ขวัญในวิถีชีวิตคนไทย

      ความเชื่อและพิธีทำขวัญเป็นกระบวนการที่แสดงความผูกพันและความสัมพันธ์ในระบบเครือญาติระหว่างบุคคลกับครอบครัวและบุคคลกับชุมชน พิธีทำขวัญปรากฏในทุกภาคของประเทศ อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญต่อขวัญและพิธีทำขวัญมีความแตกต่างกัน มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่ โดยมีรายละเอียดดังนี้



         
      
ความเชื่อและพิธีทำขวัญของชาวไทยภาคกลาง
       ขวัญเป็นความเชื่อของคนไทยภาคกลางมานาน หนังสือที่นิพนธ์โดยพระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศศ) สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพและหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิสกุล
กล่าวว่า ขวัญ หมายถึง สิ่งที่ไม่มีตัวตน และเป็นสิ่งที่ครองใจ ขวัญสิงอยู่ในตัวตนและเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าของขวัญทุกข์หรือสุขได้ หากมีเหตุที่ทำให้ขวัญไม่อยู่กับตัวหรือออกไปเที่ยวเล่น
จะมีเหตุร้ายเจ็บป่วยหรือมีเคราะห์กรรม และถ้าต้องการให้ขวัญกลับเข้าสู่ร่างกายต้องมีพิธีทำขวัญอันหมายถึงการทำพิธีกรรมเพื่อเรียกขวัญให้กลับมาสู่เจ้าของขวัญ



 

การทำขวัญแบ่งได้เป็น ๓ ประเภท คือ
     (๑) การทำขวัญคน คนไทยภาคกลางมีการบันทึกการทำขวัญให้เกิดสิริมงคลและเป็นกำลังใจ มักมีพีธีทำขวัญในแต่ละช่วงวัยของชีวิต และช่วงที่ชีวิตมีความเปลี่ยนแปลงได้แก่ การทำขวัญเด็ก
การทำขวัญเดือน การทำขวัญนาค การทำขวัญบ่าวสาว อย่างไรก็ตาม ความนิยมในการทำขวัญลดลงมากโดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่ยังคงอยู่คือการทำขวัญนาคพิธีทำขวัญนาคมีผู้เข้าร่วมพิธี
คือ นาค พ่อ และแม่ของนาค หมอทำขวัญและญาติมิตร การทำขวัญนาคมีพิธีช่วงค่ำ และมีอุปกรณ์ประกอบพิธี คือ เครื่องบายศรี ใบตอง ไม้ขนาบบายศรี ผ้าหุ้มบายศรี ไข่ขวัญ (ไข่ไก่) กล้วยน้ำว้า ขันใส่ข้าวสารใช้ปักแว่นเวียนเทียน ขันใส่น้ำเปล่า เทียน ใบพลู แป้งเจิมของหวาน (ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด) มะพร้าวอ่อน สายสิญจ์น ดอกไม้ธูปเทียน ขั้นตอนของการทำขวัญนาคเริ่มจาก ไหว้บูชาพระรัตนตรัย เคารพคุณ ปฏิสนธิ (ร้องแหล่หรือขับเสภา) นามนาค (ร้องแหล่) สมมุติบายศรี (ร้องแหล่) แกะบายศรี (ร้องแหล่) สอนนาค เชิญขวัญ และเวียนเทียน สำหรับเพลงที่ใช้ในการทำขวัญนาคมีทั้งเพลงไทยเดิม เพลงทำนองแหล่และเพลงที่ใช้ทำนองเพลงสากลและเพลงลูกทุ่ง ในพิธีทำขวัญนาคที่มีหมอขวัญหรือหมอทำขวัญเป็นผู้ประกอบพิธีกรรม
      หมอทำขวัญนาคต้องมีคุณสมบัติเหมาะสม ๓ ประการ คือ
      คุณสมบัติทางกาย คือ เป็นผู้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงพอที่จะประกอบพิธีทำขวัญให้สำเร็จลุล่วง
      คุณสมบัติทางวาจา คือ มีน้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะ และใช้ถ้อยคำในการขับกล่อมให้ผู้ที่จะเข้าบวชเป็นพระภิกษุ และผู้ที่เข้าร่วมพิธีเกิดความเชื่อถือ เกิดความซาบซึ้งและเกิดอารมณ์ที่
คล้อยตามได้
      คุณสมบัติทางใจ คือ หมอทำขวัญต้องเป็นผู้มีจิตใจงดงาม เป็นผู้ที่ยอมรับในสังคมมีคนนับถือและให้ความเคารพ พร้อมทั้งเป็นผู้ที่ยินดีจะทำขวัญนาคเพื่อสั่งสอนผู้ที่จะเข้าบวช
ในพระพุทธศาสนาให้เห็นถึงพระคุณของบิดามารดาด้วยความเต็มใจโดยไม่เห็นแก่สินจ้างรางวัล



 

       (๒) การทำขวัญพืชและสัตว์ที่สัมพันธ์กับคน เป็นการทำขวัญเพื่อเสริมความเชื่อมั่น รำลึกถึงบุญคุณและเป็นสิริมงคล การทำขวัญสัตว์มักเป็นสัตว์ที่มีคุณประโยชน์ต่อคนและต่อส่วนรวม
ได้แก่ การทำขวัญข้าว การทำขวัญควาย การทำขวัญช้าง
       (๓) การทำขวัญสิ่งของ เป็นการทำขวัญที่เสริมสร้างความมั่นใจและเป็นสิริมงคลแก่สิ่งของนั้น ได้แก่ การทำขวัญเรือน การทำขวัญเสา การทำขวัญเกวียน และการทำขวัญพระพุทธรูป

ความเชื่อและพิธีฮ้องขวัญของชาวไทยภาคเหนือ
        คนไทยในสังคมภาคเหนือสืบต่อความเชื่อเรื่องขวัญมาช้านาน ทั้งชาวไทยใหญ่ ไทยลื้อ ไทยเขิน และชาวไทยภาคเหนือตอนล่างมีความเชื่อว่า ขวัญเป็นสิ่งที่อยู่ในร่างกายทุกคน
ขวัญมีลักษณะเบา เคลื่อนไหวได้ ไม่อาจเห็นเป็นรูปเป็นร่างได้ ขวัญแฝงอยู่ในคน สัตว์และสิ่งของ เมื่อใดที่ขวัญอ่อนลงหรือหย่อนจะทำให้สภาวะของร่างกายและจิตใจของเจ้าของขวัญ
จะรู้สึกเสียใจ ตกใจ ท้อใจ เมื่อเจ้าของขวัญมีขวัญดีจะรู้สึกสุขสบายใจและกล้าหาญ มีพลังเต็มเปี่ยม ชาวล้านนาเรียก “ขวัญอยู่กับเนื้อกับตัว” นอกจากนี้ชาวล้านนามีคำเรียกลักษณะขวัญ
ที่อยู่กับเนื้อกับตัวว่า “รู้คิง” หมายถึงอาการของคนที่รู้เรื่อง รู้สึกตัว มีความรู้สึกเข้าใจทุกอย่าง ทุกขณะพูดและทำการใดก็รู้สติ ขวัญเป็นพลังแฝงในจิตใจเป็นนามธรรม ดูแลควบคุมกายจิตใจและวิญญาณให้มีดุลยภาพ ขวัญของชาวล้านนาจัดแบ่งประเภทเหมือนกับคนไทยท้องถิ่นอื่น คือ มีขวัญคน ขวัญพืช ขวัญสัตว์ และขวัญสิ่งของ (บ้านเรือนและ
เครื่องใช้ในการเกษตร) ชาวล้านนามีพิธีกรรมโบราณ เรียกว่า “พิธีฮ้องขวัญ” หมายถึง พิธีเรียกขวัญให้กลับคืนสู่ร่างเดิม พิธีฮ้องขวัญเป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อเรื่องขวัญกับ
ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ และความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ พิธีฮ้องขวัญจะทำในโอกาสที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีเหตุต้องจากบ้านไปไกล มีความเจ็บป่วยและเกิดอุบัติเหตุ
หรือในกรณีที่มีบุคคลสำคัญมาเยี่ยมเยือนบ้านเมือง พิธีกรรมฮ้องขวัญของชาวล้านนามักปฏิบัติร่วมกับพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ (ส่งเคราะห์) และพิธีสืบชะตา โดยจะมีปฏิบัติต่อเนื่องกัน โดยเริ่มจากการสะเดาะเคราะห์ การสืบชะตาและการเรียกขวัญ
        พิธีฮ้องขวัญ ยังคงปฏิบัติกันอยู่ในสังคมล้านนา ทั้งชนเผ่าชาวไทยล้านนาและชาวเหนือตอนล่าง มีบทบาทเป็นพิธีกรรมแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคม สร้างเสริมกำลังใจและขัดเกลาจริยธรรมและพฤติกรรมคนในสังคม พิธีเรียกขวัญหรือพิธีทำขวัญของชาวเหนือมีหลายลักษณะ ได้แก่ การเรียกขวัญเด็ก (การทำขวัญ) ขวัญลูกแก้ว (นาค)
ขวัญนาค ขวัญสามเณร ขวัญผู้ป่วย ขวัญบ่าวสาว ขวัญผู้ที่จะเดินทางไกล ขวัญผู้ที่มาเยือน ขวัญผู้ใหญ่บ้านและอาจารย์วัด ขวัญข้าว ขวัญช้าง ขวัญวัวควาย ขวัญเรือน ขวัญเสา
ผู้ที่เข้าร่วมพิธีเรียกขวัญมี หมอขวัญเจ้าของขวัญญาติพี่น้องที่เข้าร่วมพิธีเรียกขวัญ อุปกรณ์ประกอบพิธีกรรมมีเครื่องบายศรี (ทำจากใบตองและดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ประดิษฐ์เป็นชั้นสวยงาม)
ไข่ต้ม ข้าว กล้วย น้ำ ใบพลู หมากเมี่ยง บุหรี่ ด้ายดิบและด้ายผูกข้อมือ
        ขั้นตอนของพิธีกรรมฮ้องขวัญ คือ การเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีกรรม พร้อมกับเชิญหมอขวัญมาทำพิธีตามฤกษ์ยามที่กำหนดไว้ในช่วงพิธี หมอขวัญจะทำพิธีเรียกขวัญ โดยเริ่มจากกล่าวคำอัญเชิญเทวดา บทเรียกขวัญ (เป็นสำนวนเก่าหรือสำนวนแต่งขึ้นโดยปฏิภาณในช่วงทำพิธีก็ได้) ช่วงเรียกขวัญจะทำพิธีเสี่ยงทายว่าขวัญมาแล้วหรือยัง จากนั้นหมอขวัญจะเอาน้ำมนต์มาพรมให้เจ้าของขวัญพร้อมทั้งอวยพรให้อยู่เย็นเป็นสุข และใช้ด้ายสายสิญจน์มามัดมือซ้ายของเจ้าของขวัญเพื่อให้ขวัญมา และมัดมือขวาเพื่อให้ขวัญอยู่กับเนื้อกับตัว จากนั้นผู้ที่มาร่วมงานก็จะร่วมรับประทานอาหารและเจ้าของขวัญร่วมทานอาหารและทานไข่ต้มที่ประกอบพิธี จากนั้นญาติจะนำเครื่องบายศรีไปวางไว้ที่หัวนอนของเจ้าของขวัญโดยคำเรียกขวัญจะมี เนื้อความที่แตกต่างกันไปตามประเภทของพิธีกรรม

 

 

 

ความเชื่อและพิธีสู่ขวัญของชาวไทยภาคอีสาน
        ชาวไทยอีสานมีความเชื่อเรื่องขวัญมาแต่โบราณ ขวัญเป็นสิ่งไม่มีตัวตน มีประจำชีวิตของคนและสัตว์ตั้งแต่เกิด เชื่อว่าคล้ายกับจิตหรือวิญญาณที่แฝงอยู่ในตน หากมีเหตุที่ทำให้ขวัญไม่ดี
เช่น ความเจ็บป่วยไปทำงานต่างถิ่น หรือมีเหตุให้ตกใจเสียใจ ขวัญจะหนีออกจากตัวตน จะต้องทำการเรียกขวัญ ชาวอีสานเรียก “พิธีสู่ขวัญ” หรือ “พิธีสูตร (สูด) ขวัญ” บางทีเรียกการบายศรี
สู่ขวัญ หรือ การบายศรีสูตรขวัญ (สูตรเป็นคำเก่าแก่ของชาวอีสานแปลว่า การสวด) เพื่อให้ขวัญกลับมาอยู่กับตัวให้มีกำลังใจ ส่งเสริมจิตใจให้ดี ชาวอีสานมีพิธีบายศรีสู่ขวัญหลายประเภท
การสู่ขวัญเด็ก การสู่ขวัญแม่อยู่กรรม การสู่ขวัญแม่มาน การสู่ขวัญแม่ออกกรรม การสู่ขวัญนาค การสู่ขวัญบ่าวสาว การสู่ขวัญคนเจ็บป่วย การสู่ขวัญพระเณร การสู่ขวัญวัวควาย การสู่ขวัญช้าง
การสู่ขวัญนา การสู่ขวัญลาน การสู่ขวัญข้าว การสู่ขวัญเล้า การสู่ขวัญเกวียน การสู่ขวัญก่องข้าว การสู่ขวัญเฮือน การสู่ขวัญผู้ใหญ่ การสู่ขวัญผู้กลับจากทางไกล การสู่ขวัญผู้ที่จะจากไปไกล
การสู่ขวัญผู้มาเยือน จะเห็นได้ว่าชาวอีสานมีการสู่ขวัญหลายประเภท และมีคำสูตรขวัญ (บทสูตรขวัญหรือบทสวดขวัญ) ที่แตกต่างกันออกไป
คำสูตรขวัญหรือคำเรียกขวัญมีการแต่งแบบร้อยกรอง สำนวนไพเราะและมักเป็นคติสอนใจ ชาวอีสานมีการสู่ขวัญหลายโอกาสและหลายกรณี มีข้อสังเกตว่าชาวอีสานให้ความสำคัญต่อขวัญและกำลังใจ อาจเพราะชาวอีสานต้องดิ้นรนกับความทุกข์ยากและผองภัยรอบตัวทำให้มักเกิดขวัญหนีหรือขวัญเสียได้ง่าย จึงต้องมีการสู่ขวัญหรือการส้อนขวัญ (การช้อนขวัญ) เป็นประจำ การบายศรีสู่ขวัญของชาวอีสานเป็นพิธีกรรมผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ พิธีทางพุทธศาสนาหมายถึงการนิมนต์พระสงฆ์ ๕ รูป มาเจริญพระพุทธมนต์ และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ต่อจากนั้นเจ้าภาพจะถวายภัตตาหาร สำหรับศาสนาพราหมณ์ จะมี พราหมณ์ หรือ หมอขวัญ เป็นผู้ทำพิธี และมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ คือ พานทองเหลืองหรือขันสัมฤทธิ์ จัดเป็นพานบายศรี ๓
หรือ ๕ หรือ ๗ ชั้น ประกอบด้วย ใบตอง ใบไม้และดอกไม้ และมีข้าวต้มมัด ขนม อ้อย กล้วย ปั้นข้าวเหนียว ฝ้าย เทียน นอกจากนี้ ยังจัดพานอีกใบหนึ่ง มีแพรวา ผ้า หวี กระจก น้ำอบ น้ำหอม
หรือเครื่องแต่งตัวของเจ้าของขวัญ ขัน ๕ ข้าว ๑ สำรับ และเหล้า ๑ ขวด
         ในพิธีสู่ขวัญพราหมณ์หรือหมอขวัญจะเป็นผู้กำหนดฤกษ์ยามในการสู่ขวัญ ผู้ร่วมพิธีสู่ขวัญประกอบด้วย หมอขวัญ ผู้รับการสู่ขวัญ ญาติมิตรและเพื่อนบ้าน พิธีสู่ขวัญมักประกอบพิธี
ในช่วงเช้า เจ้าภาพจะยกพานบายศรีหรือภาชน์ขวัญ (พาขวัญ) มาไว้บริเวณโถงบ้านหรือชานบ้าน จากนั้นก็จะเชิญหมอขวัญและผู้รับการสู่ขวัญนั่งหันหน้าเข้าภาชน์ขวัญ ญาติมิตรและเพื่อนบ้านที่มาร่วมงานนั่งล้อมวงรอบภาชน์ขวัญทุกคนพนมมือ หมอขวัญจะจุดเทียนตั้งบนยอดของภาชน์ขวัญ หมอขวัญจะเริ่มสวดบทสูตรขวัญ บทสูตรขวัญจะมีลักษณะร้อยกรองบางที
เรียกว่ากาพย์หรือฮ่าย (ร่าย) การสวดเริ่มด้วยภาษาบาลี จากนั้นก็เป็นภาษาท้องถิ่นหรือภาษาอิสาน ก่อนจบแต่ละตอนของการสวด หมดขวัญจะเรียกขวัญโดยลงท้ายด้วย
“มาเด้อ ขวัญเอย”หรือ “มาเย้อ ขวัญเอย” ผู้ที่นั่งล้อมวงภาชน์ขวัญก็จะร้องรับพร้อมกันว่า “มาเด้อ ขวัญเอย” เมื่อบทสูตรขวัญเรียบร้อยแล้ว หมอขวัญจะเอาฝ้ายผูกข้อมือผู้รับการสู่ขวัญ
จากนั้นพ่อแม่และญาติพี่น้องก็มาผูกให้ต่อไป สมัยก่อนการผูกฝ้ายนิยมผูกมือซ้าย ต่อมามีการผูกทั้งข้อมือซ้ายและขวา ด้ายผูกข้อมือมักจะผูกไว้ ๒ – ๓ วัน หรือ ๗ วัน ก็ดึงออกบางทีเก็บไว้
เพื่อเป็นสิริมงคล ในปัจจุบันชาวอิสานยังคงปฏิบัติพิธีสู่ขวัญ โดยเฉพาะการสู่ขวัญบ่าวสาวและการสู่ขวัญแขกที่มาเยือน แต่ความนิยมก็ลดลงกว่าในอดีต

 

 

 

ความเชื่อและพิธีสู่ขวัญของชาวไทยภาคใต้
        ชาวไทยภาคใต้มีความเชื่อเรื่องขวัญเช่นเดียวกับชาวไทยภาคอื่น มีการเอ่ยถึงการทำขวัญข้าว การทำขวัญนาค การทำขวัญบ่าวสาว แต่ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนนัก การทำขวัญของชาวไทยภาคใต้ที่มีการปฏิบัติและสืบทอดต่อเนื่อง คือ “การทำขวัญเรือ” การทำขวัญเรือมีการจำแนกเป็น พิธีทำขวัญเรือประมงหรือพิธีทำขวัญเรือยาวพายแข่ง
พิธีทำขวัญเรือประมงมักประกอบพิธีกรรมก่อนที่จะนำเรือออกไปใช้ในแม่น้ำหรือทะเล นิยมทำในวันเสาร์หรือวันอังคาร เพราะถือว่าเป็นวันแข็ง บุคคลที่เข้าร่วมในพิธีทำขวัญเรือ คือ
หมอขวัญ เจ้าของเรือและครอบครัวของเจ้าของเรือ ลูกเรือ การทำขวญเรือมักไม่มีบุคคลภายนอกหรือเพื่อนบ้านเข้าร่วมพิธีกรรม เครื่องสังเวยในการทำขวัญ ประกอบด้วย เครื่องบวงสรวงสังเวย
มีอาหาร ๑๒ ชนิด มี ปลา กุ้ง ปู ไก่ต้มหรือเป็ดต้ม ขนม เหล้า น้ำดื่ม อาหารหวานและผลไม้ และยังมีอุปกรณ์ผ้าแพรผูกหัวโขนเรือ ด้ายแดงด้ายขาวเพื่อใช้ผูกโขนเรือ พวงมาลัยและดอกไม้
กระดาษเงิน กระดาษทอง และทองคำเปลว แป้งหอม น้ำมันจันทน์สำหรับประพรมหัวเรือ อุปกรณ์สำหรับหมอขวัญมีบายศรีปากชาม (อาจมีหรือไม่มีก็ได้) ขันน้ำมนต์และน้ำมนต์พร้อมใบเงิน
ใบทองเพื่อใช้ประพรมน้ำมนต์ ในการประกอบพิธีทำขวัญเรือหมอขวัญจะเริ่มพิธีด้วยการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและปักธูปไว้ที่อาหารคาวหวานชนิดละ ๑ ดอก จากนั้นหมอขวัญจะกล่าวบท
ทำขวัญ ประกอบด้วย ๗ ส่วนคือ บทประณามพนจ์ บทชุมนุมเทวดากลับ บทขอพรและบทลาเครื่องสังเวย เมื่อใกล้ถึงบทสุดท้ายจะมีการผูกผ้าแพรที่หัวเรือและติดทองคำเปลวที่โขนเรือ จากนั้นจึงเจิมหัวเรือด้วยแป้งจันทร์ น้ำมันหอม และผูกโขนเรือด้วยด้ายขาวแดงและรอบลำเรือ และมีการจุดประทัดเป็นอันเสร็จพิธีผู้เข้าร่วมพิธีกรรมสามารถรับประทานอาหารที่เป็น
เครื่องบวงสรวงได้เพื่อความเป็นสิริมงคล บทบาทของพิธีทำขวัญเรือ มี ๓ บทบาทคือ บทบาทเชิงจิตวิทยา บทบาททางวัฒนธรรมและเป็นกระบวนการขัดเกลาทางสังคม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันวิถีชีวิตและสังคมเปลี่ยนแปลงไป ทำให้พิธีทำขวัญเรือลดความสำคัญลงและสูญหายไปในบางพื้นที่

 

 

จากหนังสือ ขวัญ: ขวัญชีวิตของคนไทย โดย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข