ผ้าซิ่นลายแตงโมของสตรีไทดำ
โดย...นางสาวกานต์ทิตา สีหมากสุก
อาจารย์ประจำหมวดวิชาศึกษาทั่วไป
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

E-mail : Kanthita_kan@hotmail.com
(เนื้อหาและภาพประกอบเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียน)

          กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ เป็นกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตที่แสดงออกมาอย่างเป็นระเบียบแบบแผน โดยเฉพาะการแต่งกาย แบ่งแยกออกเป็นการแต่งกายชาย
กับการแต่งกายหญิง ทั้งชายและหญิงใช้สีหลักของเสื้อผ้าคือ สีดำ
          การแต่งกายเป็นเสื้อผ้าตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายทอมือที่ย้อมครามจนเป็นสีดำ ไม่ว่าเป็นการแต่งกายอยู่บ้าน แต่งกายไปทำงาน แต่งกายไปงานสำคัญ หรือแต่งกายไปงาน
มงคลและงานอวมงคล อาจมีการใช้สีอื่นเพื่อความสวยงามร่วมด้วย เช่น สีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือมีการปักลวดลายลงบนผืนผ้าด้วยเส้นไหมสีฉูดฉาด แต่ก็ใช้สีอื่นร่วม
ด้วยเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

ภาพ สตรีไทดำในประเทศเวียดนาม นุ่งผ้าสีดำ
ภาพ สตรีไทดำในประเทศไทย นุ่งผ้าซิ่นลายแตงโม
ภาพ สตรีไทดำในประเทศลาว นุ่งผ้าซิ่นลาว

          การใส่เสื้อผ้าของชาวไทดำนั้นต้องใส่ให้ถูกต้องตามธรรมเนียม เช่น เสื้อชายหญิงบางชนิด อย่าง “เสื้อไท” มีจำนวนกระดุมหลายเม็ดเรียงกันเป็นแนวยาวลงมา ผู้ใส่
ต้องติดกระดุมให้ตรงกับรังดุมที่ถูกต้อง หากใส่กระดุมไม่ตรงกับรังดุมที่ถูกต้อง จะถูกตำหนิว่าขาดความรอบคอบ บ่งบอกถึงความเป็นคนมักง่าย หรือ “เสื้อฮี” เสื้อประจำตัว
ที่ทุกคนต้องมี คนละ ๑ - ๒ ตัว ใช้ใส่ในงานสำคัญ ห้ามนำมาใส่เล่น และต้องใส่ให้ถูกด้าน คือเอาด้านที่มีสีสันสวยงามเข้าไว้ด้านในห้ามเอาใส่ออกมาด้านนอก จะใส่ด้านที่มี
สีสันสวยงามออกไว้ข้างนอกเฉพาะกรณีใส่ให้กับคนตายเท่านั้น ถ้าเป็นการอยู่บ้านธรรมดา สตรีใส่ “เสื้อก้อม” หรือจะใส่แต่เพียง “ผ้าฮ่างนม” และใช้ “ผ้าเปียว” พาดคล้องคอ
ไว้ก็ได้ ผ้าเปียวสำหรับสตรีที่ยังไม่ได้แต่งงาน ให้ใช้ผ้าเปียวทสีสดใส เช่น สีแดง สีเขียว สีชมพู หากเป็นสตรีที่แต่งงานแล้ว ต้องใช้ผ้าเปียวสีดำเท่านั้นคล้องพาดคอหรือคาด
หน้าอก เป็นการแสดงสถานภาพของตนเองอีกอย่างหนึ่ง สตรีไทดำอาจใส่เสื้อแตกต่างกันไปตามแต่กาละ แต่ไม่ว่าจะใส่เสื้อชนิดใดก็ตาม สตรีไทดำทุกคนต้องนุ่งผ้าซิ่นลาย
แตงโมเท่านั้น

ผ้าซิ่นลายแตงโม
          ผ้าซิ่นลายแตงโม เป็นผ้านุ่งมีลายเฉพาะสตรีไทดำ ต้องใช้นุ่งกันทุกคน ทุกโอกาส ไม่ว่าแต่งกายอยู่กับบ้าน แต่งกายไปงานสำคัญ แต่งกายไปทำงาน หรือเดินทางไกล
การนุ่งผ้าซิ่นลายแตงโม พบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำในประเทศไทยในขณะนี้ยังคงใช้นุ่งกันอยู่ แต่กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำในประเทศลาว ปัจจุบันนุ่งผ้าซิ่นลาว ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์
ไทดำในประเทศเวียดนาม ปัจจุบันนุ่งผ้าซิ่นสำเร็จรูปสีดำหรือกระโปรงสีดำทั้งผืนไม่มีลวดลาย
          ผ้าซิ่นลายแตงโม เป็นผ้าฝ้ายย้อมครามสีครามเข้มเกือบดำ ทอสลับกับสีขาวหรือสีฟ้าอ่อน เป็นลายทางยาวตรงลงมา ลายเส้นตรงตามแนวยาวนี้ มองดูโดยรวมคล้ายกับ
ลายของผลแตงโม จึงนิยมเรียกกันว่า “ลายแตงโม” ลายชุดหนึ่งมีความหนาของทางเป็นเส้นเล็ก – ใหญ่ สลับกันไป โดยมีระยะห่างต่างกัน ผ้าซิ่นลายแตงโมหนึ่งผืนประกอบ
ด้วยผ้า 3 ส่วน นำมาเย็บต่อให้เป็นผืนเดียว แบ่งเป็น ส่วนหัวซิ่น ส่วนตัวซิ่น และส่วนตีนซิ่น ส่วนหัวซิ่นเป็นส่วนที่อยู่ท่อนบนสุดมีสีครามเข้มเกือบดำเป็นพื้นทั้งหมด ส่วนตัวซิ่น
เป็นผืนผ้าส่วนที่มีลายแตงโม ที่ใช้เส้นฝ้ายสีแดงเป็นเส้นยืน และใช้เส้นฝ้ายสีดำเป็นเส้นพุ่ง ส่วนตีนซิ่นเป็นส่วนที่นำมาเย็บต่อติดในส่วนชายผ้า เป็นส่วนที่มีความหนาพิเศษ
เพื่อป้องกันไม่ให้ชายผ้าซิ่นขาดง่าย
          ผ้าซิ่นในปัจจุบัน นิยมทอผ้าซิ่นให้เป็นผืนเดียวกัน โดยให้ส่วนหัวซิ่นกับส่วนตัวซิ่นเป็นผ้าผืนเดียวกัน ส่วนตีนซิ่นยังคงใช้ผ้าคนละผืนมาเย็บต่อกัน เนื่องจากส่วนตีนซิ่นยัง
ต้องใช้ผ้าที่มีความหนาเป็นพิเศษอยู่ และในส่วนตีนซิ่นนี้ สำหรับสตรีที่มีสามีแล้วและต่อมาสามีได้เสียชีวิตลง สตรีต้องเลาะเอาส่วนตีนซิ่นออกทั้งหมด เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่ง
การไว้ทุกข์ให้กับสามี จนกว่าจะออกทุกข์ จึงสามารถนำมาเย็บติดคืนดังเดิมได้ สตรีแต่ละวัยมีการแสดงสถานภาพของตนจากการไว้ทรงผมและการนุ่งซิ่นไม่เหมือนกัน ดัง
คำกล่าวว่า “สาวน้อยขอดซอยเอื้อมไหล่ สาวใหญ่ๆ นุ่งซิ่นต่อหัว สาวมีผัวนุ่งซิ่น 2 ซ้อน” ซึ่งตามมารยาทของไทดำนั้น สตรีต้องนุ่งผ้าซิ่นซ้อนกันสองผืนจึงจะถือว่าสุภาพ แต่เมื่อ
ตายต้องนุ่งผ้าซิ่นซ้อนกัน 3 ผืน
          นอกจากผ้าซิ่นฝ้ายแล้ว ยังมีผ้าซิ่นไหมที่เรียกว่า “ผ้าซิ่นตาหมี่” ซึ่งใช้ในพิธีเสน ปัจจุบันไม่นิยมนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะผ้าซิ่นตาหมี่ทอได้ยากและต้องทำด้วย
ผ้าไหม

ผ้าซิ่นลายแตงโมหนึ่งผืนประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น

          จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาเรื่องผ้าซิ่นลายแตงโมที่ทอโดยการใช้เส้นยืนสีแดงเป็นหลักและใช้สีดำเป็นเส้นพุ่งนั้น มาจากเรื่องราวที่เป็นธรรมเนียมมาตั้งแต่โบราณกาล
ที่ว่า ชายผู้เป็นสามีเป็นผู้นำของครอบครัว มีหน้าที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ด้วยการเข้าป่าหักร้างถางพง หรือทำไร่ไถนา หาเผือกหามัน ส่วนภรรยาอยู่เฝ้าเรือนจนกว่าสามี
จะกลับบ้าน โดยภรรยามีหน้าที่ทำงานบ้านและทอผ้าเป็นงานหลัก ซึ่งในขณะที่นั่งทอผ้านั้นใจคิดถึงสามีที่เข้าป่าหลายวัน ความรักความคิดถึงย่อมจะมีอยู่ในตัวของทุกคน มัน
วิ่งแล่นอยู่ทุกลมหายใจยิ่งกว่ากระสวยที่พุ่งผ่านเป็นเส้นขัดให้เป็นผืนผ้าในกี่ทอผ้าที่กำลังทออยู่ สาวเจ้าจึงใช้สีแดงย้อมเส้นยืนของผ้าซิ่น โดยหวังใช้สีแดงแทนหัวใจที่โหยหา
อาวรณ์ในคนรักที่ห่างกัน ส่วนเส้นพุ่งใช้สีครามเข้มเกือบดำแทนตัวเองทอทับเป็นเส้นขัดให้เกิดเป็นเนื้อผ้า โดยซ่อนเส้นยืนสีแดงเอาไว้ เมื่อเวลานำผ้าซิ่นไปใช้นุ่ง ผ้าซิ่นลาย
แตงโมต้องแสงแดด แวววับของเหลือบสีแดงจะสะท้อนแสงออกมา เสมือนหนึ่งเป็นสื่อสัญญาณแห่งความรักที่มีต่อกันแม้เห็นเพียงเลือนราง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อปกปิดความอาย
ที่เป็นคุณสมบัติของหญิงสาวไทดำ (ถนอม คงยิ้มละมัย. 2555. สัมภาษณ์, 10 มกราคม)
          โดยหลักการของการทอผ้าทั่วไป เส้นยืนต้องมีขนาดเล็กกว่าเส้นพุ่ง การทอผ้าซิ่นไทดำจึงสามารถซ่อนสีแดงของเส้นยืนเอาไว้อย่างมิดชิด แต่ไม่สามารถซ่อนอณูของสี
ที่เหลือบเอาไว้ เมื่อเวลาต้องแสงแดดจึงมีสีแดงของเส้นยืนสะท้อนออกมาให้เห็น

องค์ประกอบของผ้าซิ่นลายแตงโม
          ผ้าซิ่นลายแตงโมหนึ่งผืนประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น การที่ผ้าซิ่นมีรูปแบบเช่นนี้ นอกจากเรื่องของความงามแล้วยังเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับหน้าที่
ใช้สอยด้วย ดังนี้
          หัวซิ่น เป็น ส่วนท่อนบนสุด ใช้ผ้าที่มีสีครามเข้มเกือบดำทั้งหมด มีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ส่วนหัวซิ่นนี้เวลานุ่ง ผู้นุ่งต้องม้วนพับกับเข็มขัดที่ด้านหน้า เป็น
ส่วนที่ถูกชายเสื้อทับไว้ จึงไม่จำเป็นต้องทำให้มีลวดลาย
          ตัวซิ่น เป็น ผืนผ้าส่วนกลางที่โชว์ลายแตงโมอย่างเด่นชัด ลายทางยาวสีฟ้าอ่อนหรือสีขาว ทอสลับกับผืนผ้าสีครามดำ มีความยาวประมาณ 60 เซนติเมตร
          ตีนซิ่น เป็น ผ้าคนละชิ้นกับสองส่วนแรก โดยนำมาเย็บติดขวางลายตัวซิ่นไว้ เพื่อเป็นการจบลายผ้าซิ่นทั้งผืน ตีนซิ่นต้องใช้ผ้าที่มีความหนาพิเศษ เพื่อไม่ให้ผ้าซิ่นขาด
ง่าย เพราะขอบชายผ้าซิ่นเป็นส่วนที่ต้องสัมผัสกับสิ่งต่างๆ อีกทั้งตีนซิ่นยังทำให้ขอบชายผ้าซิ่นทนทานไม่หลุดลุ่ยหรือยืดออกได้ ลายตีนซิ่นเป็นผ้าทอลายเฉพาะสีน้ำเงินสลับกับ
พื้นดำเป็นลายขวาง มีความกว้างประมาณ 3 - 3.5 เซนติเมตร

ภาพ ส่วนตัวซิ่น

ภาพ ส่วนตีนซิ่น

          วิธีนุ่งผ้าซิ่นของสตรีไทดำแตกต่างจากสตรีชาวไทยพื้นเมืองโดยทั่วไป ไทดำนุ่งผ้าซิ่นโดยจับขอบของซิ่นทั้งด้านซ้ายและด้านขวา เอามุมของทั้งสองด้านมาทับกันตรง
กลางเอว ใช้เชือกผูกให้พอดีกับเอว แล้วพับชายผ้าที่เกินลงมา จากนั้นคาดเข็มขัดหรือขมวดไว้กลางหน้าท้องให้ชายซิ่นด้านหน้าสั้นกว่าด้านหลัง เรียกว่า “ทบหน้าวัว” การนุ่ง
ผ้าซิ่นแบบทบหน้าวัว ก็เพื่อความสะสวกในเวลาก้าวเดินหรือทำงาน
          ทุกวันนี้รูปแบบการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำในแต่ละประเทศ ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบต่างกันไปตามความเหมาะสมของสังคมแต่ละพื้นที่ ปัจจุบันพบสตรีไทดำใน
เขตประเทศไทยเท่านั้นที่นุ่งผ้าซิ่นแบบทบหน้าวัว ส่วนสตรีไทดำในประเทศลาวนุ่งซิ่นแบบพับทบไปด้านข้างด้านเดียว และไทดำในประเทศเวียดนามนุ่งเป็นผ้าซิ่นสำเร็จรูป
หรือกระโปรงสีดำสำเร็จรูปไม่มีจีบหรือพับทบ
          สำหรับรูปแบบการแต่งกายของสตรีไทดำในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ยังคงใช้ผ้าซิ่นแบบดั้งเดิม ส่วนสตรีไทดำรุ่นใหม่บางคนอาจมีทัศนคติไปในทางสมัยใหม่
แต่ยังคงต้องการแสดงความเป็นไทดำอยู่ อาจนำผ้าลายแตงโมไปตัดให้มีลักษณะเป็นกระโปรงสำเร็จรูป และทำรูปทรงให้มีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น ซึ่งรูปแบบเสื้อผ้าและ
กระโปรงสำเร็จรูปลายแตงโมรูปแบบแฟชั่นที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ แสดงให้เห็นว่าชาวไทดำรุ่นใหม่ก็มีวิธีการแสดงความเป็นไทดำด้วยการตัดเสื้อผ้าทอลายแตงโม โดยทำให้มี
รูปแบบสมัยใหม่ในรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นตัวแทนถึงความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำอยู่นั่นเอง แฟชั่นเสื้อผ้าลายแตงโมแบบไทดำจึงนับเป็นความก้าวหน้าของรูปแบบเครื่องแต่ง
กายแบบไทดำที่พยามปรับเปลี่ยนตนเองให้ก้าวหน้าไปพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เข้ามา ทำให้ผ้าลายแตงโมยังคงมีพื้นที่อยู่ในสังคมไทดำประเทศไทยได้ ไม่สูญหายไป
กับกาลเวลา



เอกสารอ้างอิง
...........................................................................................................................

ถนอม คงยิ้มละมัย. (2544). แผนการสอนวิชา ส 071 ท้องถิ่นของเรา 1. เพชรบุรี : โรงเรียนเขาย้อยวิทยา.
ธิดา ชมพูนิช. (2539). การศึกษาศิลปหัตถกรรมไทยโซ่งในจังหวัดนครปฐม. นครปฐม : สำนักศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏนครปฐม.
สุมิตร ปิติพัฒน์. (2545). ศาสนาและความเชื่อไทดำในสิบสองจุไท สาธารณรัฐสังคมนิยม เวียดนาม. กรุงเทพฯ : สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.