ข้าวกล้องไม่ต้องสวยแต่ดี
โดย...นายมานพ  แก้วสนิท
อาชีพ ข้าราชการบำนาญ
ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
E-mail : manop_keao@hotmail.com

(เนื้อหาและภาพประกอบเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน)

          “ ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ถ้าเรากินทุกวัน จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย ต่างจากข้าวขาวที่เมื่อเรารับประทานเข้าไปแล้ว จะเอาของดีออก แต่
บางคนบอกว่า คนกินข้าวกล้องเป็นคนจร แต่เราเป็นคนจน เราต้องกินข้าวกล้องเพราะมีประโยชน์ ทุกวันนี้ เรากินข้าวกล้องแทนข้าวขาวทุกวันทำให้
ร่างกายแข็งแรงดี ”


ภาพจาก Web Site
http://wealthyfood.blogspot.com/2011/11/blog-post_16.html
ข้อมูลภาพ ณ วันที่ 5-6-56

          นี่เป็นกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อคณะสื่อมวลชนที่ตามเสด็จให้เผยแพร่สาธารณชนในวันที่เสด็จฯทรงเกี่ยวข้าว
ในแปลงนาส่วนพระองค์ที่บ้านบางแตน ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2541
          จากพระราชกระแสรับสั่งในวันนั้น ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อย หันมาสนใจและเรียกหา “ ข้าวกล้อง ” รับประทาน และเป็นเหตุผลอันยิ่งใหญ่
เพียงพอที่ทุกฝ่ายจะต้องให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและส่งเสริมให้คนไทยทุกคนทุกเพศทุกวัยหันมากิน “ ข้าวกล้อง ”
          ว่าที่จริงแล้ว ข้าวกล้องรู้จักกันมาตั้งแต่สมัย ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราโน่นแล้ว เพราะรับประทานข้าวที่ผ่านกระบวนการตำข้าวด้วยมือ ที่เรียกว่า
“ ข้าวซ้อมมือ ” หรือ “ ข้าวกล้อง ” นั่นเอง แต่เมื่อเทคโนโลยีที่นำสมัยมุ่งเข้าสู่ชนบท สภาพสังคมเปลี่ยนแปลง ผู้คนต่างมุ่งที่จะแสวงหาความสะดวก
สบาย ขาดความตระหนักในเรื่องสุขภาพ ละทิ้งการรับประทานข้าวกล้อง หันไปรับประทานข้าวขาวที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
          คุณประโยชน์ของข้าวกล้องนั้นมีมากมายมหาศาลเราจะเห็นได้ว่า ข้าวกล้อง เป็นสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งเกิดจากการขัดเปลือกออกเท่านั้น เหลือส่วน
ต่าง ๆ ของข้าวเอาไว้ครบถ้วน ทั้งจมูกข้าวและเยื่อหุ้มข้าว ซึ่งนั่นคือ ที่มาของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายนานาชนิด เช่น
          วิตามิน บี 1 ที่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา หรืออาการ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
          วิตามิน บี 2 ป้องกันโรคปากนกกระจอก
          ฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน
          แคลเซียม ทำให้กระดูกแข็งแรง ป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว
          ทองแดง สร้างเม็ดโลหิต และเฮโมโกลบิน
          ธาตุเหล็ก ป้องกันโรคโลหิตจาง
          โปรตีน เสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ
          ไขมัน ให้พลังงานแก่ร่างกาย ( ไขมันในเมล็ดข้าวไม่มีคอเรสเตอรอล )
          คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานแก่ร่างกาย
          กาก ข้าวกล้องมีกากอาหารมาก ซึ่งจะทำให้ท้องไม่ผูก และช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้


ภาพจาก Web Site
http://www.thaigoodview.com/node/22177
ข้อมูลภาพ ณ วันที่ 5-6-56

          เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลาย ควรหันกลับมารับประทานข้าวกล้องอย่าง ปู่ ย่า ตา ยายดีกว่า แล้วท่านล่ะ เคยรับประทานข้าวกล้อง
กันแล้วยัง สุขภาพดีนั้นสร้างได้ด้วยตัวเราเอง
          เคล็ดไม่ลับ…ความอร่อย
          ผู้ที่ไม่ชินในการรับประทานข้าวกล้อง อาจจะมีความรู้สึกว่า รับประทานไม่อร่อย จึงขอเสนอวิธีประหยัดเงินในกระเป๋าของท่าน และประหยัด
เวลาด้วย ไม่ยุ่งยากเลยมี 2 วิธีด้วยกัน
          วิธีที่ 1 แช่ข้าวไว้ 1 คืน ( ประมาณ 10 – 12 ชั่วโมง ) รุ่งเช้าเทน้ำออก และสงขึ้นใส่หม้อหุงข้าว ใส่น้ำปกติเหมือนหุงข้าวขาว หรือหากต้อง
การหุงกินตอนเย็น ก่อนออกไปทำงานให้แช่ข้าวทิ้งไว้กลับเข้าบ้านตอนเย็น เอาน้ำที่แช่ออก เติมน้ำลงไปใหม่ เปิดสวิตซ์กดปุ่ม เดี๋ยวข้าวก็สุก
          วิธีที่ 2 คนที่ต้องการหุงข้าวแบบผสม ระหว่างข้าวกล้องกับข้าวขาว ก็เพียงแต่แช่ข้าวกล้องไว้และเมื่อถึงเวลาหุงข้าว เติมข้าวขาวลงไป แล้ว
หุงตามปกติ วิธีนี้จะไม่เกิดการสุก ๆ ดิบ ๆ แน่นอน
          ข้อควรรู้ในการหุงข้าวกล้อง
          ก่อนซาวข้าว ควรเก็บสิ่งแปลกปลอมออกเสียก่อน และควรซาวข้าวด้วยเวลาสั้น ๆ และเบา ๆ เพียงครั้งเดียวเพื่อไม่ให้วิตามินสูญเสียไปกับ
น้ำซาวข้าว
          การหุงข้าวกล้องนั้น ต้องใส่น้ำมากกว่าหุงข้าวขาว เนื่องจากข้าวกล้องยังมีเยื่อหุ้มเมล็ดการดูดซึมน้ำจะยากมากกว่า จึงต้องใช้เวลาในการ
หุงข้าวนานกว่า ดังนั้นในการหุงข้าวกล้อง 1 ส่วน จึงควรเติมน้ำประมาณ 1.5 เท่า ถ้าจะให้ประหยัดเวลาหุงข้าว ควรแช่ข้าวกล้องก่อนหุงประมาณ
5 – 10 นาที เมื่อเมล็ดข้าวนุ่มจึงนำไปหุง พอสุก ข้าวกล้องจะนุ่มนวลกินอร่อย ไม่แข็ง ได้คุณค่ามากกว่าข้าวขัดสีขาว
          สำหรับข้าวใหม่หรือข้าวเก่านั้น จะมีผลต่อการหุงต้ม และมีลักษณะเมล็ดข้าวติดกันมาก ส่วนข้าวเก่าเมื่อหุงสุก การติดกันของเมล็ดจะน้อย
          เหตุนี้ จึงทำให้บางท่านหุงข้าวแล้วบอกว่า ใช้น้ำมากเท่าเดิม ทำไมข้าวจึงแฉะหรือร่วน จึงควรถามผู้ขายว่าเป็นข้าวเก่าหรือข้าวใหม่ ส่วนที่
จะให้แฉะหรือร่วน แล้วแต่จะชอบ ผู้หุงข้าวจึงต้องใส่น้ำให้เหมาะสมหรือต้องใช้ศิลปะในการหุงเช่นกัน
          ดังได้กล่าวแล้วว่า ในข้าวกล้องจะประกอบไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และสารอาหารต่าง ๆ รวมกันมากกว่า 20 ชนิด ผู้ที่รับประทานทุกวัน จะลด
อาการของโรคเหน็บชา โรคปากนกกระจอก โรคโลหิตจาง ป้องกันการเป็นหมัน โรคท้องผูก โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ โรคผิวหนังบางชนิดและ
โรคชัก
          เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมคนรับประทานข้าวกล้องจึงแข็งแรง คำตอบก็คือ
          ข้าวกล้องมีวิตามินบี 1 สูง การที่แป้งจะเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ วิตามินบี 1 จะมีบทบาทในการช่วยการทำงาน เพื่อให้เกิดเป็นพลังงานขึ้นอย่าง
เต็มที่ จึงทำให้เกิดเรี่ยวแรง แข็งแรง สามารถที่จะทนต่องานหนักได้
          ข้าวกล้องป้องกันเบาหวานได้ ข้าวกล้องเป็นอาหารที่ให้สารอาหารคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อาหารประเภทแป้งและน้ำตาลโดยทั่วไปให้สาร
คาร์โบไฮเดรตเชิงเดียว
          คาร์โบไฮเดรตแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวกับคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวเป็นน้ำตาลที่ร่างกายสามารถ
ดูดซึมได้บ้างเมื่อรับประทาน ไม่ต้องเสียเวลาในการย่อย ซึ่งตรงข้ามกับคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโพด เผือก มัน ฯลฯ ต้องมีการ
ย่อย ต้องใช้เวลามากกว่าที่จะกลายเป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยวที่ร่างกายจะดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด
          เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าเรากินขนมหวาน ประเภทน้ำตาล น้ำหวาน น้ำอัดลม ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นทันทีเพราะเหตุนี้ถ้าเรารู้สึกเหนื่อย พอกิน
น้ำหวานจะหายเหนื่อยอย่างรวดเร็วแปลว่าน้ำตาลในเลือดที่ต่ำได้เพิ่มขึ้นเป็นปกติ
          แต่ถ้ารับประทานอาหารที่ให้สารอาหารคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน จะเกิดการได้สัดส่วนของน้ำตาลกลูโคส ค่อย ๆ เข้าสู่ร่างกาย พอ ๆ กับตับอ่อน
ผลิตอินซูลินออกมา จึงทำให้ตับอ่อนสามารถผลิตอินซูลินได้ตามปกติ
          น.พ. ศราวุธ สันตินันตรักษ์ นายแพทย์ประจำโรงพยาบาลศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า ปัจจุบันเราเริ่มตื่นตัวกินข้าวกล้องกันมาก
ขึ้น จากการที่หลายฝ่ายได้ช่วยกันชี้นำถึงคุณค่าและประโยชน์ที่ได้รับ เนื่องจากข้าวกล้องมีประโยชน์มากกว่าข้าวขาว คือ ยังสามารถดูดซับน้ำมันใน
น้ำตาล ในอาหาร เอาติดตัวมัน ออกไปทิ้งเป็นกากอาหารเสียบ้าง ทำให้ไขมันและน้ำตาล ซึมเข้าไปสู่กระแสเลือดน้อยลงกว่ากินข้าวขาว จึงป้องกัน
ไขมันในเลือดสูง ป้องกันเบาหวาน ป้องกันไม่ให้อ้วน สำหรับคนที่เป็นเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง แล้วหันมาบริโภคข้าวกล้อง จะควบคุมน้ำตาล
และไขมันได้มากกว่า


ภาพจาก Web Site
http://www.ladyja.com
ข้อมูลภาพ ณ วันที่ 5-6-56

          การบริโภคข้าวกล้องช่วยให้ไม่เป็นมะเร็ง
          นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล เปิดเผยว่า อาหารที่เรากินเข้าไป มีทั้งที่มีใยเส้นมาก และชนิดที่ไม่มีเส้นใย อาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ ไขมัน และ
แป้งขัดขาว เป็นกลุ่มไม่มีเส้นใย เมื่อกินเข้าไป จะถูกย่อยสลายเป็นโมเลกุลละเอียดมาก มีสภาพเหนียวหนึบเหมือนยางมะตอย และมักเกาะติดตาม
ผนังลำไส้ เหมือนคราบยางมะตอยในถัง ซากอาหารเหล่านี้เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค แบคทีเรีย ซึ่งก่อให้เกิดการบูดเน่า เป็นเชื้อรา และเกิดสารพิษ เป็นอันตรายต่อการเกิดเป็นมะเร็งในภายหลัง
          สำหรับอาหารอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นอาหารที่มีเส้นใยมาก ได้แก่ ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ถั่วต่าง ๆ ข้าวโพด รวมทั้งผักและผลไม้ อาหารกลุ่มนี้
เมื่อผ่านถึงลำไส้ใหญ่ เส้นใยของมันจะทำหน้าที่เหมือนไม้กวาด จะกวาดคราบอาหารบูดเน่าตลอดทางเดินที่มันผ่านไป ช่วยให้ลำไส้สะอาด สุขภาพ
ของผู้บริโภคก็จะดี และชะล้างโรคต่าง ๆ ออกไป มะเร็งที่กำลังจะมีก็จะหมดฤทธิ์ไปด้วย
          เนื่องจากข้าวกล้อง เป็นข้าวที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และได้รับความนิยมในการบริโภคจากประชาชนที่ให้ความสำคัญและเอาใจใส่ต่อสุขภาพ
ดังนั้นจึงมีการนำข้าวกล้องไปแปรรูปเป็น “ ของกิน ” อย่างอื่น นอกจากจะหุงกินหรือรับประทาน ซึ่งนับเป็นภูมิปัญญาของคนไทยในแต่ละจังหวัด ที่
คล้าย ๆ กันก็คือ มักจะแปรรูป เป็น “ ขนม ” ชนิดต่าง ๆ ตามความนิยมของชาวบ้านแต่ละจังหวัดหรือตามภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น เช่น
          ที่จังหวัดเพชรบุรี
          มีการนำ “ ข้าวกล้อง ” ไปแปรรูปเป็นข้าวเกรียบงา
          ข้าวเกรียบงา นับเป็นสินค้าพื้นเมืองของเมืองเพชรบุรี เป็นที่รู้จักกันมา ตั้งแต่ พ.ศ.2480
          มีวิธีการทำคือ
          นำข้าวกล้องมาแช่น้ำ แล้วโขกโดยไม่ต้องให้ละเอียดนัก ผสมกับน้ำตาล แล้วเติมมะพร้าวขูดอย่างหยาบ ผสมให้เข้ากัน แล้วเติมงาและเกลือ
เล็กน้อย จากนั้นนำส่วนผสมลงบนผ้าที่ปากหม้อที่กำลังเดือด ให้แผ่นข้าวเกรียบกลมดีแล้ว ปิดฝาทิ้งไว้สักครู่ พอสุกใช้ไม้แซะออก วางผึ่งบนแผงไม้
ไผ่ เพื่อนำไปตากแดด ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง พอแห้งดีแล้วจึงเก็บรวมเป็นห่อได้ โดยห่อเล็กมีจำนวน 50 แผ่น ห่อใหญ่มีจำนวน 100 แผ่น
          ข้าวเกรียบงาเป็นของที่สุกมาครั้งหนึ่งแล้ว จึงสามารถรับประทานได้เลย แต่ถ้าจะให้ดี ต้องปิ้งไฟถ่านอีกครั้ง แล้วจึงรับประทาน ถ้าปิ้งไว้นาน
ก็จะเหนียวไม่กรอบ จึงควรปิ้งใส่ขวดโหลไว้ ปัจจุบันจังหวัดเพชรบุรี มีโรงงานผลิตข้าวเกรียบงา 10 – 15 แห่ง
          ที่จังหวัดปราจีนบุรี
          ซึ่งมีการผลิตข้าวกล้องกันเป็นจำนวนมากทั้งภาคเอกชนและกลุ่มแม่บ้านที่ได้รับการส่งเสริมจากราชการ แม่บ้านชาวปราจีนบุรีนอกจากจะ
นำข้าวกล้องมาหุงรับประทานแทนข้าวสารขาวแล้ว ยังมีความคิดสร้างสรรค์ในการนำข้าวกล้อง มาทำขนม เรียกว่า “ ขนมข้าวตู โดยการนำข้าว
กล้องหรือข้าวซ้อมมือ มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตแทนข้าวสารขาว ซึ่งมีวิธีการทำคือ
          1. นำข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือมาหุงให้สุก แล้วนำมาตากแดดให้แห้ง ในการตากแดดต้องหมั่นขยี้ข้าวให้แตก อย่าให้ข้าวติดกันเป็นก้อน
          2. นำข้าวที่ตากแห้งดีแล้วมาคั่ว หรือที่เรียกว่า นำมาพองให้เหลืองพอสวย ใช้ไฟกลาง ต้องระวังอย่าให้ไหม้ เสร็จแล้วปล่อยให้เย็น
          3. นำข้าวที่พองแล้ว มาบดหรือโขลกให้ละเอียด แล้วนำมาชั่งดู หากได้ 1.8 กิโลกรัม ให้ลดน้ำตาลลงเล็กน้อย
          4. นำหัวกะทิมาตั้งไฟ ใส่น้ำตาลปีบ เกลือ ให้เดือดสักครู่ แล้วใส่หางกะทิลงไป คนไปเรื่อย ๆ ให้เดือดจนเป็นยางมะตูม แล้วยกลงทิ้งไว้ให้
พออุ่น ๆ
          5. ยกหม้อน้ำตาลตั้งบนเตาที่มีไฟอ่อน ๆ นำข้าวที่บดไว้ใส่ลงไปทีละน้อย ขณะใส่ก็คนไปด้วย คนไปเรื่อย ๆ จนข้าวอืดขึ้นมา แล้วคนต่อไปจน
ข้าวไม่ติดไม้พาย ขนมข้าวตูจะเป็นก้อน น้ำมันมะพร้าวจะออกมา ให้ตักน้ำมันมะพร้าวออกแล้วคนต่อไปอีกสักพัก
          6. นำตัวขนมมากดใส่พิมพ์ แล้วเรียงลงในหม้อใบใหญ่ อบด้วยดอกมะลิหรือเทียนอบ
          มีเคล็ดลับเล็กน้อยคือ ก่อนที่จะใส่ข้าวบดลงไป ให้น้ำตาลส่วนใหญ่ขึ้นใส่ชามอ่างไว้ เหลือไว้ในหม้อบางส่วน ค่อย ๆ โรยข้าวบดลงไป พร้อมทั้ง
ใส่น้ำตาลที่ตักไว้ที่ละน้อย และคนไปด้วย ถ้าชอบรับประทานแบบแห้ง ๆ ก็ไม่ต้องเติมน้ำตาลจนหมด หากชอบรับประทานแบบนิ่ม ๆ ก็เติมน้ำตาล
ลงไปจนหมดและคนให้นานขึ้น
          นอกจากชาวปราจีนบุรี จะนำข้าวกล้องมาทำเป็น “ ขนมข้าวตู ” แล้ว ชาวปราจีนบุรียังรู้จักการทำ “ ชาข้าวกล้อง ” ไว้สำหรับรับประทานด้วย
          ชาข้าวกล้อง เป็นผลพวงต่อเนื่องจากการรณรงค์ โดยการที่นำข้าวเปลือก มากะเทาะเอาส่วนที่เป็นแกลบออก เรียกว่า ข้าวกล้อง และเมื่อนำ
ข้าวกล้องไปตำ เพื่อทำเป็นข้าวซ้อมมือ ก็จะทำให้จมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ด ( รำ ) บางส่วนหลุดออกไป ซึ่งส่วนที่หลุดออกมานี้ จะเป็นส่วนที่อุดมไป
ด้วยวิตามินและเกลือแร่ หากจะนำไปเลี้ยงสัตว์ ก็จะเป็นที่น่าเสียดาย สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี จึงได้นำมาดัดให้เป็นอาหารประเภทเครื่อง
ดื่ม โดยนำจมูกข้าวและรำที่ได้จากข้าวซ้อมมือ ไปอบให้แห้ง มีกลิ่นหอม พร้อมกับผสมดอกคำฝอยลงไปด้วยส่วนหนึ่ง แล้วบรรจุซองกระดาษฟาง และผนึกด้วยเครื่องผนึกถุง เมื่อได้นำผลิตภัณฑ์นี้ไปเผยแพร่ในการประชุมตามที่ต่าง ๆ ก็เป็นที่ยอมรับ จึงได้เผยแพร่สู่ประชาชนในเวลาต่อมา
          ถึงตอนนี้ ก็ตัดสินใจได้แล้วใช่ไหมล่ะ ว่าจะรับประทานข้าวกล้องเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของเราแล้วอย่าลืมบอกเพื่อน ๆ ของเรา
ต่อไปด้วยล่ะ


เอกสารอ้างอิง
...........................................................................................................................

“ ข้าวกล้อง ค่านิยมที่มาพร้อมสารอาหาร ”. หน้าวาไรตี้ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 10 มีนาคม 2542.
“ ชวนบริโภคข้าวกล้อง ”. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม 2542.
พิเชษฐ์ วีระชัย. “ ข้าวกล้องบ้านนากอก ” คอลัมน์ภูมิปัญญาชาวบ้าน หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ฉบับวันที่ 19 มีนาคม 2544.
วิโรจน์ อุ่นบันเทิง. “ ข้าวกล้อง ข้าวที่ไม่สวยแต่มากด้วยคุณภาพ ”. คอลัมน์กินเพื่อสุขภาพ
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 10 มกราคม 2542.
หนังสือเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง วัฒนธรรม พัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดปราจีนบุรี. พิมพ์ครั้ง
ที่ 1. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ, 2543.