พระพิฆเนศปางเสวยสุข
โดย...พระครูธรรมธรไพรัตน์  ปัญญาธโร
รองเจ้าอาวาสวัดสมานรัตนาราม
ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2553)

ความเป็นมาของพระพิฆเนศ
           พระพิฆเนศเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยใด มารู้จักกับองค์พระพิฆเนศก่อน ตามตำนานพระพิฆเนศทรงเป็นพระโอรสของ
พระศิวะ (พระอิศวร) กับพระนางอุมา (พระนางปารวตี) ผู้นับถือศาสนาฮินดูเชื่อว่า พระพิฆเนศเกิดจากเหงื่อไคลของพระนางอุมา
ทรงนำมาปั้นเป็นหนุ่มรูปงามให้ทำหน้าที่เฝ้ารักษาทวารที่ประทับ และทรงกำชับว่ามิให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้ามาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่
พระนางสรงน้ำ วันหนึ่งพระศิวะเสด็จมาพระพิฆเนศไม่ยอมให้เข้าในที่ประทับจึงเกิดการต่อสู้กับพวกเทพบริวารซึ่งแพ้พระพิฆเนศ
หมด พระวิษณุจึงต้องใช้อุบายล่อล่วงจึงตัดเศียรพระพิฆเนศได้ พระอุมาพิโรธมากเมื่อทรงทราบเรื่อง พระฤาษีนารทต้องมาไกล่เกลี่ย
เพื่อให้พระพิฆเนศฟื้นคืนชีวิตอีกครั้งหนึ่ง การทำให้พระพิฆเนศฟื้นและศีรษะต่อติดจะต้องนำศีรษะของสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่หาเจอ และ

จะต้องหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก ดังนั้นพระนางจึงให้นำศีรษะของช้างซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่พบมาต่อศีรษะ จากนั้นพระศิวะจึง
ประสาทพรให้มีอำนาจเหนือเทพบริวารของพระองค์ นั่นคือสาเหตุที่ท่านพระพิฆเนศจึงมีเศียรเป็นช้างนะค่ะ แล้วในประเทศไทยมี
การนับถือพระพิฆเนศตามแบบอินเดียได้ อย่างไร คติการนับถือพระพิฆเนศน่าจะเข้ามาถึงประเทศไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 10
โดยเข้ามาทางภาคใต้ก่อน แต่เทวาลัยของพระพิฆเนศที่เก่าที่สุดในเมืองไทยปรากฏที่ แหล่งโบราณคดีเขาคา จ.นครศรีธรรมราช
ซึ่งมีอาวุธราวพุทธศตวรรษที่ 12 เทวรูปพระพิฆเนศที่เก่าที่สุดก็พบทางภาคใต้ของไทย และกำหนดอายุได้ในช่วงเวลานั้น เชื่อว่า
บรรพชนไทยภาคใต้ของเราในยุคดังกล่าว คงจะนับถือพระพิฆเนศตามแบบอย่างอินเดีย

พระพิฆเนศในประเทศไทย
          เทวรูปพระพิฆเนศ เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในสมัยที่เมืองไทย ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากขอมเทวรูปเหล่านี้พบในปราสาท
หินหลายแห่ง ทั้งที่เป็นเทวรูป ลอยองค์สำหรับบูชาภายในปราสาท และอยู่บนทับหลังหรือหน้าบันในลักษณะภาพแกะสลักนูนสูง ในช่วง
นี้การนับถือพระพิฆเนศของไทยจะมีลักษณะคล้ายขอม คือ เป็นเทพองค์สำคัญในไศวะนิกาย รวมทั้งการบูชาก็บูชาในฐานะเทพแห่ง
อุปสรรค และเทพแห่งการประพันธ์ด้วย เพราะเท่าที่พบเทวลักษณะจะมีลักษณะเป็นแบบเขมร คือประทับนั่งชันพระชานุข้างหนึ่งแบบ
มหาราชลีลาสนะ หรือประทับนั่งขัดสมาธิราบ ถ้าประทับยืนก็ประทับยืนตรง ๆ ไม่ใช่ยืนเอียงพระโสณีหรือตริภังค์แบบอินเดีย

          อย่างไรก็ตามเทวรูปเหล่านี้ล้วนแต่สร้างอย่างงดงามมาก และอาจจะมีทั้งที่สร้างด้วยหินและสำริด หรือแม้แต่ทองคำ แต่ที่
ตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันส่วนมากมีแต่เป็นหินเท่านั้น ในจำนวนนี้องค์ที่เด่น ๆ ได้แก่พระพิฆเนศทรงเครื่องจากปราสาทหินเมืองต่ำ
จ.บุรีรัมย์ ส่วนพระพิฆเนศจากปราสาทที่งามที่สุด อย่างเช่นปราสาทหินพนมรุ้งนั้น ปัจจุบันเราได้พบแต่ที่เป็นขนาดเล็กเทวลักษณะที่
ประทับยืนตรงของพระพิฆเนศแบบขอม ได้ต่อเนื่องมาถึงพระพิฆเนศแบบเชียงแสนและสุโขทัยด้วย ปัจจุบันเรามีตัวอย่างของเทวรูป
พระพิฆเนศแบบเชียงแสน ที่ทำอย่างงดงามหลายองค์ แต่ที่งามกว่าคือแบบสุโขทัย ซึ่งเท่าที่รู้จักกันเป็นสมบัติของพระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ซึ่งปัจจุบันก็หาดูได้ยาก
          ในสมัยสุโขทัย การนับถือพระพิฆเนศก็คงเป็นไปตามแบบที่ได้อิทธิพลจากขอม แต่ก็น่าจะเสื่อมคลายลงมาก เพราะได้มีการ
ให้ความสำคัญต่อศาสนาพุทธยิ่งกว่าศาสนาฮินดูที่นับถือกันมาแต่เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัย พระมหาธรรมราชาลิไทที่ศาสนา
พุทธเฟื่องฟูมาก ล่วงถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ศาสนาฮินดูได้กลับมามีความสำคัญ
ในราชสำนักอึกครั้ง มีหลักฐานว่าได้มีการหล่อพระ
พิฆเนศ และพระเทวกรรม คือพระพิฆเนศในฐานะที่เป็นครูช้างขึ้นมาหลายองค์ แต่หลักฐานที่ตกมาถึงมีแต่เทวรูปสำริดขนาดเล็ก
เพียงไม่กี่องค์ และเทวรูปสำริดขนาดใหญ่ที่เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า รวมทั้งเทวรูปสำริด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
พระราชวังจันทร์เกษม เป็นต้น พระพิฆเนศได้กลับมามีบทบาทสำคัญในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาก็เพราะเกี่ยวเนื่องด้วยการคชกรรม
นี่เอง และก็ยังคงมีความสำคัญตามคติที่ได้รับจากขอม คือ เป็นเทพผู้ขจัดอุปสรรค เป็นเทพที่จะต้องบูชาก่อนอื่นในพิธีกรรมสำคัญ
และเป็นเทพแห่งการประพันธ์คัมภีร์ต่าง ๆ

การนับถือพระพิฆเนศ
           การนับถือพระพิฆเนศเป็นเทพแห่งศิลปวิทยา แทนที่พระสุรัสวดีที่นับถือมาตั้งแต่สมัยอยุธยานั้น เป็นการริเริ่มโดยพระบาท
สมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างแท้จริง เนื่องจากพระองค์ท่านโปรดการประพันธ์กวีนิพนธ์ และศิลปศาสตร์ จึงทรงยกย่อง
พระพิฆเนศเป็นพิเศษ โดยทรงนำคุณสมบัติที่เป็นของพระสุรัสวดีมาแต่เดิมมารวมเข้าเป็นของพระพิฆเนศด้วย พระองค์ได้
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเทวาลัยพระพิฆเนศสำหรับกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม และทรงมี
พระราชนิพนธ์เรื่องเกี่ยวกับพระพิฆเนศไว้สำหรับการนาฏศิลป์โดยเฉพาะ เมื่อทรงตั้งวรรณคดีสโมสร ก็พระราชทานเทวรูป
พระพิฆเนศเป็นตราประจำสถาบันนั้น เมื่อกรมศิลปากรเกิดขึ้นและรับตราดังกล่าวมาเป็นตราประจำกรมต่อมา พระพิฆเนศจึงกลาย
มาเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาของไทยเราโดยสมบูรณ์ จึงต้องนับว่า การนับถือพระพิฆเนศในทางศิลปะของไทยเรา จึงเป็นเรื่องใหม่ที่
เกิดในเมืองไทยโดยเฉพาะ ขณะที่คติเดิมที่ได้จากอินเดียและขอมนั้นก็ยังมีอยู่บ้าง คือยังคงเป็นเทพแห่งอุปสรรค และปัจจุบันเมื่อ
เราได้คุ้นเคยกับวัฒนธรรมภารตะมากขึ้น จึงมีการหันกลับไปบูชาพระพิฆเนศตามแบบฮินดูกันอีกครั้งหนึ่ง แต่คติการนับถือพระองค์
ในฐานะครูช้างตามแบบอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น เวลานี้ได้ลดความสำคัญไปมากแล้ว

          ในเมืองไทยมีความนิยมประดิษฐ์เทวรูปพระพิฆเนศสำหรับบูชาโดยวัดและองค์กรต่าง ๆ เป็นจำนวนมากตั้งแต่ภายหลัง
พ.ศ.2529 เป็นต้นมาและมาแพร่หลายแท้จริงก็เมื่อภายหลังเหตุการณ์เทวรูปดื่มนม เมื่อปลายปี 2538 เทวรูปพระพิฆเนศขนาดบูชา
ของไทย มักเป็นแบบที่ประทับนั่งบนฐานธรรมดา และฐานหัวกะโหลก และมีอีกแบบหนึ่งที่ค่อนข้างหายากคือประทับบนบัลลังก์เมฆ
ซึ่งเป็นตราของกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยศิลปากรในปัจจุบันนี้ ในบรรดาเทพทั้งหมดคนไทยรู้จักพระพิฆเนศมากที่สุดเพราะท่าน
เป็นมหาเทพที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนไทยมากที่สุดจนกล่าวได้ว่า คนไทยยอมรับในองค์พระพิฆเนศเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งใน
การประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นตราประจำกรมกองต่าง ๆ มากมาย ด้วยศรัทธาและอานุภาพอันโดดเด่นของท่าน วัดใหม่สมานรัตนา
ราม หรือวัดใหม่ขุนสนาม จึงได้จัดสร้างพระพิฆเนศปานนอนเสวยสุข ที่มีความหมายว่า ความสุขสบาย ความสุขบริบูรณ์มั่งคั่งพร้อม
ทุกด้าน รื่นรมย์ ไร้ทุกข์ ไร้ความเศร้าหมอง อิ่มหนำ สำราญ มีกินมีโชคลาภ จะนำความสุขสบายมาสู่ผู้บูชา

นางอุษณีย์ จูฑะศิลป์   ผู้เรียบเรียง
(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2553)