นวัตกรรมใหม่การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า
โดย... อาจารย์สำเนาว์  ฤทธิ์นุช
(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2552)

          เห็ดฟางจัดว่าเป็นเห็ดเศรษฐกิจที่สำคัญมากขึ้นทุกวัน ประกอบกับสิ่งแวดล้อมในบ้านเรามีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งใน
การเพาะเห็ดฟาง ประชาชนคนไทยทุกคนรู้จักเห็ดฟางทุกคน บริโภคไม่เฉพาะประเทศไทยประเทศเดียว หลายประเทศในโลก
นี้ก็ยังมีความต้องการที่จะบริโภคมากขึ้นและสม่ำเสมอตลอดทั้งปี ในระยะเวลาที่ผ่านมาหลายปีเรามีวิวัฒนาการทางวิชาการเกี่ยวกับ
การเพาะเห็ดฟางค่อนข้างมากมายและหลากหลาย จนเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่งและก็มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง


           การบริโภคเห็ดฟางเป็นอาหารก็มิใช่ว่าจะมีความสำคัญเท่านั้น เห็ดฟางยังมีความสำคัญในด้านการเป็นสมุนไพรรักษา
โรค ยกตัวอย่างเช่น นำเสปอร์ของเห็ดฟางโดยนำดอกเห็ดไปตากให้แห้งและนำไปต้ม น้ำที่ได้ก็จะมีสีค่อนข้างแดง แล้วนำมาบริโภค
คล้าย ๆ กับน้ำชาก็จะสามารถป้องกันและรักษาโรคภูมิแพ้ได้ค่อนข้างเห็นผลชัดเจน เช่น แพ้ฝุ่น แพ้กลิ่น แพ้สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่มี
ความระคายเคืองต่อร่างกาย เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งและเมื่อบริโภคเห็ดฟางไปนาน ๆ เห็ดฟางจะมีลักษณะของภูมิคุ้มกันป้องกัน
อนุมูลอิสระช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ ป้องกันโรคความดัน ป้องกันโรคหัวใจ โรคไขมันอุดตันในหลอดเลือดได้
          นอกจากนั้นแล้วปัจจุบันเห็ดฟางยังมีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการผลิตเห็ดฟางเพื่อเข้าโรงงานแล้วอัดเป็น
กระป๋อง หรือดอง หรือแช่แข็ง หรืออาจจะตากแห้งเป็นวิธีเพิ่มมูลค่าเห็ดฟาง แล้วก็คาดหวังว่าจะมีความต้องการเห็ดฟางแปรรูปเพิ่มขึ้น
          เห็ดฟางเป็นเห็ดที่ไม่ยุ่งยากอะไร แต่ถ้าทำไม่ถูกขั้นตอนหรือไม่รู้จักวงจรชีวิตของเห็ดฟางก็มักจะล้มเหลว จากการศึกษาวงจร
ชีวิตของเห็ดฟางจะมีชีวิตอยู่หลังจากเพาะจนถึงให้ผลผลิตประมาณ 8 วัน ในฤดูร้อนหรือฤดูฝน แต่ถ้าเป็นฤดูหนาววงจรชีวิตก็จะยาว
ขึ้นไปอีกอาจจะถึง 10 – 12 วัน แต่ถ้ามีสิ่งแวดล้อมที่ไปกระตุ้น เช่น อุณหภูมิสูงขึ้นอาจจะเหลือ 7 วันก็ได้ เพราะฉะนั้นในการเพาะเห็ด
ฟางนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจกันว่าเป็นเห็ดที่ให้ผลผลิตเร็วมาก จากการศึกษาพบว่าเห็ดฟางเป็นเห็ดที่ให้ผลผลิตเร็วกว่าเห็ดทุกชนิด


          ปัจจัยที่มีผลต่อการเพาะเห็ดมี 2 ปัจจัย คือ ตัวผู้เพาะเองกับสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น ตัวผู้เพาะเองจะต้องรู้ทุก
อย่างที่เกี่ยวข้องกับเห็ดฟาง ตัวอย่างเช่น สายพันธุ์เห็ดฟาง เพราะมีหลายสายพันธุ์ สายพันธุ์ที่เพาะในฤดูร้อน สายพันธุ์ที่เพาะในฤดู
ฝน หรือฤดูหนาว หรือผู้ที่ทำการเพาะต้องรู้ด้วยว่า การเพาะเห็ดฟางวัสดุต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสมที่สุดคืออะไร อย่างเช่น เราใช้วัสดุ
ที่มีความเป็นพิษอย่างขี้ฝ้าย หรือกากฝ้าย ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสารเคมีที่ฉีดพ่นในขณะปลูกตกค้างอยู่ พอมาเพาะเห็ดฟางก็จะมีความเป็น
พิษในเห็ดฟาง วัสดุบางชนิดตกค้างเป็นสิบปี บางชนิดกว่าสิบปี อย่างนี้หมายความว่าเห็ดฟางที่เพาะในวัสดุที่เป็นพิษเห็ดฟางก็เป็น
พิษด้วย
          อีกประการหนึ่งผู้ที่ทำการเพาะเห็ดฟางจะต้องรู้วิธีการที่เหมาะสมกับสภาพสิ่งแวดล้อม ถ้าเพาะเพื่อจ่ายแจกไม่มากนัก อาจจะ
เพาะในตะกร้าหรือจะเพาะเพื่อเป็นอุตสาหกรรมใหญ่อาจจะเป็นการเพาะแบบโรงเรือน หรือเพาะในตะกร้าแบบขนาดใหญ่ ๆ หรือ
เพาะเพื่อเป็นอาชีพเสริมอาจจะเพาะแบบกองเตี้ยหรือแบบกองสูงอย่างสมัยเดิมก็ได้ หรือจะเพาะเพื่อแปรรูป เพื่อเข้าโรงงานอุตสาหกรรม
ขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีวิธีการควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ เราสามารถจะกำหนดได้ว่าจะให้เห็ดฟางออกเมื่อไหร่ จะเก็บผลผลิตเมื่อไหร่ จะ
ให้ขนาดหรือสีสันอย่างไร กำหนดได้หมด


          เราใช้เทคโนโลยีชั้นสูง คือ ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เป็นโปรแกรม สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่ง
ที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดสำหรับการเพาะเห็ดฟาง เห็ดฟางมีความแปรปรวนและอ่อนไหวจากสิ่งที่มากระทบ เช่น อุณหภูมิต่ำเพียงนิด
เดียว องศาเดียว จะมีปฏิกิริยาในทางลบ ทางบวก เช่น อากาศร้อนขึ้นเห็ดฟางก็จะบานเร็วสีดอกเห็ดแดง ถ้าหากว่าความชื้นมากเกินไป
เห็ดฟางก็จะเน่า ถ้าความชื้นน้อยน้ำหนักก็ไม่มี เห็ดฟางจะมีดอกขนาดเล็ก หรือในวัสดุไม่มีอาหาร เห็ดฟางก็ยิ่งไม่เจริญเติบโต โตช้า
นอกจากนี้น้ำที่ใช้ต้องเป็นน้ำสะอาด ไม่มีคลอรีนหรือปนเปื้อนสิ่งสกปรก หากใช้น้ำประปาธรรมดาซึ่งมีคลอรีนต้องใส่ตุ่มใส่ถังพักไว้
ก่อนจึงใช้ได้ นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลอื่น คือความชื้นในธรรมชาติโดยเห็ดฟางเป็นเห็ดที่ผูกพันธ์อยู่กับวัสดุเหลือใช้ทางการ
เกษตรโดยเฉพาะป่า สวนกล้วยหรือกองฟางเหล่านี้ เช่น ถ้าเพาะเห็ดฟางที่มีความผูกพันธ์อยู่คล้ายกับป่าผลผลิตจะสูง แต่ถ้าอยู่ใน
พื้นซีเมนต์หรืออยู่ในหลังคากระเบื้อง หรือสารสังเคราะห์อื่น ๆ เห็ดจะให้ผลผลิตต่ำ ขอให้เป็นวัสดุธรรมชาติผลผลิตจะสูง
          การเพาะเห็ดฟางเพื่อเป็นอาชีพหลัก ข้อแนะนำประเด็นที่ 1 มีความรักก่อน เราจะเพาะเห็ดฟางถามว่าเรารักเห็ดฟางไหม ถ้ามี
ความรักเรื่องเห็ดฟางแล้วทุกอย่างจะเป็นเรื่องที่ดีหมด ประเด็นที่ 2 จะต้องรู้ให้หมดในกระบวนการเพาะที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเห็ดฟาง
ไม่ว่าจะเป็นวิธีเพาะ วงจรชีวิตของเห็ดฟางหรือตลาดเห็ดฟาง ประเด็นที่ 3 เมื่อเริ่มและมีวิวัฒนาการตลอดไม่ใช่ทำแล้วก็นิ่ง ทำแล้วต้อง
หวังให้มันดีขึ้นตามสภาพความต้องการของชุมชน หรือความต้องการของตลาดอยู่เสมอ ถ้าทำได้อย่างนี้อาชีพการเพาะเห็ดฟางเพื่อสร้าง
งานสร้างอาชีพ สร้างรายได้จะประสบผลสำเร็จ


          เห็ดฟางเป็นเห็ดพื้นบ้าน ปลูกง่าย เลี้ยงง่าย วัสดุที่นำมาใช้เพาะเห็ดฟางนั้นล้วนเป็นของเหลือจากผลิตทางการเกษตร เช่น
เปลือกถั่ว ขี้ฝ้าย ชานอ้อย ลำต้นและใบข้าวโพด ขี้เลื่อยไม้ยางพารา แม้กระทั่งเปลือกทุเรียนหรือผักตบชวาก็ยังสามารถนำมาใช้เป็น
วัสดุเพาะเห็ดฟางได้ เห็ดนับเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจและนิยมนำไปปรุงอาหารหลากชนิด เช่น ซุปเห็ด ยำเห็ด
ผัดเห็ด แม้กระทั่งคุ้กกี้เห็ดหรือไอศกรีมเห็ดก็ยังมีกันแล้ว ไม่เพียงแค่รสชาติที่อร่อยถูกปากเท่านั้น เห็ดยังเต็มไปด้วยคุณค่าทาง
โภชนาการอีกด้วย แต่การเลือกรับประทานก็ควรจะใช้ความระมัดระวัง เพราะเห็ดมีมากมายกว่า 3 หมื่นชนิด แต่ที่สามารถรับประทาน
ได้มีเพียง 2 พันชนิด โดยเท่าที่ศึกษากันพบว่ามี 32 ชนิดที่มีพิษและอีก 10 ชนิดมีฤทธิ์รุนแรงที่ทำให้ผู้บริโภคเสียชีวิตได้


          และเรื่องราวของเห็ดก็มีมานานแล้ว ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาลมีอยู่ในพระพุทธประวัติกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงเสวยสุกรมัทวะ
ที่นายจุนทะนำมาถวายแล้วประชวรจนกระทั่งปรินิพพาน คำว่าสุกรมัทวะไม่ใช่เนื้อสุกรอ่อน แต่สุกรมัทวะเป็นชื่อของเห็ดชนิดหนึ่ง
แปลตามศัพท์หมายถึงเห็ดอ่อนที่หมูชอบ เห็ดชนิดนี้ขึ้นอยู่ใต้ผิวดิน หมูจะใช้จมูกดมหาแล้วคุ้ยขึ้นมากิน เห็ดนี้ขณะยังอ่อน ๆ มี
รสชาติดีเป็นของหายาก แต่ข้อเสียก็คือ จะมีเปาะที่เป็นพิษอยู่ด้วย หากปอกไม่ดีเมื่อเวลานำไปปรุงก็จะทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ง่าย
สุกรมัทวะที่นายจุนทะปรุงถวายพระพุทธเจ้านั้นเป็นอาหารที่ปรุงด้วยเบญจโครส ได้แก่ นมโค 5 อย่าง คือ นมสด นมส้ม เนยใส
เนยข้น นมเปรี้ยว ถือเป็นอาหารที่มีรสดีประณีตแต่ค่อนข้างจะย่อยยากไม่เหมาะกับคนชรา เพราะทำให้ธาตุผิดปกติได้ง่าย แม้อาหาร
มือสุดท้ายที่นายจุนทะนำมาถวายพระบรมศาสดานั้นเป็นพิษ แต่พระองค์ก็ทรงรับประเคน ทั้งนี้เพราะทรงล่วงรู้ด้วยพระญาณว่าเป็น
ด้วยหนี้กรรมในอดีตชาติของพระองค์เอง พระองค์จึงไม่ให้พระภิกษุอื่นฉัน โดยมีพระดำรัสสั่งให้นายจุนทะนำส่วนที่เหลือไปฝังดินเสีย
เมื่อได้ทรงเสวยเข้าไปแล้ว ไม่นานพระธาตุก็ย่อยยับเกิดโลหิตปักขันทิกโรค คือ อาการท้องร่วงอย่างแรงจนมีโลหิตออกมา และทรง
ปรินิพพานในเวลาต่อมา

นางสาวเยาวลักษณ์ ศิริสุวรรณ   ผู้เรียบเรียง
(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2552)