
โดย...อาจารย์อิทธิพล
ใจสมัคร
มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง) |
ดนตรีนั้นเป็นภาษาสากลประจำโลกที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาสามารถสัมผัสได้
แต่จะให้รายเอียดลึกซึ้งเพียงใดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับภูมิ
หลังและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ไทยเราเป็นชาติเก่าแก่ที่มีศิลปะวัฒนธรรมเป็นของตนเองมาช้านานหลายพันปี
เรามีภาษาพูด ภาษา
เขียน และดนตรีเป็นของตนเองโดยสมบูรณ์
| ภาพจากหน่วยงานผลิตภาพถ่ายและไมโครฟอร์ม
สำนักเทคโนโลยีการศึกษา
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช |
|
เราเป็นคนไทย
จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้เพลงไทยและดนตรีไทย ถึงแม้ว่าจะไม่ลึกซึ้งแต่อย่างน้อยเพื่อประดับความรู้
ก่อนเริ่มเรียนดนตรีไทยจะต้องมีพิธีไหว้ครูก่อน
การไหว้ครูมี 2 อย่าง ระหว่างไหว้ครูธรรมดากับไหว้ครูใหญ่ การไหว้ครูคือการ
สร้างความเชื่อมั่น และเคารพต่อครู อาจารย์ ขณะเดียวกันเป็นการสร้างสมาธิให้กับเรา
และรักษาวัฒนธรรมอันดีของไทย
การไหว้ครูประจำปีมีการเซ่นไหว้
บวงสรวง บูชา มีการสวด มีทั้งพิธีสงฆ์ด้วย มีขั้นตอนยุ่งยากมาก แต่ปีหนึ่งมีครั้งเดียว
สำหรับการไหว้ครูประจำวัน
เช่น ผู้ที่จะเล่นดนตรีไทย จะพนมมือขึ้นเหนือเกล้า หรือจุดธูปบูชาพระพุทธ
พระสงฆ์ เป็นการเตือน
สมาธิ เตือนตัวเอง ทำจิตใจให้สงบ
ในการเรียนดนตรีไทยผู้เรียนจำเป็นต้องมีความรู้ใน
3 เรือง คือ
สิ่งแรก
ต้องรู้บทบาทหน้าที่ของเครื่องดนตรีแต่ละเครื่อง เช่น จะเข้ เป็นตัวประสานเดินทำนองให้สนุกสนาน
ระนาดช่วยเสริมให้
หนักแน่นเป็นผู้นำ ฯลฯ
สอง
รู้จังหวะ ช้า เร็ว หรือปานกลาง คนเราเมื่อเกิดมาพอโตขึ้น รู้จักการตบมือ
ถือว่าเขามีจังหวะในตัวเองแล้ว พอมาเรียนก็มาฝึก
เพิ่มเติม
สาม
รู้ว่าตนเองชอบหรือไม่ ชอบอะไร บางคนฝืน เช่น เห็นว่าขิม น่าสนใจ อยากจะเรียนบ้าง
แต่ตนเองไม่ชอบ และเรียนไปแล้วไม่
รู้เอาไปทำอะไร ไม่มีเป้าหมายเรียนไปแล้วจะทำให้เบื่อ
เครื่องดนตรีไทยมีหลายประเภท
การที่จะเลือกเรียนดนตรีไทยให้เหมาะกับตัวผู้เรียน ต้องมีเทคนิคหรือมีวิธีการ
เช่น
ผู้เรียนถ้าเป็นคนร่าเริงสนุกสนาน
ชอบเคาะ ๆ นิสัยค่อนข้างหนัก ก็ไปตีฆ้อง ระนาด จะรู้สึกสนุกสนาน คนไหนเรียบร้อยมีสมาธิและ
เป็นคนขยันก็ไปสีซอ ดีดจะเข้ เป็นคนสุขุมจะเล่นเครื่องประเภทนั้น
อาจารย์ผู้สอนจะรู้นิสัยของผู้เล่นทันที
คือเครื่องแต่ละเครื่องมีทั้งเครื่องผู้นำและเครื่องผู้ตาม เครื่องผู้นำเช่น
จะเข้ ระนาดเอก ซอด้วง
เครื่องผู้ตามเช่น ระนาดทุ้ม ซออู้ กระเช้าเย้าแหย่สนุกสนาน
| ภาพจากหน่วยงานผลิตภาพถ่ายและไมโครฟอร์ม
สำนักเทคโนโลยีการศึกษา
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช |
|
สำหรับฉิ่งจะยากที่สุดในดนตรีไทย
แต่ถ้าทุกคนเล่นเป็นทุกเครื่องมักจะตีฉิ่งเป็น เพราะฉิ่งเป็นเครื่องประกอบจังหวะ
ถ้าคนไหนเข้า
มาครั้งแรกตีฉิ่งเป็น คนนั้นเล่นดนตรีได้ไวมาก เพราะมีจังหวะที่ดีที่สุด
ดนตรีไทยมีโน๊ตเหมือนสากล
เขียนเหมือนสากลใช้หลักเดียวกัน แปลโน๊ตสากลมาเป็นโน๊ตไทย ด.ร.ม.ฟ. โน๊ตไทยหน้ากระดาษหนึ่ง
มี 8 ช่อง แต่ละช่องจะบรรจุ 4 ตัวโน๊ตเขียนเป็นตัวไทย ด.ร.ม.ฟ. เขียนแล้วอ่านเป็นเสียงเพลง
แต่โบราณประยุกต์ร้องเมโลดี้เข้าไปเป็น
นอย ๆ ๆ ๆ ๆ เรียกฮัมเพลง เช่น น้อย นอย น้อย นอย นอย หน่อย นอย ๆ ๆ ๆ
คือเขมรไทยโยค ถ้าเป็นโน๊ตคือ โด ลา โด ลา ซอล ฟา ซอล
ลา ซอล ฟา เร ฟา ฟา เร ซอล ฟา ฟา ๆ ๆ
สื่ออย่างอื่นที่นำมาใช้ในการเรียนดนตรีไทยโดยมากมักเป็นพวกอุปกรณ์เสริม
ไม้เคาะ เช่น กลับ เคาะเข้าจังหวะกับการสอนควบคู่
ไปด้วย บางครั้งเอาซาร์ดเขียนโน๊ตเข้ามาสอนอธิบายให้เข้าใจถึงหลักทฤษฎีว่าเพลงนี้มาอย่างไร
สอนวิธีการบรรจุเพลงว่าเพลงนี้ตกตรงไหน
การเขียนโน๊ตเอามาใช้เหมือนสากล โน๊ตดนตรีไทย กับโน๊ตดนตรีสากล เมื่อนำมาอ่านรวมกัน
เครื่องดนตรีไทยจะมีปัญหาตรงที่ตัวโน๊ตไม่
เหมือนคือของสากลมีแฟลท มีชาร์พ คือการทำให้เป็นเครื่องเสียง แทนที่จะโดดไปเสียงตกครึ่งหนึ่ง
แต่ของไทยมีเหมือนกันเช่น แฟลท
ชาร์พ คือพวกคู่เสี้ยว เรียกว่าเสียงเสี้ยว ลงเป็นตัวคู่ ๆ ไทยทำได้มากกว่า
แฟลท ชาร์พ เป็นสิบ ๆ ตัว ถ้าฟังเดี่ยวลาวแพน ระนาดเดี่ยว
แฟลท ชาร์พ มากที่สุด ความหลากหลายมากกว่าสากลฟังแล้วยากกว่าสากล
สำหรับเทคนิคในการเรียนดนตรีไทยให้ประสบความสำเร็จ
คือความขยัน ทำมาก ๆ และทำสม่ำเสมอ ต้องเป็นคนที่ฟังมากๆ บ่อยๆ
ไม่จำเป็นต้องฟังเพลงไทย เพลงสากล ฟังทุกอย่างที่เป็นดนตรี เพื่อที่จะซึมซาบ
สร้างสมาธิ และรู้จังหวะทำเรื่อย ๆ ฝึกประจำทุกวัน
สำหรับเด็กเล็ก
ๆ อายุ 4-5 ขวบ ก็สามารถเรียนดนตรีไทยได้โดยมานั่งใกล้ ๆ พร้อมกับเคาะไม้
กลับ ฉิ่ง ไปเรื่อย ๆ ไม่จำเป็นต้อง
ถูกต้อง ให้เขาเคาะเพื่อสร้างให้เขาคุ้นเคยกับเสียงนั้น สามารถจะฝึกได้
