังดีกว่าหัวล้าน คนหัวล้านก็คิดว่าดีกว่าหงอก เพราะคนหัวล้านสง่า ไม่เคยเป็นขอทาน นึกปลอบใจตัวอย่างนี้ แต่ในส่วนลึกแล้วย่อมรู้สึกใจคอห่อเหี่ยวกับความผมแก่นี้ บางคนก็หลอกคนอื่นด้วยใช้ผมปลอม หลอกคนอื่นได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้แน่คราวนี้มาถึงฟันแก่ เมื่อเป็นเด็ก ผู้ใหญ่มักเปิดปากเด็กจับเหงือกดุว่า ฟันน้ำนมขึ้นหรือยัง ฟันน้ำนมนั้นสมเป็นฟันน้ำนม เพราะขาวสะอาดเป็นซี่เล็กๆ น่าเอ็นดู แล้วฟันชุดนี้ก็หักไปทีละซี่จนหมด เด็กไม่รู้ตัวดอกว่า นั่นเป็นเครื่องหมายแห่งเด็กแก่ คือแก่รุ่นเล็ก ฟันรุ่นนี้เป็นรุ่นทดลอง แล้วฟันรุ่นจริงก็จะมาทดแทนรุ่นทดลอง (ตอนฟันน้ำนมหักนั้น ถ้าเป็นฟันข้างบนให้โยนลงล่าง ถ้าเป็นฟันล่างให้โยนขึ้นบน ผู้ใหญ่บอกอย่างนี้ ด้วยเหตุผลว่า ฟันจะได้ขึ้นเร็วๆ เป็นเด็กก็ทำตาม) แล้วฟันแท้ก็เกิด บางคนฟันเรียบดี บางคนฟันเก ต้องให้หมอจัดฟัน บางคนฟันห่าง ต้องให้หมอแซมฟัน ต่อมาก็มีโรคฟันผุบ้าง เหงือกบวมบ้าง ปวดฟัน (เหงือก) คางอูมบวม ฟันผุนั้นเริ่มที่กรามก่อน ปวดฟันนั้นทุกขเวทนากล้ามาก มองดูโลกด้วยภาวะที่ปราศจากความสุข ใจคอหงุดหงิด โกธรง่าย ไม่อยากพูดจากับใคร กินอะไรก็ไม่ได้ ฟังอะไรก็ขัดหู ดูอะไรก็ขัดตาไปหมด ลิ้นเจ้ากรรมมักจะไปโดนฟันที่ปวด ทำให้ปวดหนักเข้า ไปหาหมอ หมอก็มักแนะนำให้ถอน โดยอ้างว่าซี่นั้นผุ ซี่นั้นเป็นรู ซี่นั้นโยก ซี่นั้นเป็นอย่างนั้น ซี่นี้เป็นอย่างนี้ ควรถอนถ้าไม่ถอนอาจจะเป็นมะเร็ง พอได้ยินคำว่า มะเร็ง ก็ใจฝ่อบางคนฟันแตกไม่รู้ เลยเคี้ยวกินปนไปกับอาหาร กลืนไปเลย บางคนฟันหัก เวลาพูดมากๆ น้ำลายออกมาเป็นฟองที่มุมปาก เพราะไม่มีฟันกั้น บางคนพูดไม่ชัด เพราะฟันหัก บางคนนั่งน้ำลายไหลยืด เพราะมีฟันเหลือน้อย บางคนได้แต่ยิ้มไม่หัวเราะ เพราะเวลาหัวเราะแล้วไม่เห็นฟัน เห็นแต่เหงือกแดง เหมือนปากเต่า บางคนเดี่ยวปากเต็ม เดี๋ยวปากบุ๋ม เพราะใส่เพราะถอดฟันปลอม ทำให้คนป่าคนเขาซึ่งไม่เคยเห็นฟันปลอมเกิดตกใจที่เห็นคนถอดฟันได้ บางคนใช้ฟันปลอม 2 ซี่เวลานอนลืมไม่ถอดออก นอนหงายฟันปลอมหลุดเข้าคอก็มี บางคนฟันผุปากเหม็นมาก ไม่มีใครอยากนั่งใกล้ บางคนน้องเสีย เพราะฟันไม่มี เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด บางคนใช้ฟันปลอมพูดไปกัดฟันไป เพราะเกรงฟันหลุด กินกะละแมตังเมไม่ได้ กินน้ำตาลทรายเป็นเม็ดไม่ได้ ถ้าไม่ใส่ฟันปลอม คางก็ยื่นเหมือนฤษีหนังตะลุง เวลาผัดหน้าแป้งติดขาวที่หน้าผากปลายจมูกกับที่ปลายคางที่ยื่น เรื่องฟันช่างมีเรื่องมากเหลือเกิน มีฟันก็เป็นทุกข์ ไม่มีฟันก็เป็นเรื่องทุกข์ มีบ้าง ไม่มีบ้าง ก็เป็นทุกข์ งามเพราะฟันก็มี ดูไม่ได้เพราะฟันก็มีแก่เฒ่ามากๆ ก็กลับเป็นเด็ก ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้นอีก หัวเราะเงือกแดง ดูแล้วน่าสังเวช อ้าวทำไมมานั่งซึมไป

 

 

 

 

(6) หนัง...

   

ถาม

เพราะนึกสังเวชนะซิ ต่อไปอะไรแก่ล่ะ

   

ตอบ

ต่อไปหนังแก่ คนกับต้นไม้นั้นผิดกัน คนนั้นไม่ว่าจะเป็นเด็กแดงๆ เด็กโต กลางคน หรือคนแก่ ร่างกายยังเป็นปัญจสาขา 5 กิ่งอยู่นั่นเอง ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ต้นไม้นั้นเปลี่ยนผิดรูปไปเลย ถ้าจะถามว่า คนสวยที่ไหน ก็จะตอบตรงกันว่า สวยที่หนัง พ้นหนังหรือเพิกหนังออกแล้ว จะดูไม่ได้ทีเดียว คนติดสวยก็ตรงที่กำแพงหนังนี่เอง จริงอยู่ท่านว่าคนงามนั้นต้องเป็นเบญจกัลยาณี คืองาม 5 ได้แก่งามหนัง คือหนังเกลี้ยง ไม่มีไฝ ฝ้า กระจุด งามเนื้อ คือริมฝีปากแดง งามกระดูก คือฟันงาม แม้แก่ฟันก็ไม่หัก งามผม คือผมดำสนิท ไม่หงอก แม้อายุสูงเท่าไรๆ ก็มีสีดำไม่หงอก และยาวถึงเท้า ปลายผมงอนขึ้น งามวัย คืออายุเท่าไร ก็ยังพริ้งเพราเพริศแข็งแรง หนังไม่เหี่ยวย่น เดินไปกับเหลน คนนึกว่าเป็นพี่
คนแก่นั้นเริ่มด้วยผมหงอก หนังตกกระ แห้งแล้วก็เหี่ยวย่น ที่เห็นง่าย เช่นที่หางตา ที่หน้าผาก คางยาน ริมฝีปากย่น แขนเหี่ยว หนังหย่อน นิ้วเหี่ยว รอยย่นที่หน้ามีมาก หนังบางมาก ถูกอะไรเข้ามักลอก บางแห่งก็ด้านหนา ปากเปื่อยเสมอ ชาตามนิ้วมือ นิ้วเท้า คนอ้วนอาจมีหนังตึง แต่ก็แห้งตกกระ เวลาลูบไม่ลื่นมือ ความต้านทานหนาวร้อนทางผิวหนังมีน้อยลง คนแก่บางคนหนาวตายก็มี คนแก่บางคนหนังเหี่ยวยังกับมัมมี่กระด้างยังกับคางคกตายซาก ภาพอย่างนี้ในกรุงอาจหายาก แต่ในต่างจังหวัดที่ห่างไกลความเจริญนั้น หาได้ไม่ยาก สมัยหนึ่งหนังหอมด้วยแป้งร่ำ ด้วยน้ำหอม อีกสมัยหนึ่งแก่หนังเหี่ยวแห้ง ดูแล้วน่าสงสารตัวเอง ไม่น่าเป็นอย่างนี้เลย โธ่เอ๋ย คนแก่ อ้าวนั่นดูแขนทำไม

   

ถาม

ดูแขนว่าเหี่ยวแห้งหรือยัง แล้วก็เห็นแล้ว

   

ตอบ

เห็นว่าเหี่ยวแห้งใช่หรือไม่ นั่นละเราแก่แล้ว

 

 

 

 

(7) สังขาร...

   

ถาม

ต่อไปอะไรแก่อีกเล่า

   

ตอบ

แก่รวบเลย สังขารก็แก่ก็แล้วกัน เริ่มตั้งแต่สติสตังทีเดียว คนแก่นั้นมีลักษณะที่เด่นชัดอีกอย่างหนึ่ง คือลืมง่าย ลืมมาก่อน แล้วหลงก็ตามมาในโอกาสอันควร แล้วก็ไหลคือจำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่ชื่อตัวเองเรื่องลืมนั้นสารพัดเรื่อง เช่นกินแล้ว ก็ว่ายังไม่ได้กิน หาว่าลูกหลานไม่สนใจไยดี ที่จะนำอาหารมาให้กิน หิวจนจะเป็นลมแล้ว ลูกหลานบอกว่ากินไปแล้วหยกๆก็เสียใจหาว่าลูกหลานไม่ให้กิน แล้วยังดุ บางคนลืมแว่นตา เที่ยวหาแว่นไปทั่วกรุง ทั้งที่แว่นตาอยู่ที่หัว บางคนลืมผ้าขาวม้าเที่ยวหารอบบ้านรอบเมือง ทั้งที่อยู่บนบ่าตัวเอง บางคนลืมลูกกุญแจไว้ในห้อง ต้องงัดห้องกันครั้งแล้วครั้งเล่า พูดแล้วก็พูดอีก ซ้ำๆซากๆ ไปกี่จบก็จำไม่ได้ สวดมนต์ซ้ำอยู่นั่นเอง บางคนปิดประตูแล้วเข้านอนแล้ว ลุกขึ้นมาเปิดไฟดูว่าปิดประตูหรือยัง ปิดน้ำแล้วหรือยัง นอนแล้วก็ลุกขึ้นมาดูหน้าต่างว่าลงกลอนแล้วหรือยัง เป็นครั้งที่ 3 จะเปิดไฟก็เกรงคนอื่น ตื่นนอน แล้วจะหัวเราะ แต่ถ้าใครเป็นหนี้เท่าไรค้างดอกเบี้ยเท่าไร วันไหนเป็นวันส่งดอกเบี้ย จะจำได้แม่นยำ จำได้จนเวลาส่ง แต่มักลืมเมื่อตนเป็นลูกหนี้ใคร ชื่อคนอีกเหมือนกันจำไม่ค่อยได้ (เว้นแต่ลูกหนี้) บางทีกินข้าวอยู่ด้วยกันทุกวันกลับนึกชื่อไม่ออก บางทีมีเรื่องที่จะต้องบอกชื่อเพื่อเป็นหลักฐานกลับนึกไม่ออก แต่พอผ่านเรื่องนั้นไปอยู่ๆก็นึกออก บางครั้งแม้ทำบันทึกเอาไว้กันลืม พอจะใช้ก็เกิดอ่านบันทึกไม่ออก ทั้งๆที่ตนเขียนเอง เป็นที่ขบขันของเด็ก (ขบขันไปเถอะ แล้ววันหนึ่งคนนั้นจะขบขันไม่ออก) เป็นที่เยาะเย้ยของเด็ก (เยาะเย้ยไปเถอะ แล้ววันหนึ่งตนก็จะเป็นอย่างนั้น) บางคนสูบบุหรี่ 2 มือ ทั้งที่มือซ้ายคีบบุหรี่อยู่แล้ว แต่ลืมไปให้คนอื่นจุดให้อีก ใช้มือขวารับมาสูบอีก บางคนเที่ยวหาค้อนไปทั่วบ้าน เพื่อนำมาตอกตะปู ทั้งๆที่ถือค้อนอยู่ในมือซ้าย บางคนเข้าห้องน้ำ ออกมาก็ลืมปิดประตูกางเกง เฮ้อ ช่างแย่ไปทั้งนั้น แก่นี่ ขนาดลืมยังเป็นอย่างนี้ ถ้าหลงจะยิ่งหนักขนาดไหน พระบางรูปออกบิณฑบาต ลืมบาตรก็มี บางคนนั่งที่ไหนลืมของไว้ที่นั่น ต้องมีคนตามช่วยเก็บ นี่เป็นเพียงสมองแก่ สติแก่ (เสื่อม) คราวนี้มาดูมือแก่บ้าง มือแก่มือเหี่ยวย่น นอกจากจะไม่น่าดูแล้ว ยังชา ยังสั่น เขียนหนังสือไม่ได้ กินข้างเองไม่ได้ จะเปิปเข้าปากไพล่ไปที่แก้ม ล้างหน้าเองไม่ได้ จะแปรงฟันไพล่ไปแปรงจมูก มือชาหยิบอะไรไม่ได้ มือไม่กำ กำไม่แบ หรือกำแล้วก็หลุด แสดงอนัตตลักษณะอย่างเด่นชัด บางคนมือสั่นด้วย หัวสั่นด้วย สั่นจนน่าเมื่อยแทนน่าสงสาร ใครพูดอะไรก็พยักหน้าเรื่อย ทั้งรับ ทั้งปฏิเสธ ทั้งที่อยู่คนเดียว (คนโบราณบอกว่าคนหัวสั่นเพราะกินปลาก้างบ้าง เพราะบาปทำร้ายแมวบ้าง) ถ้าใครฟัง (อ่าน) แล้วไม่สบายใจ ก็ขอให้คิดว่าเป็นเรื่องจริงของชีวิตหนีไม่พ้น จะเลิกไม่ฟัง (ไม่อ่าน) ก็ไม่เป็นไร ศีลไม่ขาด แต่ควรจะคิด ด้วยปรับความคิดให้เข้ากับความจริงเหล่านี้ คิดฝืนก็เป็นทุกข์ คิดตามก็จะปล่อยตัว คิดแก้ก็จะได้แต่ผ่อนหนักเป็นเบา หรือแก้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ผลสุดท้ายก็สุดที่จะแก้ คิดแก้ไม่ได้ แล้วจะคิดอย่างไร เรื่องนี้จะนำไปสรุปในตอนท้ายต่อไปจะพูดถึงขาบ้าง คนแก่นั้น ถ้าเป็นคนในเมืองมักอ้วน แล้วมีปัญหาเรื่องหัวเข่า เช่น หัวเข่าไม่มีแรง ปวดหัวเข่า ลุกโอย นั่งโอย กระดูกเข่าเสื่อม กระดูกเข่างอ บางคนจะลุกขึ้นนั่ง ลุกขึ้นยืนเองไม่ได้ ต้องเกาะนั่นเหนี่ยวนี่ หรือต้องให้คนหิ้วปีกยกกัน พอลุกขึ้นได้ก็เดินเองได้ แต่บางคนเดินเอง บางคนต้องพยุง บางคนต้องดุนไปข้างหน้า เพราะให้เดินเองแล้วก้าวไปข้างหน้า 3 ถอยหลัง 2 บางคนเดินได้เล็กน้อยเลยต้องนั่งรถเข็น บางคนเดินเตาะแตะ เป็นเป็ดเดิน ก้าวสั้นๆ เป็นนางงิ้วเดิน บางคนตัวสั่นระรัว บางคนเดินสะดุดเท้าตัวเอง บางคนเดินยกเท้าไม่ขึ้น ต้องเดินลากเท้า บางคนเดินไม่ได้ ไม่มีใครพยุง ไม่มีใครหิ้ว ก็ลงมือคลานไปห้องน้ำ ไปที่นั่นที่นี่ในบ้าน กลายเป็นเด็กไปอีก บางคนที่เป็นคนมีเงิน ใช้สนับเข่าก็มี สนับตาตุ่มก็มี บางคนเท้าเย็นไม่ได้ ไม่สบายต้องใส่ถุงเท้าเสมอ บางคนฝ่าเท้าบาง เดินเท้าเปื่อยเสียวฝ่าเท้า บางคนเป็นโรคเท้าเปื่อย เท้าคัน เท้าเคล็ดอยู่เสมอ ได้รับทุกขเวทนา และก็เจ้ากรรมเท้าข้างที่เจ็บ มักจะมีอะไรไปกระทบกระแทก หรือเดินไปเตะของแข็ง ทำให้ไม่อยากไปไหน ไม่อยากเดิน เพราะไม่อยากเดิน เลยไม่เดิน พอไม่เดินนานเข้า ก็เลยเป็นง่อย เดินไม่ได้เรื่องเหล่านี้มาจากแก่ทั้งนั้นพูดถึงการนั่ง คนแก่อ้วน เวลาจะนั่ง เอาหัวลงก่อนแล้วก้นจึงลงตาม เวลาลุกขึ้น ก็ยกก้นขึ้นก่อนแล้วจึงยกหัวขึ้นตามพร้อมทั้งอุทานไปด้วยพูดถึงการกินอาหาร ถ้ากินเอง คนแก่บางคนกินข้าวหล่นเกลื่อนเหมือนหว่านนายังกับเด็กเล็กๆกินข้าว คนแก่บางคนกินเองไม่ได้ ต้องมีคนป้อน คนป้อนต้องชี้ไปที่กับข้าว ถามว่าเอานั่นไหม เอานี่ไหม คนแก่ก็พยักหน้ารับบ้าง สั่นหน้าปฏิเสธบ้าง เหมือนเด็ก เมื่อคนแก่กลืนอาหาร คนป้อนก็พลอยกลืนลมไปด้วยโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้กลืนทำไมพูดถึงการนอน นี่ก็เป็นปัญหาใหญ่น่ารำคาญอีก คือคนแก่นั้น กลางวันในขณะที่ชาวบ้านเขาตื่นกัน คนแกกลับง่วงนอน แล้วนอนหลับ พอถึงกลางคืนชาวบ้านเขาหลับกัน คนแก่กลับตื่นในตอนดึก แล้วก็นอนไมหลับ บางคนที่รู้เรื่องสมาธิ ก็นั่งทำสมาธิไปจนจวนสว่าง ไหว้พระทำวัตรเช้า ล้างหน้า เข้าห้องน้ำ แล้วตักบาตรเป็นต้น แต่บางคนไม่รู้เรื่องนั่งสมาธิ ก็รู้สึกรำคาญ หงุดหงิด ไม่มีคนตื่น เลยเงียบ ว้าเหว่ อ้างว่าไม่มีเพื่อนพูด ไม่มีคนสำหรับใช้ จะบังคับให้หลับ ก็ไม่หลับ ตาแข็งเดี๋ยวเข้าห้องน้ำๆ ไม่รู้ว่าน้ำมาจากไหนหนักหนา ตัวก็เท่านี้ชักฉิวตัวเองที่นอนไม่หลับ ชักฉิวตัวเองที่เข้าห้องน้ำบ่อย ชักฉิวเสียงก๊อกๆแก็กๆ ฉิวจนเสียงจิ้งจก ตุ๊กแก หมาเห่าก็ฉิว สว่างช้าก็ฉิว ลูกหลานไม่มีใครตื่น ไม่มีใครลุกขึ้นมาเลยฉิว คนนอนกรนก็ฉิว อะไรๆช่างขัดใจไปหมด ตื่นดึกๆ คนแก่มักหิวหรือกระหายน้ำ เมื่อไม่มีใครนำมาให้ก็ฉิวอีก บางคนฉิวอย่างหาเหตุไม่ได้ก็มี ตื่นขึ้นมากลางดึกนอนไม่หลับ อยู่มืดก็ไม่ได้ เปิดไฟก็ไม่ได้ เพราะคนอื่นเขาจะนอนไม่หลับ ครั้นเปิดไฟเล็กอ่านหนังสือก็อ่านไม่รู้เรื่อง เพราะคิดฟุ้งซ่าน หาเรื่องโกธร เช่นคิดว่า เราเหมือนหมาเฝ้าบ้านให้เขา เขานอนหลับสบาย เรากลับตื่นมาเฝ้าขโมยให้เขาเขานอนหลับสบาย เรากลับตื่นมาเฝ้าขโมยให้เขา หรือคิดว่าเรานี้ช่างอาภัพอัปภาคย์ เด็กตื่นยังมีคนดูแล เราตื่นไม่มีใครสนใจเลย หรือคิดว่า หมาเห่าอยู่ได้ จิ้งจกร้องอยู่ได้ ตุ๊กแกร้องอยู่ได้ เสียงรถยนต์ก็ไม่รู้จักสิ้นสุดสักที ไก่ก็ขันอยู่ได้น่ารำคาญ แก่แล้วเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครเขาเห็นใจ ไม่มีใครเขาเคารพนับถือ ไม่มีใครเห็นประโยชน์ ไม่มีใครเขาเมตตา น่าสงสารตัวเองนัก บางคนก็เลยนั่งร้องไห้ เป็นอย่างนี้ก็มี พอหลานตื่นขึ้นมาเห็นย่าร้องไห้ ก็ถามย่าร้องไห้ทำไม ใครทำให้เสียใจอะไรหรือ ย่าก็ตอบว่า ย่าสงสารตัวเอง ที่ไม่มีใครเขาสนใจ เพราะย่าไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเขาแล้ว ย่าอยากตายเสียให้มันรู้แล้วรู้รอดไป หลานก็พูดด้วยความรำคาญว่า ย่าพูดอย่างนี้มาไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้ว ใครเขาก็เคารพกราบไหว้ย่าทั้งนั้น ย่าพูดอะไรก็เชื่อฟัง มีย่าเหมือนมีพระอยู่ในบ้าน แต่พวกเราต้องทำมาหากิน เช้าก็ต้องรีบไป กว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดค่ำ ต่างอ่อนเพลีย นอนหลับเป็นตาย พวกเรามัวยุ่งกับธุรการทำมาหากิน จึงมีเวลามาดูแลย่าน้อยไป ย่าอย่าน้อยใจเลย ขอให้คิดถึงความจำเป็นของลูกหลานบ้างคนนั้นต้องคิด ยิ่งอยู่คนเดียวยิ่งคิดมาก ถ้าเป็นนักปฏิบัติธรรม ย่อมรู้จักคิด แต่ถ้าเป็นคนแก่ทั่วไปแล้ว ย่อมคิดฟุ้งดังกล่าวแล้ว เกี่ยวกับหัวใจและจิตใจของคนแก่ คนแก่นั้นหัวใจมักเต้นไม่เป็นจังหวะ ทำอะไรก็เหนื่อยหน่าย ยิ่งขึ้นที่สูงยิ่งเหนื่อยง่าย เรี่ยวแรงไม่รู้หายไปไหน อย่าว่าแต่หัวใจเลย แม้อวัยวะอื่น เช่น ปอด ตับ ไต ไส้ กระเพาะ ดี เป็นต้น ต่างแปรเปลี่ยนไป ทางด้านเสื่อมคุณภาพ เพราะใช้มานาน คนแก่บางคนเป็นคนช่างห่วง เช่น ห่วงลูกคนโน้น หลานคนนี้ เหลนคนนั้น ว่าจะทุกข์ จะยาก ยิ่งกว่าห่วงตัว บางคนไม่ต้องห่วงลูก หลาน เหลน น้อง พี่ของตน เพราะเขาเป็นหลักเป็นฐานมีอันจะกินกันทุกคน มีสุขภาพดีทุกคน เมื่อหมดห่วง คนอื่นก็หันมาห่วงตัว เนื่องจากมีฐานะ มีบริวารมาก ไม่ต้องห่วงสมบัติภายนอก ก็เกิดมาห่วงสมบัติภายใน คือสุขภาพตัวเอง คอยสังเกตคอยจับความผิดปกติของร่างกาย ไม่นานก็พบ เพราะร่างกายนั้นจะต้องผิดปกติอยู่เสมอ โดยเฉพาะการเต้นของหัวใจ เมื่อไม่สังเกตก็ไม่รู้สึก พอสังเกตจะรู้สึกในไม่ช้า ยิ่งคนแก่ยิ่งง่าย เพราะเสื่อมคุณภาพอยู่แล้ว คนแก่คนนั้นเลยวุ่นอยู่กับการจับชีพจร เมื่อรู้สึกว่าจับชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ (ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา) ก็ตกใจ นึกว่าตนเป็นโรคหัวใจ ยึดมั่นว่าตนเป็นโรคหัวใจ ไปให้หมอตรวจ แม้หมอจะบอกว่าไม่ได้เป็น ก็เถียงหมอว่าตัวเป็น หมอจะรู้ดีกว่าเจ้าตัวได้อย่างไร แล้วก็เลยตาย เพราะโรคหัวใจจริงๆ อย่างนี้ก็มีคนแก่บางคนห่วงศพตัวเอง สั่งลูกหลานว่า ถ้าย่าตายแล้ว อย่าเผาศพย่านะ ย่ากลัวร้อน บางคนสั่งว่า อย่าฝังศพยายนะ ยายกลัวหายใจไม่ออก ลูกหลานได้ฟังก็หัวเราะ ย่ายายก็โกธร ตายแล้วยังสร้างปัญหาให้กับลูกหลานอีก โธ่เอ๋ย คนแก่บางคนอ้วนจนเดินไม่ไหวก็มี บางคนอ้วนมาก นั่งที่ไหนก็นั่งจุกปุกเป็นก้อนเนื้อ เหมือนจอมปลวกห่มผ้า บางคนผอมมาก นั่งที่ไหนก็อยู่ตรงนั้น แห้งยังกับผีตายซากห่มผ้า คนแก่บางคนหน้าดำ ผัดหน้าขาวจั๊วะ เหมือนตุ๊กตาเสียกระบาล นี่เรื่องแก่ทั้งนั้นคนแก่ส่วนมากมักใจน้อย ขี้บ่น งอน โกธรง่าย ชอบให้เอาใจ คนดูแลจึงไม่ค่อยชอบ บางคนแช่งให้ตายไวๆ ก็มี บ้างก็ว่าทำเองก็ไม่ทำ ทำไม่ได้แล้วยังบ่นจะให้ทำโน่นทำนี่ จู้จี้ คนแก่บางคนใครขัดคอไม่ได้ โกธร บางคนก็อยากรู้ไปทั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องของคนอื่น แล้วนำไปเล่าต่อ พร้อมทั้งเติมให้คนอื่นฟังต่อไป บางคนชอบเล่นไพ่เป็นชีวิตจิตใจ ถ้าได้เล่นไพ่อารมณ์จะดี และจะดียิ่งเมื่อเล่นได้ ถ้าไม่ได้เล่นจะหงุดหงิดหน้าบอกบุญไม่รับ บางคราวขาไพ่ไม่มีเงินเล่น ก็ทมอบเงินให้ทีละร้อยละชั่งให้เปล่าๆ ให้เล่นกับตน ถ้าขาไพ่ แม้เป็นลูกเป็นหลานเล่นเสียเป็นหนี้เพียงบาทเดียว ก็จะตามทวง ไม่ยอมยกให้ แต่ก็น่าเห็นใจ เพราะคนแประเภทนี้ มักมีเวลาว่างมาก ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องเลี้ยงหลาน ไม่ชอบอ่านหนังสือด้วยคนแก่บางคนไม่ทราบว่า โลภมากหรือมีใจเอื้ออารีมาก เวลารับของแจก จะต้อง
ขอฝากคนนั้นคนนี้ ฝากลูก ฝากหลาน ฝากเหลน ยังไม่ได้ก็ยังยอมไป เซ้าซี้อยู่นั่นเองคนแก่นั้นเดินมากก็ขาบวม นั่งห้อยขามากก็ขาบวม นั่งพับเพียบมากก็เป็นเหน็บง่าย และขาบวม ยืนนานก็ขาบวม เส้นแพลงง่าย วันนี้เดินได้ พรุ่งนี้เดินไม่ได้ เพราะขาเคล็ด อยู่ๆก็ร้องโอย เพราะน่องปวด สารพัดที่จะเป็น นิ้วเท้าถ้าเป็นคนไม่ใส่รองเท้า นิ้วเท้าจะเกเป็นหวีกล้วย ถ้าใส่รองเท้าเป็นชาวกรุง เท้าอาจเป็นตาปลา ปวดอีก เส้นน่องจะขึ้นโปนเขียว เพราะใช้รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ ต้องเขย่งตลอดเวลา บางคนก็เกิดเล็บเท้าขบ เล็บเน่าเหม็น เมื่อตอนยังหนุ่ม ยังสาว ไม่เป็นอย่างนี้ เวลาเดินก็เดินเป็นเส้นตรง สง่างาม แก่แล้วต้องเดินขากาง เดินโคลงไปโคลงมา เพื่อประคองตัวมิให้ล้ม มิให้เสียดุล เหมือนอีจู้ผีออก เดินไปสักหน่อยก็หยุดหอบ สมัยหนึ่งเคยเดินได้ไกลเป็นหลายกิโลเมตร ยังยิ้มได้ สมัยหนึ่งเคยเดินขึ้นตึกสูง 9 ชั้น เดี่ยวนี้แก่แล้วเดินขึ้นมาถึงชั้นที่ 3 ก็จะเป็นลมแล้ว ใจเต้นตึกๆ เร็ว หายใจสั้น หอบ บางคนหลังโกง เดินถือไม้เท้ามาเป็นคน 3 ขา ยักแย่ยักยัน บางคนอกแฟบยังกับอกผู้ชาย ช่างวิกลไปเสียทั้งนั้น (วิธีแก้หลังโกงสำหรับคนแก่นั้น กรรมการกฤษฎีกาท่านหนึ่งแนะนำว่าให้คนสูงอายุนอนหงายบนกระดาน มีผ้าบางๆรองเป็นประจำ อย่านอนบนที่นอน จะแก้ปัญหาเป็นตาหวังหลังโกงได้ กรรมการกฤษฎีกา ชุดนี้มีท่านเจ้าคุณอรรถรี เป็นประธาน เมื่อว่างเรื่องประชุมก็คุยกันถึงเรื่องแก่เรื่องเจ็บตามประสาคนแก่ และมีกรรมการท่านหนึ่งแนะเรื่องนี้ เช่นวิธีแก้คนแก่ท้องขึ้น)

   

 

เสียง ก็เหมือนกัน สมัยหนึ่งเคยดังห้าวหรือแหลม มาบัดนี้แก่แล้ว เวลาพูดเสียงดังเหมือนมาจากโลกพระจันทร์ เสียงสูงแผ่วเบาแตกพร่า และขี้เกียจพูด นั่งเหม่อดูคนเดินไปเดินมา บางคนก็ช่างพูดเหมือนกัน และมักพูดข้างเดียวให้เด็กฟัง เรื่องที่พูด คือเรื่องอดีต (เด็กจะพูดแต่เรื่องปัจจุบัน หนุ่มสาวจะพูดถึงเรื่องอนาคต คนแก่ชอบพูดเรื่องอดีต เพราะจำได้แม่นยำและชุ่มชื่นใจ เมื่อได้พูดเรื่องอดีต) ถ้าเด็กแสดงอาการชอบใจจะปลื้ม มีอะไรก็แทบจะประเคนให้หมด ถ้าเด็กแสดงอาการรำคาญ จะรู้สึกเสียใจ น้อยใจ คิดมาก นอนไม่หลับ บางคนบ่น บางคนถึงกับน้ำตาตกหรือสมัยหนึ่งร้องเพลงเสียงนุ่ม ทุ้ม กลมสูง หายใจยาวลึก เล่นเสียง เล่นลูกคอได้ แล้วแต่จะเล่น การสวดมนต์ก็เหมือนกัน เคยสวดได้ดัง ฟังชัด เดี๋ยวนี้แก่ตัวแล้ว เสียงก็เบา หายใจสั้น ร้องเพลงมาก สวดมาก ก็จะเป็นลม เพราะเหนื่อยมาก พูดถึงสวดมนต์ สมัยหนึ่งเคยจำได้แม่นยำ จนเป็นที่เชื่อถือของคนอื่น ต่อมาอีกสมัยหนึ่ง แก่แล้ว พอสวดไปๆหลงลืมเสียแล้ว จำไม่ได้ว่าสวดถึงตรงไหน หรือบทสวดใด หรือต่อไปจะสวดบทอะไร บางครั้งขึ้นบทหนึ่งไปลงอีกบทหนึ่ง เลอะเลียนเต็มที บางครั้งต้องตั้งต้นใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า ว่า นโม ก็เที่ยวจำรอบไม่ได้ บางทีปากสวดมนต์ แต่ใจล่องลอยไปไหนก็ไม่รู้ พอรู้สึกตัว ก็นึกไม่ออกว่า สวดไปถึงไหน หรือสวดบทไหน แก่แล้วเป็นอย่างนี้ ตเถวาหํ ภวิสฺสามิ วันหนึ่งเราต้องเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน นตฺถิ เอตฺถ จ สาเถยฺโย ในเรื่องน้อยอวดดีไปเลยลมในท้อง ก็ช่างมากเสียจริง คนแก่บางคนลมขึ้นข้างบน เช้าขึ้นก็เรอเอิ๊กๆ เป็นวรรคเป็นเวร บางคนลมลงข้างล่างปล่อยปืนกล ปล่อยพลุ เป็นชุดๆ จนหลานเหลนหัวเราะ น่าสงสาร เวลาพบกันรวมกลุ่มกัน เรื่องที่คุยย่อมไม่พ้นเรื่องสังขารร่างกาย วิกลวิการ เดินไม่ถนัด ปวดเข่า ขาไม่มีแรง ตามัวหูตึง หนักก้น เวียนหัวไปได้ พร้อมทั้งบอกยาบำบัดโรคนั้นๆ ไปด้วย (ยาแก้ท้องขึ้นสำหรับคนแก่นั้น ท่านกรรมการกฤษฎีกาท่านหนึ่งแนะว่า ให้นำข้าวเย็นที่กินเหลือเมื่อวานมาอุ่น เป็นข้าวเช้าในวันรุ่งขึ้น กินแล้วจะแก้ท้องขึ้นลมขึ้นได้) คนแก่บางคนเป็นโรคเบาหวาน อ่อนเพลีย เดินโซเซ ร่างกายทรุดโทรม หนังเหี่ยว ตาฝ้าฟาง เห็นหน้าคนเป็น 2หน้า บางคนไม่ยอมกินอะไรที่เป็นของแสลง แต่บางคนกินสารพัด แม้ทุเรียนก็ไม่เว้น ทองหยิบ ฝอยทอง กินทั้งนั้น โดยมีเหตุผลว่าอิ่มตายดีกว่าอดตาย บางคนก็ซึม ไม่ค่อยพูดค่อยจาอะไร ต้องคอยระวังไม่ให้เป็นแผล เพราะรักษาให้หายยาก มีแต่จะเน่าเปื่อย ถึงต้องตัดอวัยวะ เช่น ตัดขาทิ้ง เป็นต้น โรคนี้มักเป็นกับคนแก่ คนแก่มักชอบหวานกับขม ชอบกินของหวานก่อนของคาว เบาหวานนั้นกินหวานนักไม่ได้ มันขัดกันอย่างนี้ ท้องไส้ก็เหมือนกัน เดี๋ยวผูกเดี๋ยวเสียเรี่ยราด ไปห้องน้ำไม่ทัน หรือยังไม่ทันลุกขึ้น เป็นแต่เพียงรู้สึกว่าปวดเท่านั้น ก็ไม่ทันการแล้ว ไปไหนก็ไม่ได้ สร้างความเบื่อหน่ายแก่คนดูแล สร้างความรำคาญแก่ตนเองแม้ร่างกายจะแก่หงำ ผมหงอก ฟันหัก หูตึง ตาฟาง หนังเหี่ยว เดินตุปัดตุเป๋ หรือเดินไม่ไหว ความจำเลอะเลียน พูดเสียงเบาหวิวอย่างนี้ แต่ใจไม่ยอมแก่ไปตามตัวยังนึกว่าตัวเก่ง ยังนึกว่าตัวสู้ได้เสมอ ไม่เจียมสังขารอย่างนี้ คนแก่แบบนี้ เรียกว่าแก่ไม่เป็น วางตัววางใจไม่ถูก เป็นทาสอารมณ์ จะโกธรง่าย รักง่าย หลงง่าย ไม่อดทน มองดูเพศตรงกันข้ามด้วยความปรารถนา บางคนเป็นอย่างนี้ คนแก่ประเภทนี้กลัวตายมาก แต่คนแก่บางคนนั้น แก่เป็น คือแก่ศีลแก่ธรรม รู้จักคิด เป็นคนแก่ที่ใจดี อดทน มีเมตตา พูดจาสุภาพ ไม่บ่น ไม่จู้จี้ ไม่ทำตนให้เป็นปัญหาแก่ลูกหลาน เพราะสำนึกได้ว่าตนแก่แล้ว เราเป็นผู้อาศัยเขา อย่าทำตนให้เป็นภาระแก่เขามากเกินไป อย่าทำให้เขาเสียความรู้สึก เวลาแห่งชีวิตเหลือน้อยแล้ว ตื่นนอนแต่ละวันก็สำนึกว่า รอดตายมาอีกวันหนึ่งแล้ว ยังไม่นอนหลับตายเหมือนบางคน เรายังดีกว่าคนแก่อื่นมาก คนแก่บางคนหลงใหลไม่รู้จนกระทั่งกิน หรือยังจำใครไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเอง เราแม้ว่าจะหูตึง ตามัว มองไม่ค่อยเห็น แต่สติยังดี ไม่หลง ก็นับว่าเป็นบุญแล้ว ยังดีกว่าพวกหลง ซึ่งบางคนหลงเป็นเด็ก เล่นหนักเล่นเบาตัวเอง ถ่ายไหลเรี่ยราด เรามีลุกหลานใช้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ยังดีกว่าคนแก่ บางคนไร้ญาติพี่น้อง ต้องอยู่ตามลำพัง ว้าเหว่ เวลาตายก็ไม่มีใครรู้ คนแก่ต้องรำพึงอยู่เสมอว่า เด็กเขาว่าเรานั้น ใจน้อย งอน ขี้บ่น ชอบหาเรื่องมาให้เกิดน้อยใจ ให้เกิดงอนและหาเรื่องบ่น เขาบอกว่าเลี้ยงเด็กสบายกว่าเลี้ยงคนแก่ ตีได้ ดุได้ บังคับได้ ไม่รังเกียจดอก แต่รำคาญ ถ้านำเด็กกับคนแก่ไปทิ้งข้างถนน เขาเก็บเด็ก เขาจะไม่เก็บคนแก่ไปเลี้ยง เพราะรำคาญปาก เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ควรรู้ตัว แล้วอดทน มีเมตตา พูดกับเขาดีๆ ตัวต้องอาศัยเขา อย่าโกธรง่าย อย่าพูดมาก เห็นใจลูกหลานเขาบ้างที่เขาต้องทำมาหากิน นึกเปรียบเทียบบ้างว่า คนแก่บางคนทำไมคนเกลียด แม้แต่ลูกหลานตัวเองก็ยังเบื่อรำคาญ แต่คนแก่บางคนทำไมเขานับถือ ที่เขาเกลียดนั้น เพราะปากเสีย ใจน้อย ขาดความอดทน ไม่มีศีลธรรม ขี้บ่น ส่วนคนแก่ที่เขานับถือนั้น เพราะพูดดี ไม่พูดแสลงใจคน อดทน เลี้ยงง่าย เกรงเกิดเวรกรรมในระหว่างตนกับคนดูแล ตั้งอยู่ในศีลธรรม ควรนึกเปรียบเทียบอย่างนี้แล้วจะได้รู้ สึก และลูกหลานคนใช้ควรเห็นใจคนแก่บ้าง สงสารคนแก่บ้างเถิด คนแก่มีทุกข์เพราะแก่ เพราะว้าเหว่ อ้างว้าง เพราะเจ็บ เพราะห่วงประจำอยู่แล้ว โปรดอย่าได้เพิ่มเติมเสริมทุกข์อื่นให้คนแก่อีกเลย โปรดช่วยคนแก่บ้าง นึกว่าเอาบุญเถิด ขอให้คิดบ้างว่า วันหนึ่งตนก็จะเป็นอย่างนี้เหมือนกันขอพูดซ้ำอีกหน่อย ในฐานะคนแก่พูดกับคนแก่ด้วยกัน คือคนแก่บางคนบ่นจริงๆ นั่งบ่น ยืนบ่น เดินบ่น เข้าห้องน้ำก็บ่น กินก็บ่น นอนหลับก็ละเมอบ่นอีก คนแก่บางคนคอยจับผิดคนอื่น ทำให้เขารำคาญ เบื่อหน่าย เกลียดชัง เห็นคนใช้ถูพื้นไปรอบๆเสื่อ ก็ดุว่า ทำไมไม่ถูใต้เสื่อ เมื่อเขาถูใต้เสื่อ โดยมิได้ม้วนเสื่อก่อน ก็ดุอีก ทำไมไม่ม้วนเสื่อก่อนแล้วจึงถูพื้น เมื่อเขาถูแล้ว ปูเสื่อเลย ก็ดุว่า ทำไมไม่นำเสื่อไปกระทุ้งให้ฝุ่นหมดเสียก่อน ข้อนี้ทำให้คนใช้เบื่อรำคาญ เกลียดชัง นึกด่าในใจว่าทำก็ไม่ได้ทำ แล้วยังมาดุมาว่า เมื่อไหร่จะตายสักทีก็ไม่รู้ แก่หนังเหนียว พอเห็นคนใช้หน้าคว่ำ ก็ดุอีกว่า เตือนหน่อยเดียวก็ ทำหน้าคว่ำ นึกด่าในใจ เด็กสมัยนี้มันไม่มีสัมมาคารวะผู้ใหญ่ นายมันก็ไม่สั่งสอนกัน มันถึงได้เป็นอย่างนี้เท่านั้นยังไม่หยุดพูดไม่หยุดบ่น กลับบ่นต่อไปอีกว่ารำคาญ ถ้าทำเองได้ก็จะทำเอง แต่มันจนใจที่ทำไม่ไหว เดินก็แทบจะไม่ได้อยู่แล้ว เด็กมันน่าเห็นใจเราบ้าง เราเตือนด้วยเจตนาดีแท้ๆ กรรมของเราเองที่ต้องมาอยู่ในสภาพอย่างนี้ เจ้าประคุ้น เกิดชาติหน้าขออย่าได้เป็นอย่างนี้เลยบ่นยาวต่อไปอีก 5 ประโยชน์ จนเด็กมันหมั่นไส้ แอบกระซิบกันว่า อยากตีกระบาลยายแก่นี่เหลือเกิน นั่งบ่นอยู่ได้รู้ตัวหรือยัง คนแก่ ว่าเด็กเขามีความรู้สึกในคนแก่อย่างไร แล้วจะได้รู้สึกตัว จะได้คำนึงว่า เวลาของเราเหลือน้อยแล้ว อย่าไปมัวโกธรคนโน้น เกลียดคนนี้ หมั่นไส้คนนู้น รำคาญคนนั้นอยู่เลย อย่ามัวงอน มัวให้เขาเอาใจ ให้เสียความรู้สึก ให้เสียเวลาเลย ควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย พูดง่าย มีศีลธรรม อดทน เกรงบาป เกรงกรรม มองคนอื่นด้านดี รีบหาสิ่งที่จะใช้เป็นที่อาศัยได้ในปรโลก ซึ่งเราจะต้องเดินทางไปตามลำพังในไม่ช้านี้แล้ว คนอื่นแม้แต่คนที่เรารักที่สุด เขามาส่งเราได้อย่างมากแค่หลุมฝังศพ หรือที่เก็บศพเท่านั้น เช่นเดียวกับที่เราเคยส่งพ่อแม่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือมาแล้ว คือส่งได้แค่ที่เก็บศพหรือหลุมศพ และบัดนี้วาระนั้นก็ใกล้จะมาถึงเราแล้ว ช้าไม่ได้แล้ว รีบหาที่พึ่งที่อาศัย คือบุญกุศลความดีเพื่อตนเถิด ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า

ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฎฺฐา โหนฺติ ปาณินํ
บุญคือความดี ย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ในปรโลก

   

 

 

(8) แล้วจะทำอย่างไร

   

ถาม

แล้วจะทำบุญได้อย่างไร

   

ตอบ

ด้วยทาน การให้ของนอกกายในกาย ด้วยการรักษาศีล และด้วยการสร้างคุณภาพจิต โดยเจริญสมถภาวนากับวิปัสสนาภาวนา เป็นการเปลี่ยนของอย่างหนึ่ง เป็นของอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไปกับตนในปรโลกได้ นำติดตนไปได้ในปรโลกได้ เช่นเดียวกับการที่จะเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ต้องมีเงินสกุลของประเทศสหรัฐอเมริกาไปใช้ โดยการเปลี่ยนเงินบาทเป็นเงินอเมริกา ยิ่งมากยิ่งสบาย บุญนั้นเป็นผลก่อนแล้วกลับเป็นเหตุ คือเป็นปุพเพกตปุญญตา ความมีบุญ มีความดีได้กระทำไว้ก่อน (บุญเก่า) เนื่องจากเป็นผลจริง จึงต้องมีเหตุ คือวิธีการทำบุญ และ มีสิ่งที่ประกอบกับการทำบุญ เช่น สิ่งของ ซึ่งมีมากอย่างมีเงินทอง อาหารเป็นต้น แม้ แต่การบริจาคตา หรือร่างกายให้โรงพยาบาล เป็นต้น ก็รวมเรียกว่าสิ่งของ การให้อย่างนี้ เรียกว่าวัตถุทาน การให้ธรรม เรียกธรรมทาน การให้ชีวิต เช่น การไม่ฆ่าสัตว์ เป็นต้น จัดเป็นชีวิตทาน การให้อภัย ไม่ถือโทษ โกธร อาฆาต เรียกอภัยทาน การให้ความช่วยเหลือผู้อื่นด้วยกำลังกายบ้าง กำลังความคิดบ้างเรียกพลทาน การให้ความรู้ผู้อื่น เรียกวิทยาทาน การให้แต่ละอย่าง ได้ผลเป็นบุญทั้งนั้น แล้วบุญนี้จะกลับเป็นเหตุให้ได้ผลเป็นบุญทั้งนั้น แล้วบุญนี้จะกลับเป็นเหตุให้ได้ผลอย่างน้อย เช่น ความสบายใจ ของตน และผู้อื่นก็สบาย แล้วบุญนี้จะติดตามไปเป็นที่พึ่งในปรโลก ให้ไปสู่คติ ก่อนตายก็ไม่หวาดกลัวความตายมากเกินไป เพราะเตรียมตัวอยู่แล้วที่จะเดินทาง และเสบียงเครื่องอาศัยคือบุญก็มีอยู่แล้วมากพอ วิธีทำความดีนอกจากทานการให้แล้ว ยังมีการรักษาศีล อันเป็นการสร้างบุญ สร้างความดีสูงกว่าทานการให้ การให้สิ่งของนั้น ใครก็ให้ได้แม้แต่เด็ก แต่ศีลนั้น ผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แล้ว จึงจะรักษาศีลได้ การรักษาศีล ก็คือการรักษาภาวะเดิมของคน กล่าวคือภาวะเดิมหรือปกติของคนนั้น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลัก ไม่ประพฤติผิดทางเพศ ไม่ปด ไม่ดื่มสิ่งเสพติด การฆ่า การลัก เป็นต้น เป็นภาวะผิดปกติของคน ข้อนี้กล่าวเฉพาะศีล 5 สำหรับบุคคลทั่วไป แม้อย่างนี้ก็ย่อมมีอานิสงส์ คือได้บุญ เป็นความดีสูงกว่าทาน การให้ บุญที่ได้ผลทันตาเห็น คือความสบายใจ ไปไหนไปได้ ไม่ต้องเกรงว่าใครจะมาจับผิด และทำให้ได้ผลต่อไป คือ ให้ได้โภคสมบัติ ไปสู่คติ และส่งเสริมให้ถึงพระนิพพาน อนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในจุลกัมมวิภังคสูตรว่า คนเกิดมามีอายุยืน เพราะชาติก่อนนั้นไม่ฆ่าสัตว์ คนเกิดในสกุลที่มั่งมี เพราะชาติก่อนให้ทาน ไม่ตระหนี่ เป็นต้น นอกจากการทำบุญด้วยการให้ทาน รักษาศีลดังกล่าวแล้ว ยังมีการทำบุญที่สูงกว่านั้นอีก คือการเจริญภาวนา อันเป็นการพัฒนาทางจิต ภาวนามี 2 คือ สมถภาวนา ได้แก่เจริญสมาธิกับวิปัสสนาภาวนา ได้แก่ การเจริญปัญญา (รายละเอียดจะนำไปกล่าวในตอนท้าย) การเจริญสมถภาวนา ทำให้สบายใจ โปร่งใจ เบาใจ เป็นการสร้างคุณภาพจิต การเจริญวิปัสสนาภาวนา ทำให้รู้ความจริงของชีวิต จะได้เลิกติด เลิกยึด เลิกถือ รู้จักวางและปล่อย การทำบุญด้วยการเจริญภาวนานี้ เป็นการทำบุญชั้นสูง ได้ผลานิสงส์สูงถึงขั้นพ้นทุกข์ ขอเตือนอีกครั้ง เมื่อคนแก่รู้ตัวอย่างนี้แล้ว ก็ควรทำตนให้เป็น สุภโร คือเป็นผู้เลี้ยงง่าย ต้องเป็นคนแก่ศีลแก่ธรรม ไม่แก่อารมณ์ ไม่เป็นคนยิ่งแก่ยิ่งรัก (หลาน เหลน) แก่โรคแก่โกธร แก่หลง ต้องอดทน ไม่สำออย เลิกห่วงคนอื่น ห่วงตัวเองเถิด เพราะใกล้ตายเต็มทีแล้ว ต้องรีบสร้างบุญด้วยวิธีดังกล่าวแล้วนั้น อย่างสร้างความรำคาญเบื่อหน่ายให้เกิดแกลูกหลาน หรือคนดูแล อย่างสร้างบาป เช่น ดุด่า นินทา พูดปดเป็นต้น ควรทำตัวให้ผู้อื่นรู้สึกว่าได้บุญ เมื่อมาปฏิบัติตน ให้เขารู้สึกว่าตนนั้นมีความสำคัญ น่าเคารพ น่ากราบไหว้ ไม่ใช่น่าแช่งให้ตายเร็วๆ แต่ให้เขารู้สึกไม่อยากให้เราตาย ต้องรู้ตัวว่าเวลาของชีวิตเหลือน้อยแล้ว และเวลาแห่งการสร้างคุณงามความดี สร้างบุญกุศล อันจะเป็น ที่พึ่งได้ในปรโลกก็เหลือน้อยแล้ว จะมัวประมาทในชีวิตไม่ได้ ที่พึ่งในปรโลกนั้นคือบุญ ดังกล่าวแล้ว อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเว ควรทำเรื่องที่ควรทำแต่ในวันนี้ทีเดียว ใครจะไปรู้ว่าจะตายวันพรุ่งนี้ (คือ อาจตายในคืนนั้นก็ได้) อนึ่ง ความแก่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครชอบ เพราะลำบาก น่ารำคาญ น่าระอา น่าสังเวช น่าทุเรศ น่าสงสาร น่าเกลียด น่าเบื่อหน่าย และเป็นสิ่งที่คนกลัว แต่ความแก่นี้ ตายแล้วเกิดใหม่ ก็ต้องแก่อีก เกิดอีก แก่อีก เกิดอีก แก่อีก เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไปตราบเท่ายังมีเหตุที่ทำให้เกิดอีก เพราะฉะนั้นท่านผู้รู้ ผู้เบื่อแก่ ต้องการพ้นความแก่ และรู้อยู่ว่าความแก่นั้นเป็นผลมาจากการเกิด เมื่อต้องการพ้นความแก่ ต้องไม่เกิดวิธีที่จะหยุดเกิด ก็ต้องทำลายเหตุที่ทำให้เกิดคือกิเลส วิธีทำลายกิเลส ก็คือใช้ตรีอาวุธ อันได้แก่ อาวุธคือศีล อาวุธคือสมาธิ (สมถภาวนา) กับอาวุธคือปัญญา (วิปัสสนาภาวนา) ศีลได้กล่าวแล้ว สมาธิหรือสมถภาวนา ได้แก่การตั้งใจไว้ในอารมณ์อันเดียว คือ คิดเรื่องเดียว คือคิดเรื่องเดียว ตั้งใจคิดแต่เรื่องๆเดียว เช่น คิดหรือภาวนาว่า พุธโธๆๆ เรื่องเดียว จนใจนิ่งอยู่ในเรื่องเดียว เป็นขณิกสมาธิ คือสมาธิชั่วขณะ และจนเป็นอุปจารสมาธิ มาถึงขั้นนี้ ใจว่างจากเรื่องที่เป็นเครื่องกั้นใจกั้นความรู้ความจริงของสังขารร่างกาย ซึ่งเรียกว่านิวรณ์เครื่องกั้นนี้มี 5 มีความพอใจในกาม ความคิดร้าย ความง่วง ความตื่นเต้นฟุ้งซ่าน เป็นต้น เมื่อเรื่องเหล่านี้เกิดแล้ว ทำให้ใจมัวหมอง ไม่สว่าง ไม่โปร่ง ไม่ใส ถ้าบำเพ็ญสมาธิถึงขั้นอุปจารแล้ว ใจใส ว่าง โปร่ง ใช้ปัญญาพิจารณาอะไรก็เห็นชัด โดยเฉพาะพิจารณาสังขารร่างกายว่า ไม่เที่ยง คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ หาคำว่าตนไม่ได้ บังคับไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา เป็นแต่สมมติเป็นของชั่วคราว ในที่สุดทุกสิ่งก็ต้องคืนให้เจ้าของเดิม คือโลก เรานำอะไรที่เป็นรูปธรรมไปด้วยในปรดลกไม่ได้เลย แม้แต่ร่างกายของเราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ที่เรานึกว่าเป็นเราเป็นของเรา ที่เราต้องได้รับทุกข์เพราะหวงแหน เพราะนึกว่าเป็นของเรา เป็นของเรา ผลที่สุดก็เหลว เคยนึกอย่างนี้บ้างหรือเปล่า การใช้ปัญญาพิจารณาอย่างนี้ เพื่อเข้าถึงความจริง แล้วเลิกยึดถือว่าเรา ว่าของเรา โดยพ้นจากความเป็นทาสของกิเลส คือราคะ โทสะ โมหะ อันเป็นเหตุให้ยึด ให้ถือ ให้ไม่ปล่อยไม่วาง แล้วให้เกิดทุกข์ ให้เกิดอีก แก่อีก เป็นต้น ถ้าไม่อยากแก่ก็อย่าเกิด ถ้าไม่อยากเกิดก็อย่ามีกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิด ถ้าไม่อยากมีกิเลส ก็ต้องใช้อาวุธ 3 อย่างดังกล่าว ดังนั้นศีลกับภาวนา (2 อย่าง) อย่างน้อยก็ทำให้ได้บุญ อย่างสูงก็ทำให้พ้นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เพราะเหตุดังกล่าวแล้ว อยากพ้นแก่หรือไม่เล่า ถ้าอยากก็ทำอย่างที่ว่ามานี้

ถาม

แน่หรือ

   

ตอบ

แน่ซิ พิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติ

 

 

 

 

(9) วิธีปฏิบัติ...

   

ถาม

นั่นเอาไว้อีกระยะหนึ่ง สำหรับระยะนี้ (คือตอนเป็นคนแก่ๆ ไม่ใช่เด็กแก่) จะทำอย่างไร

   

ตอบ

สำหรับระยะนี้ มีวิธีปฏิบัติอยู่ 2 วิธี คือทางกายกับทางใจ
วิธีปฏิบัติทางกายคือ
1) ทำงานออกกำลังกายตามควรแก่กำลังกายของตน เมื่อพอทำได้ อย่านั่งเฉยๆ ต้องมีกรเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ

2)ระวังเรื่องการกิน อย่ากินมาก กินของที่ควรกิน ของเหนียวของแข็งอย่ากิน ของมีเมล็ดมีก้างอย่ารีบกิน (ตอนเป็นเด็กนั้น ลำไส้เคลื่อนไหวช้า ทำให้เมล็ดผลไม้ที่กินเข้าไปนั้นขวางลำไส้ทะลุได้) ไม่แน่ใจว่าปลอดภัยหรือไม่ ก็งดกินอย่าตามใจปาก

3) ส่วนฟันหัก ก็ใส่ฟันปลอม จะได้กินได้ สวดมนต์ สวดมนต์ได้ชัด เวลาพูดก็ไม่น่าเกลียด ผมหงอก ก็ย้อมผมหรือไม่ย้อม ก็แล้วแต่ความนิยมของสังคม เรายังอยู่ในสังคม ก็ต้องปฏิบัติตาม สังคมตามควรในขอบเขตแห่งศีลธรรม วัฒนธรรมไทย ส่วนเรื่องหัวนั้นปล่อยไปตามเรื่อง โดยยอมรับความจริง ดีกว่าฝืนความจริง ซึ่งทำให้ไม่สบายใจ

4) สรุปแล้ว วิธีปฏิบัติทางกายคือถ้าต้องการความสบายแล้ว ต้องยอมรับความจริง แล้วปฏิบัติไปตามควรแก่สังคมโดยมีขอบเขต ไม่ใช่เพื่อเอาสวยเอางาน ให้คนเข้าใจผิด แต่เพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียดในสังคม

วิธีปฏิบัติทางใจ เฉพาะหน้าคือ
1) ยอมรับความจริง

2) ปรับปรุงความรู้สึกให้เข้ากับความจริง ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับเรื่องตรงกันข้ามกับความจริง

3) ปฏิบัติไปตามควร โดยวิธีการที่จะไม่ให้เกิดความไม่สบายใจ เพราะฝืนความแก่

4) ทำใจให้เบาด้วยรู้จักวางและปล่อย อย่างเรารับของแล้วก็วางและปล่อยมือ มือก็ว่าง เบา สบายไม่หนัก ถ้ายังคงถือไว้มือก็ไม่เบา แต่หนักมือ ใจก็เหมือนกัน เมื่อรับรู้เรื่องอะไรที่ทำให้วุ่นวายใจ แล้วก็วางเสีย ปล่อยเสีย ไม่สนใจ ใจก็ว่าง เบาสบายไม่หนัก ถ้าตายไปในขณะนั้นก็ลอย ไม่จม วางแล้วต้องปล่อยด้วย ไม่ใช่วางแล้ว แต่ไม่ปล่อยยังคงยึดไว้อีก ถ้าเป็นอย่างนี้ใจก็ยังหนักไม่เบา

   

ถาม

ทำใจยาก

   

ตอบ

ถึงยาก ก็ต้องทำเพื่อความสบายใจ เมื่อต้องการ ความสบายใจ การคิดฝืนความจริง ถ้าไม่ได้อย่างคิดแล้ว ทำให้ไม่สบายใจ ได้ยินว่ามีนักเล่นหนังฝรั่งบางคนกินยานอนหลับตาย เพราะกลัวแก่ นี่ก็อัตตาจัดเกินไปอีกอย่างหนึ่ง คิดดู ตัวเรานี้ เวลานี้อายุเท่าไหร่แล้ว 82 ปีแล้ว มากกว่าพระพุทธเจ้าอีก เมื่อ 83 ปีก่อน มีเราหรือเปล่าไม่มี ทำไมจึงไม่มี เพราะเรายังไม่เกิด แล้วต่อไปอีก 20 ปีเท่านั้นจะมีเราหรือเปล่า ไม่มี ทำไมจึงไม่มี ก็เพราะเราตายไปแล้ว และเราเตรียมตัวพร้อมหรือยังที่จะไป คิดอย่างนี้บ้าง จะได้ไม่หลงติด หลงยึด หลงโกธร หลงโลภ หลงรัก หงชัง อัตตาจะได้น้อย ใจจะได้เบา ไม่ประมาทในชีวิต คิดถึงตัวอย่างนี้เถิดท่านผู้เฒ่าทั้งหลาย

   
 
เฮ้อ ผู้เฒ่าหนอผู้เฒ่า
ชราธมฺโมมฺหิ ชรํ อนตีโต
เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
อวสฺสํ  เม  ชรา  โหติ
เราแก่แน่
มา  ปมชฺชตุ ชีวิเต
อย่าวางใจประมาทในชีวิต
เอวญฺหิ  โน  สิกฺขิตพฺพํ
เราทั้งหลาย พึงสำนึกอย่างนี้

 

 
     
 
  ©Copyright2007-2008.AllRightsReserved.