“ผญา” ภูมิปัญญาของคนอีสาน
โดย...คุณคมคาย  จินโจ
ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
E-mail : kkjj_lp@hotmail.com

(เนื้อหาและภาพประกอบเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน)


          “ผญา” เป็นศิลปะการใช้ภาษาของคนอีสานในอดีต เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ผญา หรือ คำผญา เป็นบทร้อยกรองแบบอีสาน
ที่ใช้พูดโต้ตอบกันมีจังหวะทำนองเฉพาะตัว เป็นการพูดที่ต้องใช้ไหวพริบ สติปัญญา มีเชาวน์ มีอารมณ์คมคาย พูดสั้นแต่กินใจความมาก
การพูด”ผญา”เป็นการพูดที่กินใจ การพูดคุยด้วยคารมคมคาย ซึ่ง”ผญา”มีบทบาทและความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อวิถีดำเนินชีวิตของคนชน
บทอีสาน ในการใช้สำหรับสั่งสอนลูกหลาน ใช้สำหรับการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาว หรือกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การทำนา เกี่ยวข้าวหรือ
กิจกรรมตามประเพณีพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
          “ผญา”เกิดจากคำสั่งสอนและศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี การเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว จากการเล่นของเด็ก จากสภาพ
แวดล้อมหรือเหตุการณ์อื่น ๆ ในวิถีชีวิต ซึ่งอาจจะนำเอาแรงบันดาลใจหรือความรู้สึกภายใจที่อยากจะบอกต่อกันและกัน และกล่าวออกมา
ด้วยคำคมเชิงโวหารภาพพจน์ต่าง ๆ แล้วเกิดการโต้ตอบถ้อยคำแก่กันและกัน
          แต่ในปัจจุบัน ผญากำลังจะสูญสลายไปเพราะไม่ได้รับความสนใจจากเยาวชนรุ่นหลังเท่าไหร่นัก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องช่วยกันอนุรักษ์
มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่านี้ไว้มิให้สูญสลาย หากจะกล่าวถึงความงดงามทางด้านภาษาของผญาแล้ว ความลึกซึ้งและความงามของ
ภาษาที่นำมาเรียบเรียงเป็นคำผญามักจะแฝงความหมายไว้อย่างลึกซึ้งถ้าหากเพียงแต่ฟังอย่างผิวเผินมิได้คิดตามพินิจพิจารณาถ้อยคำของ
ผญา แล้ว ก็ยากที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของผญา ได้ จึงนับได้ว่า “ผญา”เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของคนอีสาน

ลักษณะของผญา มีลักษณะ 2 ประการ คือ
          1. มีลักษณะให้สาระชวนคิด แสดงถึงความหลักแหลมทางสติปัญญา คารมคมคายของผู้พูด
          2. เป็นภาษาที่ทรงคุณค่าทางวรรณศิลป์ โดยอาจจะใช้โวหารเปรียบเทียบโน้มน้าวจิตใจ มีเสียงสัมผัสเสนาะหู เรียบเรียงเป็นจังหวะ
หนักเบา มีเสียงสูงต่ำต่อเนื่องกันอย่างไพเราะ

รูปแบบของคำผญา มี 3 รูปแบบ คือ
          1. รูปแบบที่มีสัมผัส หรือใช้คำคล้องจองกัน
          2. รูปแบบที่อาศัยเสียงสูงต่ำ และจังหวะในการออกเสียง
          3. รูปแบบที่มีสัมผัส เสียงสูงต่ำและจังหวะในการออกเสียง ประสมกัน

          นอกจากนี้บทผญายังสามารถใส่ทำนองอื่น ๆ ได้เช่นกัน อาทิ ลำตังหวาย ลำเต้ย ลำทางยาว ลำผู้ไท ได้ผญา คือคำประพันธ์ที่ตรงกับที่
ภาคกลางเรียกว่า "โครงดั้น" หรือตำราอีสานเรียกว่า "กลอนอ่านวิชชุมาลี" ในอดีตคนอีสานมักจะพูดผญาโต้ตอบกันอย่างสนุกสนาน ส่วนใหญ่
จะเป็น ผญาอวยพร ผญาเกี้ยวสาว ผญาสอนใจ (ผญาภาษิต) หรือบางครั้งก็เรียกแบบภาษาพื้นบ้านอีสานว่า "ผญาก้อม" (ก้อม หมายความว่า
สั้น นั้นก็คือ บทผญาที่ไม่ยาว) "ผญาโตงโตย" ซึ่งเป็นผญาแนวตลกขอบขันออกลามกนิดหน่อยแต่ไม่อนาจาร เมื่อพิจารณาถึงด้านเนื้อหาของ
ผญา สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะคือ
          1.ผญาอวยพร ใช้กล่าวในงานอวยพรหรืองานทำบุญต่าง ๆ เพื่อให้พรแก่ผู้ทำบุญหรือผู้บริจาค ซึ่งผญาประเภทนี้บางทีเราก็มักจะพบ
ในลักษณะของการกล่าวคำบายศรีสู่ขวัญนั้นเอง หรือไม่ก็จะอยู่ในลักษณะของบทกลอนหมอลำ หรือจะเป็นผญาตรง ๆ เลยก็มี เช่น
          "นอนหลับให้เจ้าได้เงินหมื่น นอนตื่นให้เจ้าได้เงินแสน แบมือไปให้ได้แก้วมณีโชติ โทษฮ้ายอย่ามาพาล มารฮ้ายอย่า
มาเบียด”

          
หมายถึง นอนหลับขอให้ได้เงินพันนอนฝันขอให้ได้เงินหมื่น นอนตื่นขึ้นมาขอให้ได้เงินแสน แบมือไปให้ได้แก้วมณีโชติ โทษร้ายอย่า
มาพานพบ มารร้ายอย่ามากล้ำกลาย
          2. ผญาสอนใจ (ผญาปัญหา-ภาษิต) มีลักษณะเป็นบทกลอนสอนใจหรือเตือนสติ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว และมักจะเป็นการสอน
แบบเปรียบเปรย ไม่สอนตรง ๆ จะมุ่งหมายก็เพื่อที่จะให้คนรู้จักคิดรู้จักวิเคราะห์ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาศีลธรรม เช่น
          “คันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มเป็นพระยา อย่าได้ลืมคนทุกข์ผู้ขี่ควายคอนกล้า คันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มสัปทน อย่าได้ลืมคนจน
ผู้แห่นำตีนซ้าง”

          หมายถึง ถ้าได้ดิบได้ดีหรือได้เป็นใหญ่แล้วก็อย่าได้ลืมผู้คนรอบข้าง
          “ใจประสงค์สร้าง กลางดงกะว่าท่ง ใจขี้คร้าน กลางบ้านกะว่าดง”
          หมายถึง ถ้าใจสู้ ขยัน อยู่กลางป่าดงก็เหมือนกลางทุ่งถ้าเกียจคร้านแม้อยู่กลางหมู่บ้านก็เหมือนในกลางป่า
          “อย่าสุไลเสียถิ้ม พงษ์พันธุ์พี่น้องเก่า อย่าสุละเผ่าเซื้อ ไปย่องผู้อื่นดี”
          หมายถึง อย่าได้ลืมญาติพี่น้องของตัวเอง ไปยกย่องว่าผู้อื่นดีกว่า


ภาพจาก Web Site
www.baabmaha.com
ข้อมูลภาพ ณ วันที่28-12-55

          3. ผญาเกี้ยว เป็นผญาพูดคุยโต้ตอบกันระหว่างหนุ่มสาว ที่เรียกกันว่า "จ่ายผญานั้นเอง" หรือ "เว้าโตงโตย" การเกี้ยวสาวมักจะเป็น
เวลากลางคืนที่ว่างจากงานกลางวัน หรือการทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ บริเวณลานบ้านที่เรียกว่า "ข่วง" หรือ "ลงข่วง" ผญาเกี้ยวมีจุดมุ่งหมายเพื่อ
ค่อนแคะ เสียดสี ตัดพ้อ ต่อว่า ต่อว่าโดยไม่นิยมพูดออกมาตรง ๆ เช่น ในช่วงจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว โดยจะมีการชุมนุมระหว่างบ่าวสาว
และฝ่ายหญิงจะมีกิจกรรม เช่น ดีดฝ้าย เข็นฝ้าย สาวไหม ขณะเดียวกันฝ่ายชายก็จะมีการร่วมวงโดยมีการ "เล่นสาว" หรือ "เว้าสาว" โดยดีด
พิณและเป่าแคนเป็นทำนองพื้นเมืองของชาวอีสาน พร้อมทั้งสนทนาเกี้ยวพาราสีกันด้วยภาษาเฉพาะที่เรียกว่า "ผญาเครือ" หรือ "ผญาเกี้ยว
เช่น
          “สิบปีกะสิถ้าซาวพรรษากะสิอยู่ คันบ่ได้เป็นคู่เห็นแต่อุแอ่งน้ำกะปานได้นั่งเทียม”
          หมายถึง สิบปี ยี่สิบปีก็จะรอน้องอยู่ ถึงไม่ได้เคียงคู่น้องมองเห็นแค่ตุ่มใส่น้ำก็เหมือนได้นั่งเคียง
          “อย่าให้เสียแฮงอ้ายเดินทางหิวหอด คือดั่งม้าอยากน้ำเดือนห้าหอดหิว คันบ่กูร์ณาอ้าย เห็นสิตายม้อยระแหม่ง เห็นสิ
ตาย หอดแห้งหิวน้ำหอดแฮงอย่าให้เสียแรงที่พี่ต้องดั้นด้นมาหา”

          หมายถึง ได้โปรดกรุณารับไมตรีพี่ไว้อย่าแล้งน้ำใจนักเลย
          “ใจประสงค์แล้วเมืองแกวกะดั้นฮอด ใจประสงค์ยอดแก้วในถ้ำกะก่นหา”
          หมายถึง เมื่อมีใจรักน้องแม้จะอยู่แดนไกลเพียงใด ก็จะติดตามถามหา


ภาพจาก Web Site
www.bloggang.com
ข้อมูลภาพ ณ วันที่28-12-55

          นับได้ว่า “ผญา” มีบทบาทต่อสังคมอีสานที่สืบทอดมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นการถ่ายทอดความรู้และสั่งสอนแก่ลูกหลานและมี
บทบาทต่อความบันเทิงนอกจากนั้นยัง เป็นเครื่องมือให้การศึกษาแก่คนในสังคมให้เกิดความรักและสามัคคีซึ่งกันและกัน สร้างความเพลิด
เพลิน ดังนั้นเยาวชนคนรุ่นหลังควรรักษาเอกลักษณ์ทางภาษาของคน อีสานไว้ไม่ให้เสื่อมสูญไป


เอกสารอ้างอิง
...........................................................................................................................

http://www.prapayneethai.com/th/tradition/north_east/view.asp?id=0514
http://student.nu.ac.th/phongnawin/paya.html
http://www.bloggang.com
http://www.baabmaha.com