จิตวิทยาในการบริหารงาน
คุณวิยะดา  วรธนานันท์
หัวหน้าฝ่ายบริหารการฝึกอบรม  สำนักการศึกษาต่อเนื่อง
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2550)

ความสำคัญและความจำเป็นในการใช้จิตวิทยาในการบริหารงาน
          จิตวิทยาเป็นเรื่องที่จะช่วยเสริมให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ แล้วเรื่องของเหตุผลเป็นเรื่องที่สำคัญแต่บางทีมีบาง
เรื่องที่มันเป็นเรื่องของความสุขซึ่งเราเรียกวิธีการทำงานอย่างมีความสุขและเป็นตัวที่จะทำให้คนทำงานมีความสบายใจตรงนี้ว่าจะมี
หลักการทำงานยังไงตัวนี้คือเรื่องของจิตวิทยา ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจของผู้ที่เราจะทำงานด้วย และตัวเราด้วยว่าจะทำยังไงให้คนที่
เราทำงานด้วยมีความสุขเรายังทำให้ศาสตร์ของจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องในการบริหารงานตรงนี้


ภาพจาก Web Site
http://www.ojsat.or.th/news/photo/39.jpg
http://gotoknow.org/file/kapoom/DSC01651.jpg


ประโยชน์ที่ได้รับจากการฝึกอบรมในหลักสูตรนี้
          เรื่องของสิ่งของที่จะได้รับในการฝึกอบรมก็คือว่า ท่านผู้ที่ทำงานบริหารงานต้องมีความเก่ง 4 อย่างก็คือ เก่งคิด เก่งคน เก่งตน เก่งงาน
ในส่วนของการเก่งตนคือเก่งงานและเก่งคน เราจำเป็นต้องใช้จิตวิทยาเข้ามาช่วยในเรื่องของการเก่งคน คือเราต้องทำงานกับลูกน้องและทำงาน
กับลูกค้าประชาชน เพราะนั่นถ้าเรามีจิตวิทยาประโยชน์ข้อแรกก็คือจะทำงานนานวันแล้วยิ่งมีความสุข ทำงานแล้วก็ไม่เครียดเราจะมีแต่ไอคิว
ไม่ได้เราจะทำงานแล้วจะมีอีคิวด้วยก็คือควบคุมอารมณ์ได้ดีจัดการอารมณ์เป็นแล้วก็มีความสุขแม้ว่าบรรยากาศในการทำงานจะเครียด
เป้าหมายการทำงานจะแข่งขันสูง หรือว่าลูกน้องของเราจะมีปัญหาใด ๆ หัวหน้าที่มีอีคิวในการทำงานหรือมีจิตวิทยาเขาจะทำงานได้อย่างสอด
คล้องกับหลักความเป็นจริง ไม่เครียดแล้วก็สามารถจะทำให้คนอื่นมีความสุขที่จะทำงานด้วย ตรงนี้ก็คือเป็นประโยชน์ข้อแรก ข้อที่ 2 ก็คือถ้าเรา
มีความสุขแล้วผลลัพธ์ของงานก็จะออกมาดี ข้อต่อมาก็คือจะทำให้ตัวเรามีความสามารถในการที่จะนำพาทีมงานของเราทำงานได้อย่างมี
ประสิทธิผล เพราะนั้นเรื่องของจิตวิทยาก็เป็นประโยชน์ต่องาน เป็นประโยชน์ต่อคน และก็เป็นประโยชน์ต่อทีมงานด้วย
          ตอนนี้เรามีหลักสูตรที่จัดสำหรับผู้บริหารหรือหัวหน้างาน หลักสูตรจิตวิทยาในการบริหารคนให้มีความสุขจะเปิดโอกาสให้หัวหน้างาน
ผู้บริหารที่ต้องการจะใช้จิตวิทยาในการทำงานกับลูกน้องหรือในการทำงานที่ได้กล่าวมาแล้วเข้าอบรมได้ในระยะเวลา 2 วัน

รูปแบบและเทคนิคในการอบรม
          เราใช้จิตวิทยาในการจัดอบรมด้วย ก็คือวิทยากร 2 ท่าน รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา วิหคโต และรองศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ แตงตาด
ท่านก็จะทำให้เรารู้ว่าเรียนรู้อย่างไรไม่เครียด ความรู้เยอะมากแต่วิธีถ่ายทอดท่านถ่ายทอดจากกิจกรรม แล้วก็จะทำให้เรารู้ว่าคนเป็นหัวหน้างาน
ดีและมีหัวใจสำคัญก็คือเป็นแบบฉบับที่ดีทำอย่างไร โดยที่จะสาธิตให้เรารู้สึกว่ามีความสุขในการรับความรู้ แล้วการเป็นแบบฉบับที่ดีนั้นจะมีวิธี
จูงใจยังไงให้ลูกน้องอยากทำงานมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นวิธีการพูด วิธีการทำงาน วิธีการจัดระบบงาน หลังจากนั้นจะมีวิธีการประเมินยังไงให้
ลูกน้องเรามีความสุขหรือไม่ เราก็จะได้รับคำตอบโดยที่ไม่ได้เป็นทฤษฎีเลคเชอร์ วิธีการนำเสนอก็จะมีหลากหลายรูปแบบ มีแบ่งกลุ่ม นำเสนอ
ฝึกปฏิบัติ ทักษะ ระดมสมอง สาธิต อาจารย์ก็จะใช้จิตวิทยาในการนำเสนอ เพราะนั้นเราจะรับความรู้ควบคู่ความสบายใจและเอาไปใช้ได้อย่าง
เป็นรูปธรรม คือรูปแบบการอบรมที่เรานำมาใช้แล้วก็ผู้อบรมก็จะได้รู้จักกันจำชื่อกันได้ก็จะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน เพราะฉะนั้นท่าน
ผู้อบรมทุกท่านก็จะสามารถแม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ 2 วัน แต่เขาจะสื่อสารกันได้ดี แล้วจะมีเครือข่ายสายสัมพันธ์จากการอบรมรุ่นที่แล้วเรา
สามารถจะทำให้เขาไปติดต่อต่อเนื่องกันได้ แล้วก็กลับมาเป็นลูกค้าของเราอีก แล้วก็มีความสุขที่ไปทำงานกับลูกน้องเสียงตอบรับออกมาก็คือ
เขามีความสุขที่จะเป็นหัวหน้างาน ลูกน้องมีความสุขก็ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการบริหารงาน
          สำนักการศึกษาต่อเนื่องเราจะใช้เทคนิคอย่างนี้ทุกหลักสูตรก็คือมุ่งเน้นความสุขของผู้เรียน นำความรู้ไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม และก็ผู้
เรียนมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแต่โดยเฉพาะหลักสูตรที่เป็นจิตวิทยาเราใช้เป็นพิเศษเพราะว่าเราต้องเป็นแบบฉบับในการนำไปใช้ได้ด้วย

หัวข้อที่น่าสนใจในการฝึกอบรม
          นอกจากหัวข้อนี้แล้วเราจะมีหลักสูตรการอบรมในเรื่องของศิลปะการพูดสำหรับผู้นำ ซึ่งอันนี้ผู้นำดีมีจิตวิทยาก็จะมีผลต่อการใช้คำพูด
ที่ดี ๆ กับลูกน้องจะบอกให้หัวหน้าใช้คำพูดอย่างไร สร้างสรรค์ใจลูกน้อง หัวหน้าที่มีจิตวิทยามีทัศนคติที่ดีต่อลูกน้องจะมีวิธีการพูดที่ได้ใจลูกน้อง
มากกว่าไม่ได้ใช้อารมณ์พูดแล้วได้ใจพูดแล้วได้กำลังใจ พูดแล้วสร้างสรรค์ใจ พูดแล้วลูกน้องพอใจทำให้ลูกน้องอยากจะอุทิศชีวิตในการทำงาน
ประมาณนั้น หัวหน้าก็มีความสุข ลูกน้องก็มีความสุขไปด้วย เราพบว่าผู้นำที่มีศิลปะในการพูดดีสืบเนื่องมาจากเขามีวิธีคิดที่ดีแล้วก็มองโลกใน
แง่ดี ก็จะทำให้เขาสื่อสารได้อย่างมีความสุข ผลงานก็ออกมาดีด้วย


ภาพจาก Web Site
http://mis.eng.cmu.ac.th/download/project/558_photo.JPG
http://gotoknow.org/file/kapoom/DSC01651.jpg

           ถ้าเกิดต้องการจะเป็นคนที่รู้จักใช้จิตวิทยาวิธีคิดง่าย ๆ เขาบอกว่าคนที่จะทำงานแล้วมีความสุขจะต้องมีอีคิวอยู่ 9 ด้าน ข้อแรกก็คือต้อง
เป็นคนเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้ง่าย คนที่มีลักษณะนี้เราจะรู้สึกว่ามีเสน่ห์ คือมีความเอื้ออาทรมองคนอื่นแบบเห็นอกเห็นใจ เช่นเราอยู่ในฐานะที่
ดีกว่าเขาอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบเรา ความเห็นอกเห็นใจจะทำให้เราไม่โกรธ โมโห อารมณ์ไม่แรง ข้อที่ 2 จะเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตนเอง
ได้ดี คนที่มีอีคิวเขาจะรู้จักคิดก่อนพูดยับยั้งการกระทำได้ดี และก็คิดว่าสิ่งที่ทำไปแล้วจะเป็นผลดีไหม ถ้าไม่เป็นผลดีเช่นการชักสีหน้าเขาจะ
ไม่ทำ เขาควบคุมอารมณ์ได้เพราะว่าทำไปแล้วมันเป็นลบกับตัวเอง ข้อที่ 3คือคนที่มีลักษณะทางจิตวิทยาหรือมีอีคิวจะเป็นคนที่มีความภาค
ภูมิใจในตัวเองด้วยว่าตัวเองมีจุดดีอะไร แล้วก็คิดว่าทุกคนเกิดมามีดีเราก็มีดี ถ้าเรามีจุดดีตรงไหนรักษาไว้แล้วก็เพิ่มจุดดีตรงอื่น ความภาค
ภูมิใจตัวเองจะทำให้ตัวเองเดินแบบยืดอกไหล่สมาร์ท สง่างามภาคภูมิใจ ทุกคนมีจุดดีอยู่เสมอ ข้อ 4 จะเป็นคนที่มีความสุขทางใจ บางทีเงินก็
ซื้อไม่ได้บางทีเขาอาจจะมีเงินเดือนไม่เยอะเป็นพนักงานทำความสะอาด หรือเขาจะเป็นยามแต่เขามีความสุขที่เขาได้ทำหน้าที่นั้น เราจะเห็น
ว่าเขาเป็นคนยิ้มง่ายอธิบายอย่างมีความสุข ความสุขตัวนี้มันไม่ได้แปลกว่ามันต้องมีตำแหน่งหน้าที่สูง มีความสุขที่ได้ทำสิ่งนั้นนะบุคลิกนี่เป็น
เรื่องที่น่ารักมาก บางทีจะมีคุณลุงที่เกษียณแล้วท่านจะมาถือไม้แล้วก็เก็บขยะหน้ามหาวิทยาลัยอย่างมีความสุข เขาทำด้วยความสุขอย่างนี้เรา
จะรู้สึกเห็นแล้วพลอยให้เรารู้สึกว่าคุณลุงนี้เป็นคนน่ารัก มีคุณค่า ข้อที่ 5 ก็คือเขารู้จักความพึงพอใจในชีวิตตัวเอง คือคนกลุ่มนี้เขาจะไม่เกิด
การมองตัวเองแบบเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าทำไมเธอมีบ้านหลังโต ทำไมชั้นมีบ้านหลังเล็ก ทำไมสามีเธอหล่อทำไมสามีชั้นหน้าตาขี้เหร่ ทำไม
เธอมีรถ 7 คัน ชั้นมี 2 คัน แต่เขาจะรู้สึกว่าการมีรถคันเดียว การอยู่บ้านทาวน์เฮ้าส์ก็มีความสุขได้ แม้ไม่มีบ้านสักหลัง ไม่มีแอร์ก็มีความสุข เขา
อยู่ที่วิธีคิดรู้จักพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง แล้วก็ข้อ 6 ก็คือ เขาจะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบดีทีเดียว คนมีอีคิวเขาจะรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเอง
ได้ทำ ข้อ 7 ก็คือเวลาตัดสินใจอะไรเขาจะแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ ข้อที่ 8 ก็คือมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนอื่น และก็ข้อที่ 9
สำคัญมากเลยเขามีแรงบันดาลใจที่จะทำความดีขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะเขารู้สึกว่าทุกครั้งทำความดีแล้วมีผลดีอย่างน้อยไม่มีต่อคนอื่นก็มีต่อตัว
เอง เขาจะไม่เบื่อที่จะทำความดีแล้วเขาจะทำให้มีคุณค่าด้วยการสร้างความดี 9 ข้อ เป็นตัวชี้วัดว่าเรามีอีคิวดี มีจิตวิทยาและก็มีความสุข

นายชัยณรงค์ นพศิร  ผู้เรียบเรียง
(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2550)