การใช้ยาอย่างถูกวิธี
โดย...เภสัชกรหญิงสุรีพร  ภาวสุทธิกุล
เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ

(เนื้อหาและภาพประกอบเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน)

          แม้ว่าในฉลากยา จะระบุให้ผู้ใช้ยาได้ทราบถึงวิธีใช้ยาและความถี่ของการใช้แล้วก็ตาม ผู้ใช้ยาควรทราบถึงความหมายของคำ
ต่าง ๆ ที่พบเสมอในฉลากยา นอกจากนี้ยังมียาอีกหลายรูปแบบที่ ผู้ใช้ยาควรทราบวิธีใช้ยาเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว
ข้างต้น ดังนี้


ภาพจาก Web Site
http://www.photohobby.net/webboard/post_photo/7139a15.jpg
http://www.yenta4.com/webboard/upload_images/1076784_4298011.jpg

          รับประทานก่อนอาหาร โดยทั่วไปหมายความว่าก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงเพื่อให้ยาถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต
ได้ดี หากรับประทานพร้อมหรือหลังอาหารทันทีจะทำให้การดูดซึมของยาลดลงมาก หากลืมรับประทานก่อนอาหารให้รับประทาน
หลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง สำหรับยาที่ออกฤทธิ์ไปเพิ่มการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งใช้รักษาอาการคลื่นไส้
อาเจียน ให้รับประทานก่อนอาหารเพื่อที่จะได้ออกฤทธิ์ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เมื่อรับประทานอาหารลงไปได้ทัน
          รับประทานหลังอาหาร โดยทั่วไปหมายความว่าหลังอาหารอย่างน้อย 15 นาที ยาที่ให้รับประทานหลังอาหารนี้ ส่วนมากเป็น
ยาทั่ว ๆ ไป ซึ่งไม่รบกวนต่อการดูดซึมของยาและอาจเพิ่มการดูดซึมของยาบางชนิดได้ หรือเป็นยาที่ถึงแม้จะถูกดูดซึมได้ดีในขณะ
ท้องว่าแต่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหารมาก
          รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที ยาที่มีฤทธิ์เป็นกรดทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารมัก
ทำให้คลื่นไส้ อาเจียนเมื่อรับประทานขณะท้องว่าง หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เป็นผลหรือจนถึงขั้นเป็นแผล
ทะลุได้ ดังนั้นจึงต้องมีอาหารหรือน้ำช่วยทำให้เจือจาง ยาดังกล่าวได้แก่ ยาแก้ปวดข้อต่าง ๆ ยาแอสไพริน และยาสเตียรอยด์ เป็นต้น
          รับประทานก่อนนอน หมายความว่าให้รับประทานก่อนนอนตอนกลางคืนวันละ 1 ครั้ง เท่านั้น

วิธีละลายยาผงแห้งปฏิชีวนะ

1. หากต้องใช้ยามากกว่า 1 ขวด ให้ละลายยาทีละขวด
2. เคาะผงยาในขวดให้ร่วน
3. ใช้น้ำต้มสุกที่เย็นแล้วหรือน้ำดื่มที่สะอาดละลายยา ห้ามให้น้ำร้อนหรือน้ำอุ่น
4. เปิดฝาขวดยา เติมน้ำลงในขวดยาประมาณครึ่งขวด ปิดฝาขวด เขย่าให้ผงยาเปียกทั่วและกระจาย ไม่จับเป็นก้อน
5. เปิดฝาขวดยาอีกครั้ง เติมน้ำลงในขวดจนถึงขีดที่กำหนดไว้บนขวดยาหรือขีดบอกบนฉลากยา
6. ปิดฝาขวดยา เขย่าให้ยากระจายเข้ากันดี
7. ก่อนรินยา ต้องเขย่าขวดก่อนทุกครั้ง ยาที่ผสมแล้วมีอายุการใช้ไม่เกิน 7 วัน และเก็บยาไว้ในที่เย็นหรือในตู้เย็น
ช่องธรรมดา

วิธีใช้ยาเม็ดสำหรับอมใต้ลิ้นรักษาอาการปวดแน่นอก

1. อมยาใต้ลิ้นทันทีเมื่อมีอาการปวดแน่นอก
2. ไม่ควรเคี้ยวยา กลืนยา หรือกลืนน้ำลายขณะอมยา
3. เมื่ออมยาเม็ดแรกแล้วอาการไม่ดีขึ้น ให้อมยาเม็ดที่ 2 และ 3 ห่างกัน 5 นาที เมื่อครบ 3 เม็ดแล้ว ถ้าอาการไม่ดีขึ้น
ให้รีบพบแพทย์
4. สามารถอมยาป้องกันล่วงหน้าได้ 5 – 10 นาที ก่อนประกอบกิจกรรมที่คาดว่าจะทำให้มีอาการปวดแน่นอก
 


ภาพจาก Web Site
http://www.med.cmu.ac.th/hospital/opd/health/med1.jpg
http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/newimg/health/p0102230451p1.jpg
http://img.kapook.com/image/health/01_75.jpg

วิธีใช้ยาชนิดแผ่นปิดผิวหนังรักษาอาการปวดแน่นอก

1. ควรปิดแผ่นยาเวลาเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ อย่ารอให้มีอาการแล้วค่อยปิด เพราะจะได้ผลช้า
2. ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนใช้ยา
3. ติดแผ่นยาในบริเวณที่มีขนน้อยและแห้ง เช่น ท้องแขนหรือใต้ราวนม
4. อย่าปิดยาบริเวณที่มีรอยแผลหรือรอยพับ
5. เพื่อป้องกันการดื้อยาในผู้ที่ใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรปิดแผ่นยาเพียงวันละ 12 – 14 ชั่วโมง เช่น ปิดแผ่นยา
เวลา 7.00 น. ดึงออกเวลา 19.00 น. เป็นต้น (ควรดึงแผ่นยาออกช่วงเวลากลางคืน)

วิธีใช้ยาหยอดตา

1. ล้างมือให้สะอาด เขย่าขวดยา
2. นอนหรือนั่งแหงนหน้ามองขึ้นข้างบน ใช้มือดึงหนังตาล่างให้เป็นกระพุ้ง
3. หยอดตาตามจำนวนหยดลงไป ระวังอย่าให้หลอดหยดแตะกับตาหรือเปลือกตา
4. หลับตาพร้อมทั้งใช้มือกดหัวตาไว้ประมาณ 1 – 2 นาที ซับส่วนที่เกินออก
5. หากจำเป็นต้องหยอดยาตาหลายชนิดในช่วงเวลาเดียวกัน ให้เว้นช่วงระยะเวลา 5 นาที เพื่อให้ยาแต่ละชนิดออกฤทธิ์ได้ดี
6. เมื่อเปิดยาใช้แล้ว ควรทิ้งหลังจาก 1 เดือน ห้ามล้างหรือทำความสะอาดหลอดหยดระหว่างใช้

วิธีใช้ยาป้ายตา

1. ล้างมือให้สะอาด
2. นอนหรือนั่งแหงนหน้ามองขึ้นข้างบน ใช้มือดึงหนังตาล่างให้เป็นกระพุ้ง
3. บีบยาลงในกระพุ้งตา โดยเริ่มจากหัวตา ระวังอย่าให้ปลายหลอดแตะกันตาหรือเปลือกตา
4. กะพริบตาเบา ๆ ประมาณ 1 – 2 นาที หรือใช้นิ้วมือคลึงเบา ๆ เช็ดยาส่วนเกินออก
5. ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาป้ายตาร่วมกับยาหยอดตา ให้ใช้ยาหยอดตาก่อนยาป้ายตาประมาณ 5 นาที

วิธีใช้ยาหยอดหู

1. ล้างมือและทำความสะอาดใบหูด้วยผ้าชุบน้ำ เช็ดให้แห้ง
2. กำขวดยาไว้ในอุ้งมือ 2 – 3 นาที เพื่อปรับอุณหภูมิให้ใกล้เคียงกับร่างกาย
3. เอียงหู หรือนอนตะแคง ให้หูข้างที่จะหยอดอยู่ด้านบน
4. ดูดยาและหยอดยาตามจำนวนหยด ดึงใบหูบา ๆ เพื่อให้ยาไกลลงหูได้สะดวก
5. เอียงหูข้างนั้นไว้ 2 – 3 นาที หรือใช้สำลีอุดหูไว้ 5 นาที
6. หากต้องการหยอดหูทั้ง 2 ข้าง ให้ทำซ้ำเหมือนเดิม

วิธีใช้ยาหยอดจมูก

1. สั่งน้ำมูกทิ้งเบา ๆ และใช้กระดาษเช็ดภายในจมูก
2. ล้างมือให้สะอาด
3. แหงนคอไปด้านหลังให้มากที่สุด หรือนอนราบบนเตียง เงยหน้าขึ้น
4. หยอดยาลงในรูจมูก ระวังอย่าให้ปลายหลอดแตะจมูก
5. ก้มศีรษะมาทางด้านหน้า และหมุนซ้ายขวาไปมาช้า ๆ ประมาณ 2 – 3 นาที
6. ใช้ผ้าสะอาดเช็ดน้ำยาที่เกินออก

วิธีใช้ยาพ่นจมูก

1. สั่งน้ำมูกทิ้งเบา ๆ และใช้กระดาษเช็ดภายในจมูก
2. ล้างมือให้สะอาด
3. แหงนหน้าเพียงเล็กน้อย
4. กดหลอดยาพ่นโดยให้หลอดพ่นสัมผัสปลายจมูกได้
5. ใช้ผ้าสะอาดเช็ดน้ำยาที่เกินออก

วิธีใช้ยาสูดพ่นทางปาก

1. เปิดฝาขวดแล้วเขย่าขวดยา
2. หายใจออกทางจมูกให้มากที่สุด
3. อมปลายกระบอกยา และหุบปากให้สนิท
4. ใช้นิ้วกดก้นหลอดยาลงให้สุด พร้อมกับหายใจเข้าลึก ๆ อย่างช้า ๆ
5. ดึงกระบอกพ่นออกจากปาก หุบปากกลั้นหายใจให้นานที่สุด อย่างน้อย 10 วินาที
6. ถ้าต้องการพ่นอีกครั้ง ให้เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 นาที

วิธีใช้ยาเหน็บทวารหนัก

1. ล้างมือให้สะอาด แกะกระดาษห่อยาออก
2. นอนตะแคง เหยียดขาข้างที่นอนทับออก และงอเข่าข้างที่อยู่ข้างบน
3. ค่อย ๆ สอดยาเข้าทวารหนักให้ลึกจนสุดเม็ดยาที่สอด
4. นอนในท่าเดิมประมาณ 15 นาที เพื่อให้ยาละลายหมด และไม่หลุดออกมา
5. หากยาเหน็บนิ่มหรือไม่คงรูป ควรแช่ยาในตู้เย็นช่องธรรมดา เพื่อให้ยาคงรูปแข็ง
6. ควรเก็บยาเหน็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา

วิธีใช้ยาเหน็บช่องคลอด

1. ล้างมือให้สะอาด แกะกระดาษห่อยาออก
2. ปัสสาวะก่อนให้เรียบร้อย
3. จุ่มยาลงในน้ำสะอาดให้พอเปียกหมาด ๆ
4. นอนหงายชันเข่า และค่อย ๆ สอดยาเข้าช่องคลอดให้ลึกที่สุด
5. นอนพักสักครู่ เพื่อให้ยาละลายหมด
6. ยาอาจเปื้อนกางเกงในได้

 

เอกสารอ้างอิง
...................................................................................................................................................................................................................................................
1. เรวดี ธรรมอุปกรณ์ , สาริณีย์ กฤติยานันต์ . ใช้ยา – ต้องรู้ 2544 ; 6 – 14.