กลยุทธ์เมืองน่าอยู่
โดย...คุณระพี  ผ่องบุพกิจ
ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2552)

          ในอดีตจากผลการสำรวจข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานประชากรของจังหวัดศรีสะเกษ พบว่าประชากรของจังหวัดศรีสะเกษมีรายได้
ต่อคนต่อปี อยู่ในเกณฑ์จัดได้ว่ายากจนจังหวัดหนึ่งของประเทศ แต่ในปัจจุบันจังหวัดศรีสะเกษกำลังจะแปรสภาพเป็นเมืองน่าอยู่เป็นไป
ได้อย่างไร


ภาพจาก Web Site
http://www.hflight.net/blahdocs/uploads/ubp62_7488.jpg
ข้อมูลภาพ ณ วันที่ 15-12-54

แนวคิดพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษเป็นเมืองน่าอยู่
          เมืองจะน่าอยู่ได้ ประการแรกต้องมีความปลอดภัย ประการที่ 2 ผู้คนในเมืองนั้น ในบ้านนั้นต้องมีน้ำจิตน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน
และมีความสมัครสมานสมัคคีกัน สองอย่างแรกมีความจำเป็นอย่างยิ่งเป็นพื้นฐาน ในด้านที่ 3 เรื่องสุขภาพ อนามัย ต้องมีคนเจ็บป่วยน้อย
ที่สุด หรือไม่เป็นโรคร้ายแรงอะไรในบ้าน หรือในบ้านเมือง เมื่อมองไปในขั้นต่อไป มีความปลอดภัย มีความโอบอ้อมอารี สามัคคีกัน
มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์ แข็งแรง เราก็ต้องมองต่อไปว่า แล้วถ้าอยู่ในบ้านแล้วไม่มีอะไรจะกิน อดอยากชีวิตต้องทำมาหากินแบบตัวเป็น
เกลียวกลับมาถึงบ้านไม่มีอะไร ติดก้นหม้อ ไม่มีอะไรกิน อันนี้บ้านก็คงไม่น่าอยู่ เพราะฉะนั้นในประการที่ 4 ก็คือ จะต้องมีฐานะทาง
เศรษฐกิจที่ดีพอ ในระดับที่เหมาะสม 4 ประการนี้ คิดว่าเป็นพื้นฐาน ส่วนในขั้นต่อไป สมมุติว่าเรามีพร้อม ค่อนข้างพร้อมเราก็จะมีเวลา
สุนทรียภาพมาจัดบ้านจัดเมืองเรา ให้สวยงาม ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยให้มีการประดับตกแต่งต่าง ๆ อันนี้คิดว่าเป็นขั้นที่ 5 แต่ต้องเริ่ม
จากความปลอดภัยก่อน ทีละสเต็บไป ห้าสเต็บ คิดว่าการที่จะทำให้ศรีสะเกษเป็นเมืองน่าอยู่ได้ ต้องพร้อมด้วย 5 ประการนี้


ภาพจาก Web Site
http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/948/20948/images/unseen7/3.jpg
http://image.ohozaa.com/i/dd8/img_5482.jpg
ข้อมูลภาพ ณ วันที่ 15-12-54

แผนกลยุทธ์
          วิธีการทำงานก็คือว่า ทำยังไงเราถึงจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของความสงบสุขเรียบร้อย ของความ
ปลอดภัย เรื่องของความสมัครสมานสามัคคี เรื่องของสุขภาพอนามัย เรื่องของการทำมาหากิน เศรษฐกิจ และเรื่องของการประดับประดา
การสร้างสรรค์ ความสะดวกสบาย ความสวยงามให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ก็หลักของเราก็คือว่า จะต้องทำให้พี่ น้อง ประชาชนมีส่วนร่วม คือ
ทุกคนต้องตระหนักในความเป็นเจ้าของบ้าน คือเริ่มจากตัวเองอยากทำก่อน ถ้าหากว่าคนในบ้านไม่ตระหนักถึงการที่เราจะสร้างบ้านเมือง
เราให้น่าอยู่แล้ว มันก็ไม่มีประโยชน์ ทางราชการเราขับเคลื่อนฝ่ายเดียว ก็ไม่มีประโยชน์เดี๋ยวก็โยกย้ายถ่ายเทกันไป ก็ไม่มีความยั่งยืน
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้บริหารศรีสะเกษในอดีต รวมถึงในปัจจุบันที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่องก็คือเรื่องของ การมีส่วนร่วมของพี่น้อง ประชาชน ใน
ขณะที่บ้านเมืองอื่น ๆ เขามีปัญหาแบ่งสีแบ่งเหล่า แบ่งพวก แต่ศรีสะเกษเรามีสีเดียว เราไม่มีสีโน่นสีนี่ เรามีสีเดียว คือ ศรีสะเกษ สีเดียว
เท่านั้น แล้วชาวศรีสะเกษก็เป็นคนที่อยากร่วมพัฒนาทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเรื่อง ความ ปลอดภัย เรื่องสุขภาพอนามัย เรื่องการทำมาหากิน
ทุก ๆ อย่าง เราจะเริ่มต้นกลยุทธ์จากที่ว่า พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมมั้ย เราทำในเชิงเนื้อหา ประชาชนต้องมีส่วนร่วมจริง ๆ มีความ
ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะพัฒนาบ้านเมืองอย่างแท้จริง และการมีส่วนร่วม ๆ ในเชิงเนื้อหา เช่น การออกความคิดเห็น การร่วมปฏิบัติ
แก้ปัญหา การทำหน้าที่ ของตนเองในแต่ละปัจเจกชน หรือในแต่ละครอบครัวที่จะมี ความรับผิดชอบต่อชุมชนต่อสังคมทุกคนจะต้องมี
ความตระหนัก ได้ด้วยตนเอง ทั้งหมดเราก็ดำเนินการผ่านที่เรียกว่า เชิงเอเยนต์ คือ ผู้นำของการเปลี่ยนแปลง แน่นอนเราไม่สามารถขับ
เคลื่อนสังคม คนทุกคนได้ในชุมชนในสังคมได้แต่เราจะขับเคลื่อนผ่านผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เขามีอยู่ คำว่าผู้นำเราก็ไม่ได้หมายความ
ว่าเพียงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. คนเหล่านี้ก็ใช่เป็นผู้นำเหมือนกัน แต่มันจะมีผู้นำตามธรรมชาติ ที่เขามีบทบาทอยู่ บางครั้งเป็นพระสงฆ์
บางครั้งเป็น NGO บางครั้งก็เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน


ภาพจาก Web Site
http://mungkhukhan.org/images_large/210.jpg
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=228952
ข้อมูลภาพ ณ วันที่ 15-12-54

          เป็นผู้นำตามธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ คือ กลยุทธ์ของการขับเคลื่อนว่าการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนนั้น เราดำเนินการในเชิง
เนื้อหา แล้วก็ในประการต่อมา ดำเนินการผ่านเชิงเอเยนต์ เพราะฉะนั้นการที่จะไปทำอะไรก็ตาม โจทย์แรกของฝ่ายราชการก็คือว่า ต้อง
หา เชิงเอเยนต์ก่อน ต้องหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้ได้ พอเราได้ ตัวผู้นำการเปลี่ยนแปลง เราก็เข้าไปทำงานความคิดแลกเปลี่ยน และก็
นำมาสู่การขยายผลให้พี่น้องประชาชน มีความตระหนักรู้ ในสิ่งที่อาจจะพัฒนาบ้านเมือง เริ่มจากการพัฒนาตัวเองก่อน ที่นี้เราไม่ปลูกฝัง
ให้รอการหยิบยื่นจากระบบราชการ เราจะแคสซิฟาย จำแนกประชาชนของเราออกเป็น 4 กลุ่ม เหมือนดอกบัว 4 ประเภทของพระพุทธเจ้า
คือมีทั้งบัว พ้นน้ำ บัวปริ่มน้ำ บัวในน้ำ และบัวในตม เชิงเอเยนต์เหล่านี้ ก็เหมือนกับพวกบัวพ้นน้ำ ก็จะเป็นพี่เลี้ยงให้บัวปริ่มน้ำขึ้นมาเป็น
บัวพ้นน้ำบัวในน้ำก็เป็นบัวปริ่มน้ำ บัวในตม ให้มาเป็น บัวในน้ำ และบัวปริ่มน้ำให้ได้ อันนี้คือเราไม่ได้ใช้การทำงานแบบสูตรสำเร็จใช้ได้
กับทุกคนไม่ใช่ จะทำอะไรก็ตามเราจะถามหา บัวพ้นน้ำ และบัวปริ่มน้ำก่อน แล้วพยายามดึงให้เขยิบ ความรับผิดชอบความตระหนักรู้ ถึง
ระดับการพัฒนาของปัจเจกของแต่ละครอบครัวขึ้นมา อันนี้เรียกว่า เป็นการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ ที่มีการจำแนกปรับเปลี่ยนตาม
สถานการณ์ตลอดเวลา คือ ไม่มีสูตรตายตัว

ผลผลิตของจังหวัด ที่ชุมชนจะสร้างรายได้ให้แก่จังหวัด
          ก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองน่าอยู่เพราะว่าได้บอกแล้วว่าถ้าในครอบครัวไม่มีข้าวกิน บ้านคงไม่น่าอยู่เท่าไหร่ ทีนี้เศรษฐกิจ
ต้องดีพอสมควร ถ้าเศรษฐกิจดี ไม่มีความปลอดภัยบ้านก็ไม่น่าอยู่ เอาเป็นว่ามันต้องครบทุกองค์ประกอบ แต่เรื่องของเศรษฐกิจดีเป็นองค์
ประกอบสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้ บ้านเมืองน่าอยู่ที่นี้มาดูในเงื่อนไข ของจังหวัดศรีสะเกษ พี่น้องประชาชน หนึ่งล้านสี่แสนกว่าคน ใน
ยี่สิบสองอำเภอ เป็นจังหวัดขนาดใหญ่สภาพพื้นดินก็เป็นดินปนทราย ทางตอนใต้เป็นที่สูงภูเขา มีอุทยานแห่งชาติ มีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
มีเทือกเขาพนมดงรักที่กั้นระหว่างไทยกับประเทศกัมพูชา ตรงนี้เป็นที่สูงเป็นแหล่งกั้นน้ำ แล้วก็มีลำห้วยไหลทอดมาทางตอนเหนือลง
แม่น้ำมูล อยู่ทางตอนเหนือแต่เป็นที่ต่ำของทางจังหวัดอันนี้เป็นสภาพภูมิศาสตร์ ที่กำหนดวิถีการผลิตก็คือกำหนดให้วิถีการผลิตของพี่น้อง
ชาวศรีสะเกษเป็นการเกษตร เรามีรายได้หลักกว่าร้อยละ 80 จากผลผลิตทางการเกษตร และเป็นเกษตรที่มีระบบชลประทานเพียงไม่เกิน
ร้อยละ 3 เท่านั้นของพื้นที่การเกษตร พื้นที่ เรามี ทั้งสิ้น แปดพันแปดร้อยกว่าล้านไร่ในจำนวนนี้ประมาณ ห้าพันกว่าล้านไร่ เป็นพื้นที่การ
เกษตรแล้วก็กประมาณ สี่พันกว่าล้านไร่เป็นการทำนา พื้นดินเหมือนกับดินในจังหวัดตอนกลางกับตอนใต้ภาคอีสานก็คือ เป็นแหล่งผลิต
ข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงมาก อันนี้ปริมาณการผลิตวอลลุ่มปีหนึ่งก็หลายหมื่นล้าน ประมาณก็สามหมื่นล้าน สินค้าทาง การเกษตร รองลงมา
ก็ได้แก่ พืชไร่ ได้แก่ พริกก็ดี หอมกระเทียม ดีที่ในคำขวัญ ข้าว หอม กระเทียมดีนั่นคือผลผลิตที่เราปลูกนอกฤดู การปลูกข้าวคือเป็นพืช
ในหน้าแล้ง อันนี้ก็มี Vollum ประเภทละ ประมาณพันล้าน สังเกตว่าการทำนา การทำไร่ มันก็จะเป็นพืชที่มีความเสี่ยงต่อเรื่องของ ฝนฟ้า
อากาศมาก ระยะหลัง ๆ เราก็มีการพยายามที่จะขยายพืชสวนของเรามากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนใต้ที่เป็นที่สูง มีป่าเขามาก ตรงนี้


ภาพจาก Web Site
http://1.bp.blogspot.com/_qyPqle5YpoY/TFkJzYfsMPI/AAAAAAAAASU/ak9d9vz33CM/s1600/Slide2.jpg
ข้อมูลภาพ ณ วันที่ 15-12-54

จะมีฝนตกหนักเป็นแหล่งต้นน้ำ จะมีฝนตกชุก เป็นแหล่งน้ำที่จะทำให้น้ำไหลผ่านตามลำห้วยต่าง ๆ มาทางตอนเหนือซึ่งเป็นที่ลุ่ม คือมี
แม่น้ำไหลผ่าน เพราะฉะนั้นพื้นที่ทางตอนใต้ของจังหวัดจึงมีฝนตกชุกและอยู่ใกล้ภูเขา แถบอำเภอกันทรลักษณ์ อำเภอขุนหาญ อำเภอภูสิง
เราก็มีการปลูกพืชสวนมากขึ้น ได้แก่ ยางพารา สวนผลไม้พวก เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง เป็นพืชที่ปลูกในน้ำมาก มีลำไย มีน้อยหน่า มี
อะไรซึ่งเป็นที่น่าประหลาดใจมากกว่า ศรีสะเกษเราปลูกได้ เรียกดินแดนทางใต้ของจังหวัดศรีสะเกษว่า มหัศจรรย์อีสานใต้ ๆ เพราะว่า
ไม่มีใครรู้ว่าทุเรียนทีนี้ เนื้อหนา รสชาติ ดีมาก ๆ ในช่วงที่ผลไม้ต้องการน้ำ ฝนก็จะตกชุก ในช่วงที่ผลไม้จะสุกคือไม่ต้องการน้ำ เพราะ
ให้รสชาติแล้วเนื้อของผลไม้ดีเราก็แล้งพอดี แล้งมากด้วย เพราะฉะนั้นรสชาติจะหอมหวาน และก็คุณภาพของผลผลิตดี เราจะต่างจากพื้น
ที่ในภาคที่มีฝนตกชุกบางครั้งผลผลิต ติดลูกดีแล้วกำลังจะเก็บเกี่ยว ฝนตกลงมาเสียเลย แต่ของเรามันแล้งพอดี แล้งมากด้วย อย่างยาง
พารา จากการวิจัยแล้วเรากรีดได้ มีน้ำยางมากกว่าภาคอื่น เพราะว่าภาคอื่นฝนตกวันไหนฝนตกก็กรีดยางไม่ได้ของเรานี่น้ำยางข้นและก็
ฝนตกน้อยวันกว่า จำนวนวันที่ฝนตกน้อย กว่า เพราะฉะนั้นชาวสวนกรีดยางได้หลายวันกว่าน้ำยางได้มากกว่า คุณภาพก็เข้มข้น อันนี้เรียก
ว่าทางจังหวัดของเราทางตอนใต้ว่าแดนมหัศจรรย์อีสานใต้ กลยุทธ์ของจังหวัดก็คือว่า เราพยายามจะขยายพื้นที่ของพืชสวนปรับระบบการ
ผลิต แทนการทำนากับทำไร่ เพราะว่าการทำสวนมีผลทำให้เกิดความชุ่มชื้นในพื้นดิน ในภูมิประเทศแล้วก็เกษตรมีความยั่งยืนกว่าการ
ทำนา กับการทำไร่ชาวสวนก็จะมีรายได้ดีกว่าและก็ผลไม้เราจะนอกฤดูกาลว่าหน้าอื่น อย่างทุเรียน ของตะวันออกเขาออกเดือนมิถุนายน
เขาหมดแล้วของเราออกกรกฎาคม ปลายมิถุนายนต้นกรกฎาคม ขายอยู่จังหวัดเดียว จังหวัดอื่นยังไม่มีผลผลิตเราก็พยายามจะขยาย สิ่ง
เหล่านี้การปลูกสวนพื้นที่ทางตอนใต้ไล่มาหาพื้นที่ทางตอนกลางให้มากขึ้น แล้วพื้นที่เหล่านี้เป็นต้นน้ำที่ได้เรียนแล้ว เมื่อมีสวนมากขึ้นก็
จะมีความชุ่มชื้นมากขึ้นฝนก็จะตกชุกขึ้น น้ำก็จะมากขึ้นทางต้นน้ำไหลมาทางทิศเหนือ ที่เป็นตอนพื้นราบสู่แม่น้ำมูล สิ่งที่ต้องทำต่อไป
ก็คือการขุดลอกลำห้วยต่าง ๆ ที่ทอดจากทิศใต้มาทางทิศเหนือขุดลอกแล้วทำระบบการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทานเพื่อ
ประโยชน์ในการเพาะปลูกทำนาทำไร่ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและเรื่องของภัยแล้งด้วย และท้ายนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ทางจังหวัด
ดำเนินการ และก็กำลังเร่งรัดอยู่ในช่วงนี้


ภาพจาก Web Site
http://3.bp.blogspot.com/_V1S4bqeSLOA/TBbpiK9CSJI/AAAAAAAAAAM/NHfYIp_Ls8M/s1600/DSCF3433.JPG
ข้อมูลภาพ ณ วันที่ 15-12-54

          การจะพัฒนาอะไรก็ตามประชาชนจะต้องมีส่วนร่วม ต้องตระหนักเพราะฉะนั้นการสร้างแรงจูงใจ ถ้าเราเพิ่มพื้นที่การทำสวน เพิ่ม
พื้นที่ชลประทานเราก็ต้องจูงใจ ด้วย ราคาของผลผลิต ถ้าราคาของผลผลิตดี เดี๋ยวเขาปลูกเองถ้าไม่ดีเขาเลิกทันที เพราะฉะนั้นจะต้อง
ดำเนินการในทางการตลาดเพื่อให้เป็นผลไม้ของศรีสะเกษมีราคาดี เป็นสิ่งที่จะขับเคลื่อนได้รวดเร็วขึ้น นอกเหนือไปจากนี้แล้วเราก็จะ
ต้องไม่ให้เกิดปัญหา ซึ่งราคาผลผลิตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ หอมแดง กระเทียม พริก รวมทั้งพืชไร่พืชสวนอื่น ๆ ไม่ให้ตกต่ำ
ดูแลสิ่งเหล่านี้ เมื่อราคาผลผลิตไม่ตกต่ำแล้วมันก็เป็นแรงจูงใจให้เขาผลิต แล้วก็ยกระดับ รายได้ให้กับพี่น้องประชาชนได้ด้วย จะเห็นว่า
ทางจังหวัดให้ความสำคัญดูแลเรื่องของราคาผลผลิตเป็นลำดับแรกของการทำเรื่อง ทำมาหากินแต่ทั้งนี้ไม่อยากให้เราละเลยเรื่องของ
สังคม ศรีสะเกษเช่ยเดียวกับจังหวัดอื่น ๆ คือ คนหนุ่มสาวก็ไปทำงานในเมืองและทิ้งให้คนสูงอายุอยู่ที่หมู่บ้าน พอไปทำงานมีลูกก็เอาลูก
มาเลี้ยงที่หมู่บ้าน ในหมู่บ้านจะเหลือแต่ผู้สูงอายุและเด็กเท่านั้น ซึ่งเป็นปัญหาทางสังคมที่ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งจังหวัดศรีสะเกษจะน่าอยู่ได้
ต่อเมื่อเราต้องไปมองปัญหา เรื่องของสังคม ไปแก้ปัญหาเรื่องของผู้ด้อยโอกาสในชุมชนด้วย

นายชัยณรงค์  นพศิริ    ผู้เรียบเรียง
(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2552)