“สมาธิศาสตร์ของความมหัศจรรย์”
โดย...นางสาวเบญจวรรณ  ศรไพบูลย์
อ. บึงสามพัน จ. เพชรบูรณ์

(เนื้อหาและภาพประกอบเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน)

          เราทุกคนคงยอมรับว่า “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” หากไม่พบเจอเข้ากับตนเองแล้วคงไม่รู้ถึงความทุกข์ยาก และเป็น
ปัญหาที่จะนำมาซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจ ครอบครัวและสังคม ปัญหาใหญ่ที่มนุษย์ทุกยุคสมัยต้องประสบ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันมีสอง
ประการ คือ ประการแรก โรคที่เกิดทางกาย ทุกวันนี่เป็นโรคภัยไข้เจ็บกันมาก เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูง โรค
มะเร็ง อัมพาตจากเส้นเลือดในสมองตีบแตก ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นโรคที่เกิดการจากดำรงชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งเป็นผลจากการรับประทาน
อาหารที่เจือด้วยสารกันบูดและสารเคมีต่างๆ การอยู่ในท่ามกลางอากาศและมลภาวะที่เป็นพิษ การไม่ออกกำลังกาย การมีความเครียดสูง
จากปัญหาการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ การตกงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลได้ทั้งโรคทางกายและโรคทางจิตที่จะกล่าวต่อไป โรคต่างๆ
อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการทางยาที่มีผลข้างเคียงที่ค่อนข้างสูง


          ส่วนประการที่สอง โรคที่เกิดจากปัญหาทางจิต คนในยุคปัจจุบันต้องเผชิญปัญหาความเครียดที่เกิดจากปัญหาการเรียน การทำงาน
ปัญหาครอบครัว ซึมเศร้า ปัญหาความรัก เงินและหนี้สิน ปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันล้วนแล้วเป็นความวิกฤตที่หลายๆ
คนต้องเจอไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง และยาที่ขายดีที่สุดในโลก มี 3 ชนิด เป็นยาที่เกี่ยวกับความเครียดทั้งสิ้น ได้แก่ ยากล่อมประสาท
ยารักษาความดันโลหิตสูง ยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร โดยเมื่อเรารู้สึกเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน Adrenalin จากต่อมหมวกไต
และถ้าเครียดมากก็จะหลั่งฮอร์โมน Adrenalin มากขึ้น ฮอร์โมนจะไปยับยั้งและลดประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ
ไต ตับ ปอด ฯลฯ รวมทั้งการทำงานของฮอร์โมนนี้ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำ เกิดโรคต่างๆ ตามมา ซึ่งปัญหาของการเกิดโรคทั้ง
สองประการส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาวะทางจิตใจ หากสามารถแก้ปัญหาเรื่องของจิตใจนี้ได้ปัญหาต่างๆ จะลดลงอย่างมาก ประเทศ
คงมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น ไม่ต้องเสียงบประมาณต่างๆ ในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษา ดูแล การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ อุปกรณ์ทาง
การแพทย์ ฯลฯ และนอกจากนี้ประชาชนยังยิ้มได้ มีความสุข ลดปัญหาด้านเศรษฐกิจ นำความปกติสุขมาสู่สังคมได้ ดังนั้นการหาวิธีแก้
ปัญหาเรื่องของสภาวะทางจิตใจจึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง
          แพทย์แผนปัจจุบันจำนวนมากได้หาวิธีการใหม่ๆ มาบำบัดรักษาโดยเน้นการบำบัดโดยให้ความสำคัญกับร่างกายและจิตใจ
ไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้เกิดตามสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ ในทางวิทยาศาสตร์ จิต ก็คือระบบประสาทสมองทำงานด้วยคลื่นไฟฟ้า โดยจะ
เป็นตัวกำกับการทำงานของส่วนต่างๆ ให้สมดุล ถ้าระบบประสาทถูกกระตุ้นจนเกินพอดีก็จะส่งผลต่อร่างกายจนเกิดอันตรายได้ การทำให้
จิตใจผ่อนคลายจะทำให้ประสาทอัตโนมัติทำงานอย่างเป็นปกติ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การร้องเพลง การฟังเพลง ท่องเที่ยวใน
สถานที่ต่างๆ การทำกิจกรรมนันทนาการที่ตนเองชอบหรือจะเป็นการเล่นกีฬาที่เป็นการออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การเดิน วิ่ง
ชี่กง โยคะ การนอนหลับ การทำสมาธิ ฯลฯ


           การทำสมาธิถือได้ว่าเป็นการผ่อนคลายที่ลึกซึ้งที่สุด สมาธิทำให้จิตใจสงบนิ่ง เป็นการนำภูมิปัญญาของชาวพุทธมาใช้เพื่อรักษา
และสร้างเสริมสุขภาพ สมาธิบำบัดนี้สามารถช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างไร
          - ความสัมพันธ์ระหว่างการทำสมาธิกับการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเมื่อจิตใจสงบนิ่ง หยุดความคิดที่ฟุ้งซ่าน วิตกกังวล
จะรู้สึกสบายเพราะจะมีการหลั่งของฮอร์โมน Endophins หลั่งออกมาในภาวะที่จิตใจสงบนิ่ง นอกจากนี้ฮอร์โมน Adrenalin และ
ฮอร์โมน cortisol จากต่อมหมวกไตก็จะหยุดหลั่ง ขณะนั้นเองสมองส่วน Hypothalamus จะสั่งให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงขึ้น ภูมิต้านทาน
ของเราก็จะเพิ่มขึ้น
          - ความสัมพันธ์ระหว่างการทำสมาธิกับการทำงานของระบบประสาทและสมอง โดยการมีสติเป็นการทำงานของระบบประสาทขั้นสูง
และเป็นพื้นฐานของความรู้สึกและความจำ บริเวณของสมองที่เป็นแหล่งของการมีสติจะตั้งอยู่ที่เครือข่ายของเส้นประสาทที่ทำงานประสาน
กันตั้งแต่ก้านสมอง บริเวณส่วนกลางไปจนถึงส่วนของธาลามัส พบว่าผู้ที่ปฏิบัติสมาธิจนจิตสงบ การทำงานของคลื่นสมองจะเป็นคลื่นขนาด
ใหญ่ 10 – 150 mv ความถี่ 8 – 13 Hz เรียกว่าคลื่นแอลฟ่า ส่วนผู้ที่ปฏิบัติในระดับสมถกัมมัฏฐานจะมีคลื่นสมองแบบเบต้า มีความถี่
ระดับ 14 – 30 Hz นอกจากนี้การปฏิบัติสมาธิมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของการหลั่งสารสื่อประสาทในสมอง ที่เรียกว่า serotonin
metabolite ซึ่งเป็นสารช่วยให้การนอนหลับ ตรงกันข้ามกับ catecholamine metabolite ที่สัมพันธ์กับความเครียด


          - ความสัมพันธ์ระหว่างการทำสมาธิกับการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้เมื่อปฏิบัติสมาธิจะมีการผ่อนคลายโดยมีคลื่น
สมองแบบแอลฟ่าเพิ่มขึ้น อัตราการทำงานของหัวใจจะลดลง นอก จากนี้การปฏิบัติสมาธิยังมีผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอด
เลือด โดยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตซีสโตลิคและความดันโลหิตไดแอสโตลิค ช่วยลดภาวะความดันโลหิตสูงได้
          ประโยชน์ดังกล่าวจึงมีนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองนำไปใช้จริงในการแก้ปัญหาด้านการดูแลสุขภาพ รูปแบบการฝึกสมาธิที่นิยมกันมี
หลายแบบ ได้แก่ การทำสมาธิแบบ ที.เอ็ม. การทำสมาธิแบบเซ็น การทำสมาธิแบบทิเบต การทำสมาธิแบบพุทธเถรวาท เป็นต้น ซึ่งจาก
การศึกษาในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จำนวน 60 ราย ที่มีการทำสมาธิแบบที.เอ็ม. เป็นเวลา 6-9 เดือนพบว่า ความหนาของผนังเส้นเลือด
หัวใจ (Carotid intima media Thickness) และความหนาของหลอดเลือดลดลงในผู้ป่วยที่ฝึกสมาธิแบบที.เอ็ม. เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่
ไม่ได้ฝึกสมาธิ
          งานวิจัยในแคนาดา พบว่าผู้ที่มีประกันสุขภาพในนครควิเบคจำนวน 1,418 ราย ที่ฝึกสมาธิแบบที.เอ็ม. เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่
ได้ฝึก 1,418 ราย พบว่า กลุ่มที่ฝึกสมาธิมีจำนวนวันของการรักษาลดลง สามารถลดค่าใช้จ่ายของแพทย์ในการดูแลสุขภาพลงได้ร้อยละ14
          ในสหรัฐอเมริกา มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิล และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย พบผลตรงกันว่า ชาวพุทธที่นั่งสมาธิเป็น
ประจำสมองในส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอารมณ์ที่ดี และ ความคิดด้านบวกจะทำงานกระฉับกระเฉงกว่า ช่วยผ่อนคลายความเครียด และ
ทำให้สมองส่วนที่เป็นศูนย์กลางความทรงจำด้านร้ายสงบลง และการนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้อารมณ์แปรปรวน ตกใจเกรี้ยวกราด
หรือหวาดกลัวลดลงด้วย
          จะเห็นได้ว่าการทำสมาธิสามารถช่วยได้ทั้งโรคที่เกิดจากทางกายหลายโรค และนอกจากนี้ยังสามารถรักษาใจที่เป็นทุกข์อันเกิด
จากโรคความเครียดและความวิตกกังวลได้ วิธีฝึกสมาธิบำบัดมีหลายวิธี ได้แก่ การนั่งภาวนา เดินจงกรม การฝึกเพ่งลูกแก้ว ฯลฯ แต่การ
ทำสมาธิควรคำนึงถึงเวลา และสถานที่ด้วย นั่นก็คือ ควรเลือกสถานที่ที่เรารู้สึกผ่อนคลาย สบายๆไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป อุณหภูมิในห้อง
สบายๆ ซึ่งการทำสมาธิโดยการกำหนดลมหายใจสามารถทำได้โดยหลับตาลงเพื่อจะได้ตัดตัวเองออกจากโลกภายนอก จิตจะได้สงบง่าย
ขึ้น แล้วเริ่มด้วยการกำหนดลมหายใจโดยสูดหายใจเข้าช้า ๆ ให้ท้องพอง หายใจออกช้าๆ ให้ท้องยุบ โดยไม่ต้องสนใจเสียงรอบข้าง
แรก ๆ อาจทำยากมาก เหมือนเราหัดเดินตั้งไข่ครั้งแรก ล้มบ้าง ลุกบ้างแต่ถ้าพยายามเข้าในที่สุดเราก็จะเดินได้การทำสมาธิก็เช่นกัน
ถ้าเราพยายามขยันดึงจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจ ทำซ้ำ ๆ สม่ำเสมอ ในที่สุดจิตก็จะเชื่อง และเริ่มนิ่ง เมื่อเข้าถึงสมาธิก็จะได้ความรู้สึก
ปีติรู้สึกสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ซึ่งการทำสมาธิในแต่ละวิธีไม่ว่าวิธีการกำหนดลมหายใจ การเดินจงกรม หรือการเพ่งลูกแก้ว ก็ให้
สมาธิในแต่ละระดับที่แตกต่างกัน


          ประโยชน์ของการทำสมาธิมีนานัปการ แต่ทั้งนี้ผู้ปฏิบัติต้องหมั่นฝึกฝนและทำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ จึงจะก่อเกิดประโยชน์ได้
และนำมาซึ่งความไม่มีโรคภัยเบียดเบียนมีความสุขทั้งกายและใจดั่งที่องค์กรอนามัยโลกกล่าวว่า “ Health is complete principle
mental and social well being.” หมายถึง สุขภาวะอันสมบูรณ์พร้อมนั้นต้องประกอบด้วยความสมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต และทาง
สังคม ทั้งสามอย่างนี้จะต้องมีความสมดุลกันจึงจะชื่อว่าเป็นผู้มีสุขภาพที่ดีได้


เอกสารอ้างอิง
...................................................................................................................................................................................................................................................
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2541). คู่มือการดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิต และจิตเวช สำหรับ
แพทย์ (พิมพ์ครั้งที่ 2). นนทบุรี : เจเน็ต ลายุค.
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2541). คู่มือคลายเครียด (พิมพ์ครั้งที่ 2). นนทบุรี :
ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2548). คู่มือการดูแลทางสังคม จิตใจ ผู้มีปัญหาซึมเศร้าสำหรับ
บุคลากรสาธารณสุข(พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ : องค์กรสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.
สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน. (2542). เทคนิคธรรมชาติสรรค์สร้างสุขภาพที่ดี.
กรุงเทพฯ : องค์กรสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.
พงษ์ วรพงศ์พิเชษฐ. (2551). ผลของสมาธิ. (ระบบออนไลน์). แหล่งที่มา
http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=20158
เพชรรัตน์ เหล่าปัญญากิจ . (2551). สมาธิบำบัด. (ระบบออนไลน์). แหล่งที่มา
http://www. trat.go.th/board/index.php?PHPSESSID