สมาธิกับการทำงาน
โดย...คุณคมสัน วิเศษธร
คันนายาว  กรุงเทพฯ

(เนื้อหาและภาพประกอบเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน)


         สิ่งที่ยุ่งยากในตอนแรกของการทำงานก็คือ ใจยังไม่เกิดสมาธิ จึงมีสภาพวอกแวก หันไปหาเรื่องนั้นทีเรื่องนี้ที เช่นเดียวกับการ
อ่านตำราเตรียมตัวสอบ หากใจยังฟุ้งซ่าน ย่อมมีพลังดึงดูดใจให้วางหนังสือแล้วไปทำกิจกรรมอื่นโดยง่าย
          ผู้ที่ฝึกใจเป็นสมาธิดีแล้ว มักจะหยิบงานชิ้นใดมาทำ ก็ทำมุ่งมั่นต่อไปจนสำเร็จ จดจ่อกับงานนั้นได้ตลอดเวลา สมาธิจึงมีความ
สำคัญต่อการทำงานทุกอย่าง ถ้ามีสมาธิในการทำงาน จะทำงานได้มาก และไม่ค่อยเหนื่อย เพราะมีความสุขเพลิดเพลินในงาน
          สมาธิคือความตั้งมั่น ฉะนั้นถ้าใจตั้งมั่นหรือมีสมาธิอยู่กับสิ่งใด ย่อมไม่หวั่นไหววอกแวก แม้จะมีอะไรภายนอกมากระทบหรือแม้
กระทั่งอารมณ์ภายในของตนก็ตาม คนเราจะเห็นความสามารถของตนได้ ต้องทำใจให้เป็นสมาธิก่อนจึงจะแสดงความสามารถออกมา

          วิธีทำให้เกิดความตั้งมั่น อาจผูกใจไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ลมหายใจขณะนั่งสมาธิ หรืออยู่กับสิ่งที่เพ่งมองตรงหน้าพยายามเตือน
ตนให้รู้ตัวตลอดหากจิตใจเผลอไผลไปหาสิ่งอื่น หรือครุ่นคิดเรื่องใด ก็ให้มีสติดึงใจกลับมาอยู่กับสิ่งที่มุ่งมั่น
          แรกๆ อาจพบว่าตัวเองรู้สึกฝืนเพราะใจไม่ยอมอยู่นิ่ง ยิ่งพยายามผูกมันไว้ ก็ยิ่งพยายามหนีออกไป ขอให้มีสติ จะหนีเตลิดไปเมื่อ
ใดให้รู้ตัว ดึงใจกลับมาจดจ่องานตรงหน้า หรือสิ่งที่ต้องการทำให้ได้ ทำเช่นนี้บ่อยๆ ค่อยๆ ฝึกใจให้เป็นสมาธิดีขึ้น ฝึกประจำ ใจย่อม
ตั้งมั่นได้รวดเร็ว สามารถทำงานได้ดีและสนุกขึ้น
          เวลาเรามีเรื่องทุกข์ใจ มีปัญหาหนักอก เรื่องดังกล่าวมักขยายใหญ่ เรามักหมกมุ่นจ่อมจมอยู่กับเรื่องนั้นนานเกินควร เรียกว่า
มีสมาธิกับสิ่งไร้สาระนานจนทำให้ฟุ้งซ่าน การหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งปรุงแต่งนาน ย่อมทำให้ขาดสติ บางคนจึงหันไปเดินจงกรม
นั่งสมาธิ เพื่อดึงจิตที่ลุ่มหลงในความคิดกลับมาอยู่กับลมหายใจ หรือการเดินในปัจจุบัน
          ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับความรัก อกหักผิดหวัง หรือกำลังสูญเสียความรัก จะกลายเป็นผู้ที่ไม่รู้ว่าใจกำลังมีสมาธิกับปัญหาของตนอยู่
สามารถครุ่นคิดเวียนวนได้หลายรอบ สมาธิก็เหมือนกับการโฟกัสพลังงานไปที่จุดหนึ่ง ถ้าโฟกัสไปที่เรื่องดี ก็จะก่อเกิดสิ่งดีหรือผลงาน
ตามมา แต่หากโฟกัสไปยังเรื่องเหลวไหล หรือเรื่องชอกช้ำผิดหวัง จะทำให้ทุกอย่างบานปลาย เป็นการใช้สมาธิของตนทำลายสุขภาพ
กายและจิตได้
         เรียกว่าต้องฝึกใจให้เป็นสมาธิให้ได้ เพื่อจะได้ทำงานให้สำเร็จตามที่มุ่งหวัง เรียกว่าต้องทำอะไร เมื่อใด ที่ไหน อย่างไร ใจมี
สมาธิ สามารถทำงานให้สัมฤทธิ์ผล
         ขณะเดียวกัน ใจที่มีสมาธิง่ายและรวดเร็ว ต้องมีสติกำกับ เพื่อให้รู้ตัวว่ากำลังมีสมาธิอยู่กับเรื่องใด เช่น กำลังเล่นเกมเพลินอยู่
หลายชั่วโมง มีสมาธิแรงกล้า แต่ขาดสติ จะเล่นจนไม่ลืมหูลืมตารับรู้ว่าควรทำอะไรต่อไป ไม่สามารถหักห้ามใจได้เพราะสมาธิแรงกล้า
ต้องอาศัยสติแรงกล้าเช่นกันดึงใจกลับมา

          ปัจจุบันมีสิ่งดึงดูดเวลา ความสนใจ หรือสมาธิของผู้คนมากมาย ทั้งอินเตอร์เน็ต เอ็มเอสเอ็น เกมออนไลน์ การจะทำความหวัง
ความฝันให้สำเร็จนั้น ต้องอาศัยบทเรียนจากการฝึกสมาธิฝึกสติมาประกอบ หากใจเรียนรู้ข้อผิดพลาดในอดีตเกี่ยวกับการใช้เวลาที่
ฟุ่มเฟือย เรียกว่ามีสติ ระลึกถึงบ่อยๆ เตือนตนเองบ่อยๆ เท่ากับกำลังสร้างสติที่เปี่ยมกำลัง ย่อมนำสมาธิมาใช้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่เป็น
ประโยชน์ได้
          สติสมาธิ คล้ายกับเรากำลังมองหาสิ่งที่จะทำ ตอนที่ยังไม่ตัดสินใจลงมือทำอะไร จะมองเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้น่าทำไปหมด ความสนใจ
หลากหลาย แต่ไม่บรรจุสำเร็จสักอย่าง เรียกว่ายังไม่รู้ตัวจะทำอะไร ไม่มีสติที่เพียงพอ
          แต่พอมองเห็นชัดแล้วว่าจะทำอะไร เรียกว่ามีสติแล้ว ใจจึงเริ่มมีกำลัง สามารถเพ่งความสนใจใช้เวลาจดจ่อกับสิ่งนั้นอย่างเต็มที่
การทำสิ่งนั้นย่อมประกอบด้วยสมาธิ คือ ความมุ่งมั่นจดจ่อ และสติคือความรู้ตัวกำลังทำอะไร เมื่อทั้งสองอย่างมีพลังและประสานกันดี
สิ่งที่ทำก็คืบหน้าอย่างเห็นได้ชัด
          ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด หากสติกับสมาธิกอดคอไปด้วยกัน ย่อมไม่มีวันอับจนหนทางในชีวิตเป็นแน่!

 


เอกสารอ้างอิง
...................................................................................................................................................................................................................................................
ขอขอบคุณภาพประกอบ
ภาพสมาธิ1
เว็บไซต์ ทำดี :- อุดมธรรมดอทคอม
http://tamdee.udomtam.com/bbs/viewthread.php?tid=126
ภาพสมาธิ2
วารสารกัลยาณมิตร
http://www.kalyanamitra.org/kal_magazine/march_45/meditation.html