ปะการัง....สัตว์ใต้ทะเล
โดย...นางสาวปัญจ์ปพัชรภร  บุญพร้อม
ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี

(เนื้อหาและภาพประกอบเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน)


          ปะการัง เป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ในพวก ซีเลนเทอราตา (Coelenterata) กลุ่มเดียวกับดอกไม้ทะเลและแมง
กะพรุน ต่างกันที่ปะการังจะสร้างหินปูนเป็นฐานแข็งแรง ลักษณะเด่นของปะการังคือ มีโพรงในลำตัว มีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น ระหว่างเนื้อเยื่อ
ทั้งสองจะเป็นวุ้น มีช่องปากแต่ไม่มีทวารหนัก มีหนวดซึ่งมีเซลล์เข็มพาเพื่อป้องกันตัวหรือจับเหยือเป็นอาหารเรียงรายอยู่รอบปาก
โพรงหินปูนเพื่อใช้เป็นที่อยู่ของ ตัวปะการัง หรือที่เรียกว่า โฟลิป (Polyp) รอบๆปากมีหนวด 6 เส้น (หรือทวีคูณแล้วแต่ชนิด) ในตัว
ปะการังมีสาหร่ายเซลล์เดียว(เรียกว่าซูแซนเทลลี่ : zooxanthellae) ปะการังแต่ละตัวจะแบ่งตัวแตกหน่อให้ตัวเชื่อมต่อกัน เป็นกลุ่ม
กอเดียวกัน เรียกว่า โคโลนี (Colony) รูปร่างของกลุ่มกอ อาจเป็นก้อนคล้ายสมอง เป็นกิ่งเป็นแผ่นคล้ายใบไม้หรือแผ่นบางๆ เคลือบ
พื้นแล้วแต่ชนิด ปะการังหลายๆกลุ่มก้อนจะก่อตัวรวมกันเป็นแนวปะการัง

          ชนิดของปะการัง ปะการังที่พบในโลกนี้มีมากกว่า 400 ชนิด ในน่านน้ำไทยพบประมาณ 240 ชนิด การแบ่งกลุ่มของปะการัง
อย่างง่ายๆ ตามลักษณะที่พบเห็นอาจแบ่งได้เป็นปะการังแข็ง กัลปังหา และปะการังอ่อน ในการจำแนกชนิดของปะการังแข็งนั้น จะถือ
เอาลักษณะรูปทรงหินปูน และรายละเอียดของโครงสร้างคอรอลไลท์เป็นหลัก
          1.ปะการังแข็ง – Hard coral สร้างโครงสร้างของมันด้วยหินปูน (แคลเซียมคาร์บอเนต) ซึ่งคล้ายกับกระดูกของมนุษย์ แต่มีอัตราการสร้างที่ช้ามาก เช่น เติบโต 1 เซนติเมตร ใน 1 ปี แม้ว่าปะการังมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร จะต้องใช้เวลานานเกือบ
100 ปีทีเดียว ปะการังจะแข็งแรงแต่ก็เปราะและแตกหักง่าย หากได้รับการกระแทกจากลมพายุหรือสมอเรือลักษณะปะการังที่รู้จักกัน
ดีสามารถแบ่งออกกว้างได้คือ
          - ปะการังเขากวาง -Staghorn coral (Acropora spp.) มีรูปแบบเป็นกิ่งแน่นทึบสีสันหลากหลายตั้งแต่สีออ่นไปจนถึงสีเขียว
อ่อน ฟ้า และสีส้ม ความหนาอาจมีมากหรือน้อยและมีก้านยาว และเติบโตอย่างรวดเร็วมากกว่าปะการังชนิดอื่นๆ
          - ปะการังโขด – Boulder coral (ชนิด Porites spp.) รูปร่างเป็นปะการังก้อนขนาดใหญ่และบ่อยครั้งที่มีขนาดใหญ่เหมือน
ก้อนหินที่โผล่ขึ้นมาบนแนวปะการัง
          - ปะการังแผ่นใบไม้ – Foilate coral (ได้แก่ชนิด Monipora spp. และ Turbinaria spp.) ลักษณะคล้ายใบไม้ขนาดใหญ่
หรือเป็นแผ่นที่บาง
          - ปะการังโต๊ะ – Table coral ส่วนมากชนิด A cropora spp.รูปร่างเป็นแบบโต๊ะแบนและขั้นบันได
          - ปะการังเดี่ยว – Free coral (ชนิด Fungla spp.)
          - ปะการังเคลือบ – Crusty coral (ชนิด Montipora spp.) มีการเติบโตและแผ่ขยายบนปะการังชนิดอื่นๆ
          2.กัลปังหา - Horny coral or Gorgonians โครงร่างของกัลปังหามีแกนที่สร้างขึ้นจากสารประกอบพวกออร์โกนินคล้าย
กับในเขาสัตว์ มีรูปร่างคล้ายพัดที่ยืดหยุ่นได้หรือบางชนิดคล้ายต้นไม้ เมื่อกัลปังหาตายลงโครงสร้างจะกลายเป็นสีแดงหรือขาว การ
เจริญเติบโตในกัลปังหาช้ามาก บริเวณ พื้นทะเลที่มักจะพบกัลปังหาอาศัยอยู่มักเป็นผนังทราย พื้นทรายและกินอาหารด้วยการดักจับ
อาหาร
          3.ปะการังอ่อน -Soft coral or Alcyonacea ปะการังอ่อนได้ลดรูปโครงสร้าง ภายในที่มีส่วนประกอบของแคลเซียม
คาร์บอเนตลงปะการังอ่อน บางชนิดนุ่มมากจนสามารถเคลื่อนไหวไปตามแรงของกระแสน้ำได้ปะการังอ่อนมักมีรูปร่างหนาและสีสดใส
เช่น แดง ชมพู เหลือง ม่วง เป็นต้น เมื่อปะการังอ่อนตายลงโครงสร้างต่างๆที่เห็นจะสูญสลายไปเกือบหมด

          ความสำคัญและประโยชน์ของปะการัง ปะการังมีความสำคัญและให้ประโยชน์อย่างมากมาย ทั้งต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติ
และประโยชน์ต่อมนุษย์ ในธรรมชาติเศษปะการังเมื่อแตกหัก ผุกร่อนกลายเป็นเม็ดเล็กๆ ช่วยสร้างเม็ดทรายที่ขาวสะอาดให้หาดทราย
แนวปะการังเปรียบเสมือนแนวกำแพงที่ช่วยลดแรงปะทะของกระแสน้ำ คลื่น ลม ช่วยป้องกันการกัดเซาะผังทลายของชายฝั่งได้เป็น
อย่างดีความสลับซับซ้อนของแนวปะการังยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หลบภัย เป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ รวมทั้งเป็นแหล่งวางไข่และเลี้ยง
ตัวของสัตว์น้ำวัยอ่อนนานาชนิด ประโยชน์ต่อมนุษย์นั้น แนวปะการังเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมนุษย์ ความสวยงามของแนวปะการัง
เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมความงาม ทำให้เกิดอาชีพ สร้างงานสร้างรายได้แก่ประชาชนในท้องถิ่นและต่อประเทศ
ชาติ แต่ละปีเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แนวปะการังยังเป็นแหล่งยารักษาโรคให้กับมนุษย์ ทั้งยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยค้นคว้าทางทะเล
ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

           ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว หรือ Coral Reef Bleaching คือ ปรากฎการณ์ที่ปะการังชนิดต่างๆรวมถึงสิ่งมีชีวิตในแนว
ปะการัง อีกหลายชนิดมีสีซีดลง และหากการฟอกขาวนั้นเป็นไปโดยสมบูรณ์ จะพบว่าปะการังเหล่านั้นเหลือเพียงเนื้อเยื่อใสๆเผยให้เห็น
สีขาวของหินปูนซึ่งเป็น โครงสร้างของมันตามปกติในเนื้อเยื่อชั้นใน (endodermes) ของปะการังมีสาหร่ายเซลล์เดียว เรียกว่า ซูซาน
เทลลี (Zooxanthellae) อาศัยอยู่ สาหร่ายชนิดนี้จะสังเคราะห์แสงให้พลังงานแก่ปะการัง เป็นการอยู่ร่วมกันแบบภาวะพึ่งพา
(Symbiosis)ปรากฎการณ์ปะการังเปลี่ยนสีเกิดขึ้นเนื่องจากปะการังและสัตว์ทะเลอื่นๆในบริเวณนั้นได้ขับสาหร่ายซูซานเทลลีที่อาศัย
อยู่ในเนื้อเยื่อออกไป จึงทำให้ปะการังและสัตว์ทะเลเหล่านั้นขาดพลังงานในการ

          ดำรงชีวิตจึงค่อยๆตายไป เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ได้แก่การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของน้ำทะเล
ซึ่งเป็นผลมาจากปรากฎการณ์เอลนินโญ่ ที่ทำให้น้ำทะเลในฝังอันดามันเย็นลงแต่ทำให้น้ำทะเลในอ่าวไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้น นอกจากนี้
นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่ายังมีปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อการเปลี่ยนสีของปะการังด้วย เช่นการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำจืดที่ไหลลงสู่ทะเลในช่วง
ฤดูฝน จึงเป็นที่วิตกกันว่าปรากฎการณ์ลานินญ่า ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะทำให้มีฝนมากกว่าปกติจะเป็นเหตุให้มีน้ำจืดไหลลงสู่ทะเล
ปริมาณมาก การทับถมของตะกอนลงไปในทะเลก็ทำให้เป็นอุปสรรคของการเจริญของประการัง การใช้ทะเลจนทำให้เกิดมลพิษต่างๆ
แสงจากดวงอาทิตย์ และการเกิดน้ำขึ้นน้ำลง ล้วนเป็นผลให้ปะการังเปลี่ยนสี สิ่งที่น่าตระหนักของนักท่องเที่ยวและผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวกับ
ทะเลก็คือ ควรระวังอย่าให้ท้องทะเลเกิดมลพิษจากวัสดุและสารเคมีต่างๆ เพราะน้ำทะเลที่สกปรกมีมลพิษจะทำลายปะการัง และไม่
ส่งเสริมการทำลายปะการังจากแหล่งธรรมชาติโดยการนำไปเป็นของที่ระลึก ควรสร้างจิตสำนึกร่วมกันในการอนุรักษืแหล่งที่มีประการัง
ไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นแหล่งที่ศึกษาของอนุชนรุ่นหลัง

        

เอกสารอ้างอิง
...................................................................................................................................................................................................................................................
1.แผ่นผับเรื่องทรัพยากรปะการัง กลุ่มสื่อสารองค์กร กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2.http://school.net.th/library/snet4/may11/coral.html
3.www.dmcr.go.th