ชนิดและหน้าที่ของกระดูก
Bone Classifications and Functions

โดย...
คุณสุเมธ  เนาว์รุ่งโรจน์
ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

(เนื้อหาและภาพประกอบเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน)


          กระดูก (Bone) เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) ที่เป็นโครงร่างแข็ง (Exoskeleton) ภายในร่างกายของสัตว์
มีกระดูกสันหลัง น้องๆ ทราบไหมครับว่าเราสามารถแบ่งกระดูกออกเป็น กี่ชนิด คำตอบก็คือขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่เราใช้ในการแบ่งชนิด
ของกระดูก การแบ่งชนิดของกระดูก (Bone classifications) มีอยู่หลายเกณฑ์ด้วยกัน หากแบ่งชนิดของกระดูกตามรูปร่าง
สามารถแบ่งได้เป็น 4 ชนิดคือ กระดูกยาว (Long bone) เป็นกระดูกที่มีความยาวมากกว่าความกว้าง เช่น กระดูกแขนและขา
เป็นต้น กระดูกสั้น (Short bone) เป็นกระดูกที่มีความยาวและความกว้างใกล้เคียงกัน มีลักษณะคล้ายลูกบาศก์หรือหกเหลี่ยม เช่น
กระดูกข้อมือ (Carpal bone) และกระดูกข้อเท้า (Tarsal bone) เป็นต้น กระดูกแบน (Flat bone)เป็นกระดูกที่มีลักษณะแบนบาง
ส่วนใหญ่โค้งงอ เช่น กระดูกซี่โครง (Rib) กะโหลกศีรษะ (Skull) กระดูกสะบัก (Scapula) และกระดูกกลางอก (Sternum) เป็นต้น และกระดูกที่มีรูปร่างไม่แน่นอน (Irregular bone) เป็นกระดูกที่มีลักษณะ ไม่แน่นอน เช่น กระดูกสันหลัง (Vertebrae) และกระดูก
ใบหน้า (Facial bone) เป็นต้น
          แต่ถ้าเราแบ่งชนิดของกระดูกตามลักษณะของเนื้อกระดูก สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ กระดูกแข็ง (Compact หรือ
Dense bone) เป็นกระดูกที่มีลักษณะแน่นและแข็ง ดูจากภายนอกจะเห็นเป็นสีขาวหรือเหลืองอ่อน ภายในจะมีลักษณะเป็นวงหลาย
ชั้น (Lamellae) ล้อมรอบช่องยาวที่เรียกว่า ช่องฮาเวอร์เซียน (Haversian หรือ Central canal) ซึ่งเป็นที่อยู่ของหลอดเลือด เส้น
ประสาท และหลอดน้ำเหลืองที่มาเลี้ยงกระดูก กระดูกพรุน (Cancellous หรือ Spongy bone) เป็นกระดูกที่มีลักษณะเป็นรูพรุน
คล้ายฟองน้ำ เนื้อกระดูกมีลักษณะเป็นแท่งและเป็นแผ่น (Trabeculae) ซึ่งประกอบด้วยลักษณะเป็นวงหลายชั้น เซลล์กระดูกที่แก่ตัว
เต็มที่ (Osteocyte) และท่อคานาลิคูไล (Canaliculi) เรียงตัวอย่างไม่เป็นระเบียบและมีจำนวนไม่มากนอกจากนี้พบว่าภายใน
กระดูกพรุนมีเพียงไขกระดูกสีแดงเท่านั้น เราสามารถพบกระดูกพรุนได้ที่ส่วนปลายของกระดูกยาวและตรงกลางของกระดูกแบน

          การแบ่งชนิดของกระดูกแบบสุดท้ายคือแบ่งตามตำแหน่งที่อยู่ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ กระดูกแกนกลาง (Axial
skeleton) เป็นกระดูกที่อยู่ในส่วนแกนกลางของร่างกาย ได้แก่ กะโหลกศีรษะ 28 ชิ้น กระดูกโคนลิ้น (Hyoid bone) 1 ชิ้น กระดูก
อก (Thoracic cage) 25 ชิ้น และกระดูกสันหลัง 26 ชิ้น รวมทั้งหมด 80 ชิ้น กระดูกรยางค์ (Appendicular skeleton) เป็น
กระดูกที่ยื่นออกจากกระดูกแกนกลาง ได้แก่ กระดูกไหล่ (Shoulder girdles) 4 ชิ้น กระดูกรยางค์บน (Upper extremities)
60 ชิ้น กระดูกรยางค์ล่าง (Lower extremities) 60 ชิ้น และกระดูกเชิงกราน (Pelvic girdle) 2 ชิ้น รวมทั้งหมด 126 ชิ้น ดังนั้น
ภายในร่างกายของมนุษย์จึงประกอบด้วยกระดูกทั้งหมด 206 ชิ้น


ภาพที่ 1 การแบ่งชนิดของกระดูกตามรูปร่าง
(กระดูกยาว กระดูกสั้น กระดูกแบน และกระดูกที่มีรูปร่างไม่แน่นอน)
ที่มา: Eizenberg และคณะ (2007)


ภาพที่ 2 การแบ่งชนิดของกระดูกตามลักษณะของเนื้อกระดูก (กระดูกแข็งและกระดูกพรุน)
ที่มา: http://www.web-books.com/eLibrary/Medicine/Physiology/Skeletal/
compact_spongy_bone.jpg



ภาพที่ 3 การแบ่งชนิดของกระดูกตามตำแหน่งที่อยู่ (กระดูกแกนและกระดูกรยางค์)
ที่มา: http://www.rci.rutgers.edu/~uzwiak/AnatPhys/APFallLect9_files/image001.jpg

หน้าที่ของกระดูก (Bone functions) มีมากมายหลายประการ ดังนี้
          1. ป้องกันอันตรายให้กับอวัยวะในร่างกาย เช่น กะโหลกศีรษะ ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายให้กับสมอง เป็นต้น
          2. รักษารูปร่างให้คงรูปอยู่ได้ เช่น กระดูกสันหลัง
          3. ช่วยในการเคลื่อนที่ เช่น กระดูกที่ขา ทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อลาย เอ็น และข้อต่อ ทำให้เกิดการเคลื่อนที่
          4. ช่วยให้ได้ยินเสียง เช่น กระดูกโกลน (Stapes หรือ Stirrup) ทำหน้าที่ส่งผ่านความสั่นสะเทือนของเสียงจากกระดูกทั่ง
(Incus) ไปยังหูชั้นใน
          5. สร้างเซลล์เม็ดเลือด เช่น เม็ดเลือดแดง (Red blood cell) เม็ดเลือดขาว (White blood cell) และเกล็ดเลือด
(Platelets) ถูกสร้างโดยไขกระดูกสีแดง (Red bone marrow)
          6. เก็บสะสมแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม และฟอสฟอรัส
          7. เก็บสะสมสารส่งเสริมการเจริญเติบโตบางชนิด เช่น โบน มอร์โฟเจเนติก โปรตีน (Bone Morphogenetic Proteins
หรือ BMPs) เป็นโปรตีนที่ช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและกระดูกอ่อน
          8. เก็บสะสมไขมัน ในตอนที่เรายังเป็นเด็กทารกอยู่นั้น จะมีเฉพาะไขกระดูกสีแดงแต่เมื่อโตขึ้นเซลล์บางส่วนในไขกระดูก
จะสลายตัวไป ทำให้เกิดรูพรุนขึ้นมา ซึ่งไขมันจะถูกนำมาเก็บสะสมเอาไว้ในรูพรุนเหล่านี้ ทำให้เห็นเป็นสีเหลือง จึงเรียกว่า ไขกระดูก
สีเหลือง
          9. ช่วยควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่างในร่างกายไม่ให้เปลี่ยนแปลง ในขณะที่เลือดเป็นด่าง กระดูกจะช่วยดูดซึมสารจำพวก
เกลืออัลคาไลน์ (Alkaline salts) เข้ามาเก็บเอาไว้ในกระดูก เพื่อลดค่าความเป็นด่างในเลือด แต่ในขณะที่เลือดเป็นกรด กระดูก
จะช่วยปลดปล่อยสารจำพวกเกลือ อัลคาไลน์ออกสู่กระแสเลือด เพื่อลดค่าความเป็นกรดในเลือด
          10. ช่วยสลายพิษในร่างกาย เนื้อเยื่อกระดูกมีความสามารถในการดูดซึมและเก็บสะสมโลหะหนักที่เป็นพิษต่อร่างกายใน
กระแสเลือด เพื่อลดความเป็นพิษให้แก่ร่างกาย และเมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะปกติ กระดูกจึงค่อยๆ ปลดปล่อยโลหะหนักเหล่านั้น
ออกมา และกำจัดออกโดยระบบขับถ่ายต่อไป
          11. ควบคุมกระบวนการเมแทบอลิซึมของฟอสเฟส (Phosphate metabolism) โดยการหลั่งไฟโบรบลาสต์ โกรทแฟคเตอร์
(Fibroblast growth factor - 23 หรือ FGF-23) ซึ่งเป็นสารจำพวกโปรตีน ไปควบคุมการดูดกลับฟอสเฟตของไตให้น้อยลง

         ผู้อ่านได้รู้จักหน้าที่ของกระดูกแล้วว่ามีความสำคัญมากเพียงใด ดังนั้นอย่าลืมดูแลรักษากระดูกให้ดีด้วยวิธีการง่ายๆ คือ ดื่มนม
ทุกวัน นั่งตัวตรง หลีกเลี่ยงการละเล่นผาดโผนที่จะทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อกระดูก เพียงเท่านี้ก็ช่วยรักษากระดูกได้เป็น
อย่างดีแล้ว


เอกสารอ้างอิง
...................................................................................................................................................................................................................................................
กนกธร ปิยธำรงรัตน์. (2545). ระบบอวัยวะของร่างกาย. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์. กรุงเทพฯ.
กนกธร ปิยธำรงรัตน์. (2546). เนื้อเยื่อวิทยา. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์. กรุงเทพฯ.
บังอร ฉางทรัพย์. (2550). กายวิภาคศาสตร์ 1. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุงเทพฯ.
พิชิต ภูติจันทร์. (2545). กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
กรุงเทพฯ.
Bertazzo, S. and Bertran, C.A. (2006). Morphological and dimensional characteristics of bone
mineral crystals. Bioceramics 18, Pts 1 and 2 309-311: 7-10.
Eizenberg, N., Briggs, C., Adams, C. and Ahern, G. (2007). General anatomy : principle and
applications. McGraw-Hill Australia Pty Ltd. Australia.
Fukagawa, M. Nii-Kono, T. and Kazama, J.J. (2005). Role of fibroblast growth factor 23 in
health and in chronic kidney disease. Curr. Opin. Nephrol. Hypertens. 14 (4): 325–9.
Silve, C. and Beck, L. (2003). Is FGF23 the long sought after phosphaturic factor
phosphatonin. Nephrol. Dial. Transplant. 17 (6): 958–61.
Steele, D.G. and Claud A.B. (1988). The Anatomy and Biology of the Human Skeleton.
Texas A&M University Press. p. 4.