โรคบวมน้ำเหลือง
โดย... นพ.ดร.วิชัย  เอกทักษิณ
หัวหน้าโครงการวิจัยถ่ายทอดเทคโนโลยี
การรักษาภาวะน้ำเหลือง
อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2553)

          โรคบวมน้ำเหลืองมีมานานแล้ว สมัยก่อนเรียกว่า โรคเท้าช้าง ซึ่งเป็นโรคบวมน้ำเหลืองประเภทหนึ่ง แต่ปัจจุบันในประเทศไทย
โรคนี้มีน้อยแล้ว แต่ในระดับนานาชาติโรคบวมน้ำเหลืองที่เป็นประเภทโรคเท้าช้างยังมีอีกเยอะมาก เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งขององค์
การอนามัยโลก


ภาพจาก Web Site
http://www.thaihealth.or.th/files/u1490/food_0.jpg
ข้อมูลภาพ ณ วันที่ 22-11-54

สาเหตุของโรคบวมน้ำเหลือง
          บวมน้ำเหลืองที่มาจากเท้า คือ มีพยาธิไมโคพิราเรีย พยาธิเส้นไหม ซึ่งมียุงเป็นพาหะถ่ายมาจากเลือดอีกคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง แล้ว
พยาธิตัวนี้ชอบอยู่ในน้ำเหลืองเลยทำให้เป็นโรคบวมน้ำเหลืองได้ง่าย เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองอักเสบ เราพบมากในประเทศไทยขณะนี้
ไม่ใช่มาจากเท้าช้าง แต่มาจากหลังผ่าตัดมะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งเต้านมเป็นต้น ลักษณะการรักษาแพทย์จะเลาะต่อมน้ำเหลือง เลาะ
หลอดน้ำเหลืองทิ้งไปด้วยเพื่อกันไม่ให้มะเร็งแพร่ ทางเดินน้ำเหลืองถูกทำลายไป บางครั้งมีการฉายรังสีทับไปอีก บางครั้งก็ให้เคมีบำบัด
ด้วย จึงมีการทำลายน้ำเหลืองมากพอสมควร ผลที่ตามมาถ้าผ่าตัดนมข้างซ้าย แขนข้างซ้ายจะค่อย ๆ บวม ซึ่งจะบวมเมื่อไหร่ไม่มีใครบอก
ได้ ส่วนถ้าเป็นมะเร็งมดลูกแถวช่องเชิงกราน กระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมลูกหมาก หรือมะเร็งรังไข่ก็แล้วแต่ ขาข้างล่างจะบวมขึ้นมาไม่
รู้จะบวมทางซ้ายก่อนหรือทางขวาก่อน บางคนบวมเร็วมากตั้งแต่วันแรกที่ผ่าตัด คนที่ใช้เวลาหน่อยก็อาจจะใช้เวลา 1-2 ปี จึงจะบวม หรือ
บางคนนานมาก 32 ปี จึงจะบวม คนที่มีอาการบวมไม่จำเป็นต้องบวมน้ำเหลืองเสมอไป ยกตัวอย่าง คางทูมก็เป็นบวมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง
อันนั้นถ้าจะเรียกบวมน้ำเหลืองไม่ถูกนักก็บวมเหมือนกัน หกล้มลงหัวฟาดก็บวมเหมือนกัน แต่ว่าไม่ได้บวมน้ำเหลืองแต่บวมอยู่ข้างใน
บวมน้ำเหลืองหมายถึง โรคที่มีความผิดปกติของระบบดูดซับน้ำเหลือง ขนส่งน้ำเหลือง มีปัญหาขึ้นมาก็ทำให้เกิดน้ำเหลืองคลั่งและเป็น
โรคขึ้นมาได้ ส่วนน้ำอาจจะบวมตามที่ต่าง ๆ ในร่างกายได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำเหลืองว่าจะเสื่อมหรือเสียหายหรืออาจจะเป็นการ
บวมชั่วคราวหรือบวมแค่ช่วงหนึ่งสั้น ๆ เช่น 1 อาทิตย์ หรือ 2 อาทิตย์ แล้วหายก็มีมาก

ระยะเวลาของโรคบวมน้ำเหลือง

          การแพทย์แบ่งระยะเวลาเป็น ระยะศูนย์ ระยะหนึ่ง ระยะสอง และระยะสาม ซึ่งเอาผู้ป่วยที่ผ่าตัดมะเร็งมาเป็นข้อมูลในการแบ่งระยะ
เพราะฉะนั้นผู้ป่วยที่ไม่ใช่มะเร็งอาจไม่เข้าข่ายนี้ มีดังนี้
          1. ระยะศูนย์ คือ หลังจากผ่าตัดมะเร็งใหม่ ๆ ก็มีการเลาะต่อมน้ำเหลือง หลอดน้ำเหลือง คือ หลอดน้ำเหลืองมีความผิดปกติ ต่อม
น้ำเหลืองมีความเสียหาย บาดเจ็บ แต่อาการยังไม่แสดง
          2. ระยะหนึ่ง คือ เริ่มแสดงอาการบวมออกมาให้เห็นเป็นครั้งเป็นคราว เช่น เที่ยง เย็น บ่าย เป็นต้น พอค่ำขาจะบวมมาก พอกลาง
คืนนอนเท้าสูง รุ่งขึ้นตื่นมายุบสนิทเลย เรียกว่ายุบได้เองโดยธรรมชาติ ไม่ต้องไปทำอะไรจะยุบได้เอง
          3. ระยะสอง จะไม่ยุบแล้ว คือ ตื่นมาก็ยังบวมอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าบวมถาวร
          4. ระยะสาม เป็นบวมแบบเฟอะฟะ บวมแบบเท้าช้าง แขนช้างใหญ่มากแล้วผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น มีน้ำเหลือง
ไหลเยิ้ม เป็นแผลพุพอง หรือว่าขึ้นหูดชุด หรือว่ามีความเปลี่ยนแปลงของผิวหนังหลายอย่างซึ่งเข้าสู่ระยะสุดท้ายของโรคบวมน้ำเหลือง


ภาพจาก Web Site
http://www.lymphedemathailand.com/images/stories/introttdt.jpg
ข้อมูลภาพ ณ วันที่ 22-11-54

อาการของบริเวณที่บวม
          บางคนเจ็บ บางคนไม่เจ็บ ส่วนใหญ่มักจะไม่เจ็บแต่บางคนก็เจ็บด้วย โดยเฉพาะถ้าเป็นบวมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งน่าจะเรียกว่าโรค
บวมน้ำเหลืองประเภทใหม่ที่เราเพิ่งคนพบเรียกว่าบวมน้ำเหลืองระนาบลึก มองจากภายนอกไม่รู้เป็นบวมน้ำเหลือง แต่ถ้าเอามือกดดูตาม
แนวน้ำเหลืองจะเจ็บเป็นทางยาวเป็นแนว ผู้ป่วยบางคนปวดเส้นเป็นแนว คือ แนวน้ำเหลือง ลักษณะการรักษาเรารักษาแบบเดียวกันสามารถ
ทำให้หายได้ ถ้าประเภทนี้มองจากภายนอกไม่รู้ว่าบวมแต่ว่าปวดตามแนวน้ำเหลือง น้ำเหลืองจะบวมอยู่ข้างในลึก ๆ จะปวดมาก ส่วนผู้ป่วย
บวมน้ำเหลืองในระนาบตื้น คือ มองจากภายนอกรู้เลยคนนี้ขาบวม เช่น ไปผ่าตัดมะเร็งมาขาบวม ผ่าตัดมะเร็งเต้านมมาแขนบวมโดยทั่วไป
แล้วจะไม่ปวดไม่เจ็บ แต่มีบางครั้งที่บวมอย่างเฉียบพลัน เช่น ไปโดนของแสลงมาจะบวม อันนั้นจะเจ็บร้อนขึ้นมา แดงแต่จะบวมทีละนิด
แต่ไม่ปวด
          อาการแทรกซ้อน คือ ผิวหนังอักเสบอย่างเฉียบพลัน เป็นโรคแทรกซ้อนของคนเป็นบวมน้ำเหลืองที่น่ากลัวที่สุด โดยทั่วไปจะเข้าใจ
ว่าแขนอักเสบ หรือขาอักเสบข้างที่บวมเกิดจากการติดเชื้อ แต่เราเห็นในผู้ป่วยกว่า 1,300 คน ที่รักษามาในประเทศไทยว่าน้อยคนนักที่
จะเป็นการติดเชื้อ ส่วนใหญ่เป็นการแสลงอาหารแทบทั้งสิ้น และจะน่ากลัวมาก บางคนไข้สูงมากจนกระทั่งหนาวสั่น บางคนร้อนผ่าว บาง
คนก็บวมๆ แดง ๆ บางคนก็คัน บางคนมีอาการปวด มีหลายแบบมาก บางคนน้ำเหลืองไหลเยิ้มออกมา
          คนที่เคยผ่ามะเร็งมาก่อนจะรู้แล้วว่าจะมีอาการบวม พอหายบวมก็จะวางใจ สุดท้ายก็เข้าสู่ระยะที่สอง คือ บวมถาวรเลยไม่ยุบต้อง
รักษาแบบบำบัดเท่านั้นจึงจะหาย

การดูแลเบื้องต้นของโรคบวมน้ำเหลือง
          วิธีการดูแลเบื้องต้น คือ อย่ากินของแสลงซึ่งสำคัญมากแต่ไม่มีใครให้ความสำคัญยิ่งทำให้ผู้ป่วยที่เป็นแล้วอาการแย่ลงไปกว่าเดิม
โดยเฉพาะอาหารพวกเนื้อสัตว์ทั้งหลาย สุดท้ายผู้ป่วยก็แย่ลงอย่างรวดเร็ว เนื้อสัตว์แทบทุกชนิดที่เราเคยตรวจและขึ้นบัญชีไว้ประมาณ
40-50 รายการ ถ้าสนใจให้เปิด เว็ปไซด์ ซีนีม่าดอทคอม จะเขียนรายการของแสลง เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู ปลา กุ้ง หอย ปลาหมึก ปู เนื้อวัว
ปลาร้า ไข่ กะปิ น้ำปลา เป็นต้น ถ้าไม่ระวังเรื่องอาหารจะมีโรคแทรกซ้อนมากมาย เช่น ผิวหนังจะเสื่อมไปอย่างรวดเร็ว หนังจะแห้งมาก
คัน หนังแตก บางคนเป็นหูดน่าเกลียด โดยเฉพาะคนที่เป็นที่เท้า
          โรคบวมน้ำเหลืองต้องระวังเรื่องของเค็มเพราะทำให้น้ำคั่งในร่างกายได้ง่าย จะทำให้บวมและยุบช้า ฉะนั้นในการปรุงอาหารต้อง
ระวังรสเค็ม จากการรักษาที่ผ่านมาผู้ป่วยที่งดของแสลงอาการจะหายเร็วมาก บางคนเลิกกินของแสลงกินมังสวิรัติ อาการที่เคยบวมยุบลง
มา 60 % ก็มี โดยใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน จะยุบเร็วมาก แต่คนที่แสลงน้อย ๆ ไม่ค่อยเห็นความแตกต่าง แต่ถ้ารู้ตัวเองและหยุดกินของ
แสลงตั้งแต่เริ่มระยะแรกก็จะหายไปเอง และอาการที่แขนอักเสบ ขาอักเสบ บางทีมีอาการร้อนแทรกซ้อนของคนเป็นบวมน้ำเหลืองเฉียบ
พลัน ต้องรักษาโดยใช้เย็นประคบ คือ เอาน้ำแข็งใส่ถุงพลาสติกห่อผ้านาบไว้ตรงส่วนที่ร้อน หรือส่วนที่แดง หรือจะใช้เจลเย็นก็ได้ เจลเย็นที่
เราแช่ช่องฟรีตตู้เย็นนาบประมาณ 1-5 นาที ก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง บางคนต้องนาบหลายรอบจึงจะหาย นี่เป็นวิธีแก้ไขได้ด้วยตนเองที่บ้าน


ภาพจาก Web Site
http://entertainment.goosiam.com/news/admin/my_documents/my_pictures/535_vec.gif
ข้อมูลภาพ ณ วันที่ 22-11-54

          นวัตรกรรมใหม่ในการรักษาโรคบวมน้ำเหลืองที่เราเป็นผู้คิดค้นการักษาบวมให้ยุบอย่างเฉียบพลัน และรวดเร็ว โดยการใช้ภูษา
บำบัด คือ การขันฉเนาะให้ แต่ยังทำเองที่บ้านไม่ได้ต้องมาเรียนรู้ก่อนเราจะสอนให้จึงจะกลับไปทำเองที่บ้าน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องรู้
ทั้งหมดมี 3 หลัก คือ ภูษาบำบัด อุณหภูมิบำบัด และโภชนบำบัด


นางชนัดดา ศรีรุ้ง    ผู้เรียบเรียง
(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2553)