ยอดผู้นำในยุคใหม่
โดย... นายเมธี  ปิยะคุณ


(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2552)

           ในเรื่องผู้นำ ก่อนอื่นในความเป็นจริง คำว่าผู้นำเมื่อทุกคนจำเป็นต้องเป็นผู้นำ เราจะใช้ภาวะของการเป็นผู้นำเข้ามาเกี่ยวข้อง
เพราะจะสามารถได้ใช้หรือพยายามที่จะชี้ความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา หรือพนักงานออกมาให้เห็นในการปฏิบัติงานให้มากที่สุด
และต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า พนักงานทุกคนมีความจำเป็นอย่างมากในการปฏิบัติงาน เป็นผู้ที่ผลักดันให้งานทุกอย่างของกิจการนั้น ๆ
สามารถดำเนินการไปได้อย่างราบรื่น เพราะฉะนั้นประเภทของผู้นำ โดยสรุปจะมี 3 ประเภทหลัก ๆ คือ ผู้นำแบบเผด็จการ ชื่อก็บอก
อยู่แล้ว จะเป็นผู้นำที่มีความเด็ดขาดในตัวเอง ถือเรื่องระเบียบวินัย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับเป็นหลัก ในการดำเนินงานการตัดสินใจต่าง ๆ
ต้องขึ้นอยู่กับผู้นำเพียงผู้เดียว ลักษณะที่สองก็คือ แบบประชาธิปไตย เป็นบุคคลที่มีความสำคัญในโลกยุคใหม่นี้ ประชาธิปไตยที่เบ่ง
บาน คือจะให้สิทธิ์ในการออกความคิดเห็น สิทธิในการเรียกร้อง รวมไปถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย การเป็นประชาธิปไตยนี่เป็น
ลักษณะหนึ่งที่สังคมเราค่อนข้างจะยอมรับกัน มากกว่าผู้นำประเภทอื่น ๆ ประเภทสุดท้าย ตามสบาย ลักษณะตามสบาย คือ สบาย ๆ
คือไทยแท้ทั่วไปที่เรารู้จักกันดี เป็นผู้นำที่ไปเรื่อย ๆ มีความอ่อนไหวไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นผู้นำที่เป็นที่รักของผู้ร่วมงาน
อย่างมาก ผู้นำประเภทนี้สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาทำได้อย่างสบายอกสบายใจ เขาอาจจะมองว่า
ไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเอง หรือมองโลกในแง่ดี อาจจะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถที่จะไม่ชอบลักษณะ ถ้าคนไหนที่ขยันจะไม่ค่อย
ชอบผู้นำประเภทนี้ โดยภาพรวมผู้นำก็มีอยู่ 3 ประเภทหลัก ๆ คือ ผู้นำแบบเผด็จการ แบบประชาธิปไตย และก็แบบตามสบาย


ภาพจาก Web Site
http://www.rd1677.com/branch.php?id=60282
ณ วันที่ 24-5-54

          ลักษณะคำว่าตามสบายชื่อก็บอกอยู่แล้ว ถ้ามองอีกมุมผู้นำประเภทนี้บางที อยากทำอะไรก็ทำไป ใครไม่อยากทำก็ไม่ว่าอะไร
คนที่ตั้งอกตั้งใจในการทำงานและก็มีความมุ่งมั่นอาจจะรอการตัดสินใจ หรือรอการชี้นำของผู้นำประเภทนี้ บางอย่างผู้ปฏิบัติไม่สามารถ
จะตัดสินใจได้ก็ต้องรอ เราอาจจะได้เคยมีประสบการณ์ตรงนี้มา อยากทำอะไรก็ทำ เธอว่าอย่างไรทำตามที่เธอว่าแล้วกัน บางคนจะไม่
ชอบ
          หน้าที่ความสำคัญของผู้นำในองค์กรยุคใหม่นี้ คือ ลักษณะของการควบคุม คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ใครมาควบคุมเรา แต่
ในทางปฏิบัติงานแล้ว การควบคุมอยู่ห่าง ๆ จะได้ผลดีตามลักษณะของการติดตามผลงาน การควบคุมความหมาย คือต้องติดตามผล
งานแล้วติดตามผลงานแล้วก็ต้องมีการตรวจตา ตรงของผู้นำเลย หรือผู้บริหารจะต้องติดตามความเคลื่อนไหวหรือผลการดำเนินงาน
ตามขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อสามารถแก้ไขเหตุการณ์นั้น ๆ ได้ทันท่วงที หลาย ๆ ครั้งหลาย ๆ สถานการณ์ผู้บริหารหรือผู้นำขาดหน้าที่
หลัก มักจะมีผลกระทบต่องาน เราอาจเคยเห็นตรงนี้มาบ้างแล้ว นอกจากนี้ในลักษณะของการประสานงานก็มีความสำคัญ ประสานกับ
หน่วยงานต่าง ๆเรื่องของหน้าที่การงานถือว่ามีความจำเป็น และมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานผู้นำ ต้องมีทักษะของการประสานงาน
ที่ดี มีการวินิจฉัยสั่งการที่ชัดเจน ผู้นำตามสบายเรื่อย ๆ การวินิจฉัยสั่งการจะไม่ค่อยเข้มข้น อีกเรื่องคือการ โน้มน้าวให้ทำงานในตัว
ผู้ปฏิบัติ คือให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้ปฏิบัติงานทำสิ่งที่เรามอบหมาย จะเชิญชวนจะชักชวนอย่างไรแล้วแต่จะเป็นเทคนิค ผู้นำจะม
ีเทคนิคในการโน้มน้าวให้ผู้ร่วมงานได้ทำงาน พึงระลึกไว้เสมอว่า ผู้นำคนเดียวไม่สามารถทำงานในกิจการนั้น ๆ ได้สำเร็จไม่ ต้อง
อาศัยบุคลากร หรือพนักงานที่อยู่รอบข้างช่วยในการที่จะทำให้งานนั้นสำเร็จได้ สุดท้ายการประเมินผลงาน การพิจารณาความดีความ
ชอบ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุยกันทุกวัน วันไหนคุยก็มีปัญหาตลอดเวลา เรื่องนี้ถือว่าเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของผู้นำ ในการเพิ่มขวัญและกำลัง
ใจในการทำงาน ประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นระยะ ๆ หรือลักษณะที่มีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไข ในตัวบุคคลเราก็ต้องเรียกเข้ามาคุย
นั่นคือหน้าที่หลัก ๆ ของผู้นำในยุคนี้ มีการควบคุมตรวจตรา ประสานงาน วินิจฉัยสั่งการ โน้มน้าวให้เกิดการทำงาน สุดท้ายคือ มีการ
ประเมินผลการงานของผู้ใต้บังคับชา


ภาพจาก Web Site
http://www.rd1677.com/backoffice/PicUpdate/64810.jpg
ณ วันที่ 24-5-54

คุณสมบัติคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำที่ดี
          สิ่งแรกต้องมีความรู้ความสามารถ การใช้สติปัญญาเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีความสามารถในการหา
เหตุผลและผล และมีจิตสำนึกที่ดี เป็นผู้ที่มีสังคมดี คำว่าสังคมดีในที่นี้ คือ อารมณ์มั่นคง มีวุฒิภาวะ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความ
สนใจและใช้กิจกรรมต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง เพื่อประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน สร้างความเชื่อมั่นด้วย สามารถทำให้ความมั่นใจ สร้าง
ความมั่นใจให้กับตนเอง ลูกน้องจึงสามารถทำงานได้อย่างดี แล้วก็นอกจากนี้ต้องเป็นผู้ที่มีแรงกระตุ้นภายใน คือ มีจิตสำนึกที่เกิดกับ
ผู้นำ เป็นแรงกระตุ้นที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ต่อแรงจูงใจที่จะทำให้โน้มน้าวให้ผู้ปฏิบัติงานมีความปรารถนาที่จะทำงานตรงนี้ให้
เกิดความสำเร็จเป็นหน้าที่หลักของผู้นำ คือ การโน้มน้าว นอกจากนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีทัศนคติที่ดี มีมนุษย์สัมพันธ์ดี เป็นผู้ฟังที่ดีด้วย
รู้จักการเจรจาต่อรองด้วยคำพูด เผชิญต่อความเป็นจริงแล้วพูดแต่ความเป็นจริง พูดแต่เรื่องจริง อย่าโกหก ปลิ้นปล้น สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ
ของผู้บริหาร ผู้นำ นอกจากนี้จะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถทำอะไรที่แตกต่างและคิดนอกกรอบด้วย สุดท้ายมีความสามารถพิเศษ
ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า charisma ในฐานะที่เป็นผู้บริหารต้องมีตัวนี้อย่างหนึ่ง ในตัวของผู้นำอาจจะมีรูปแบบผู้นำทั้ง 3 ประเภทใน
ตัวคนเดียวได้ อาจจะมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นแต่ละประเภท ซึ่งสามารถควบคุมการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อันนั้นคือวิเศษ
สุดในตัวผู้นำ คือจะต้องมีทั้ง 3 ประเภทในตัวของเราเอง ในบางสถานการณ์อาจจะเป็นแบบตามสบาย เพื่อลดความตึงเครียดของการทำงาน
          เทคนิคการบริหารของผู้นำ คือ การใช้อำนาจหลักใหญ่ ๆ อยู่ตรงนี้ เทคนิคการบริหารของผู้นำ คือ การใช้อำนาจ ใช้อำนาจเด็ด
ขาด ใช้อำนาจอย่างมีศิลปะ หรืออำนาจด้วยวิธีการปรึกษาหารือก็สุดแท้ แต่ชื่อก็บอกอยู่แล้วเด็ดขาด ฉันสั่งการเพียงผู้เดียว เธอทำไป ถ้า
อย่างมีศิลปะก็ต้องมีทักษะลีลา มีวิธีการในการพิจารณาและแก้ไขตัดสินปัญหาในสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วค่อยตัดสินใจ หรือใช้วิธีปรึกษาหารือ
แล้วค่อยตัดสินใจ ก็อีกนั่นแหละแล้วแต่ว่าจะเลือกใช้ลักษณะไหนอย่างไร ซึ่งนั่นก็คือ โดยในใจของผู้นำนั้นต้องรู้จักคนที่เรากำลังต้อง
การจะมีปฏิสัมพันธ์ด้วย รู้จักกลุ่มว่าเราจะใช้วิธีไหน ลักษณะไหน อย่างไร เพื่อให้ได้ผล


ภาพจาก Web Site
http://www.rd1677.com/backoffice/PicUpdate/64810.jpg
ณ วันที่ 24-5-54

          ลักษณะของผู้นำที่ทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ สิ่งแรก คือ จะต้องเป็นนักพัฒนา คือผู้นำประเภทนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีผู้ร่วม
งานที่รู้ใจ สามารถสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา พัฒนาก็คือว่า ในลักษณะของการบริหารงานของผู้นำที่จะทำให้การบริหารงานมี
ประสิทธิภาพ คือจะต้องมีทั้งบู้ ทั้งบุ๋น ทั้งพัฒนา สถานการณ์หนึ่งหย่อน สถานการณ์หนึ่งตึงก็สามารถที่จะดึงให้คนรอบข้างมาช่วยให้การ
ทำงานตรงนี้ที่จะเกิดขึ้น อีกเรื่องคือการเป็นนักบริหารตรงนี้ขาดไม่ได้เลย ผู้นำประเภทนี้จะต้องใช้การทำงานวิธีใหม่ ๆ เปิดโอกาสให้
สมาชิก หรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้คิดเห็น แม้กระทั่งในการวางนโยบายต่าง ๆ ในการทำงานโดยทั่วไป

          ธรรมมะของผู้บริหารที่ควรมี อันดับแรก คือ พรหมวิหาร 4 ซึ่งเป็นธรรมะของผู้ใหญ่ ได้แก่ ธรรมะ 4 ข้อ คือ เมตตา กรุณา
มุฑิตาอุเบกขา เมตตา คือ ความเป็นมิตร ไม่มุ่งร้าย แต่มุ่งประโยชน์ มุ่งความสุขแก่ผู้น้อย ไม่เบียดเบียนผู้น้อย กรุณา คือ การช่วยเหลือ
นอกจากคิดดีมีเมตตาแล้ว เมื่อมีโอกาสก็ทำดี คือ กรุณาคิดช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหา ตกทุกข์ได้ยาก ให้เขาพ้นจากความทุกข์นั้น ๆ
มุฑิตา คือ การพลอยยินดี เมื่อผู้น้อยได้ดี ประสบความสำเร็จ ผู้นำก็ไม่คิดอิจฉา แต่ยินดีด้วย และสนับสนุนให้ผู้น้อยประสบความสำเร็จ
ให้สูงขึ้นก้าวหน้ายิ่งขึ้นตามความสามารถ อุเบกขา คือ การรู้จักวางเฉยในสถานการณ์ที่เหมาะสม เช่น ลูกน้องจงใจทำผิดก็ต้องให้มีการ
ลงโทษไปตามกฎ คือ รู้จักใช้ทั้งเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา ให้เหมาะสมไม่เสียธรรม คือหลักการ ธรรมะอันดับต่อไป สังคหวัตถุ 4
แปลว่าแนวทางการสงเคราะห์ 4 แบบได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตาทาน คือ การให้ แบ่งเป็นสามอย่าง คือ ให้ทรัพย์


ภาพจาก Web Site
http://203.146.15.33/otepc01/modules.php?name=activeshow_mod&file=article&asid=9
ณ วันที่ 24-5-54

ให้สิ่งของให้ธรรมะ คือให้ความรู้ ความเข้าใจในชีวิต และให้อภัย ซึ่งเป็นธรรมะอันสูงสุดปิยวาจา คือ การพูดจาอ่อนหวานน่าฟังไม่
ระคายหูผู้พูดควรมีจิตเมตตาเจริญไว้ จะทำให้การพูดอ่อนหวาน ฟังเป็นธรรมชาติไม่ดูเสแสร้งอัตถจริยา คือ การทำตัวให้เป็นประโยชน์
นั่นคือการช่วยเหลือในการงาน หรืออำนวยความสะดวกให้งานเขาลุล่วงไปโดยง่าย อีกทั้งให้คำแนะนำในฐานะผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์
มาก่อนสมานัตตา คือ วางตนให้เหมาะสม รู้กาลเทศะว่าในสถานการณ์ใดควรวางตัวเช่นไร อีกความหมายหนึ่งคือการวางตัวสม่ำเสมอ
ในฐานะผู้ใหญ่ ต้องมีความมั่นคง มีจุดยืน ธรรมะอันดับสุดท้ายที่จะกล่าวถึง คือ อคติ 4 คือต้องงดเว้นฉันทาคติ คืออคติเพราะรักหรือ
ชอบโทสาคติ คืออคติเพราะโกรธ โมหาคติ อคติเพราะหลง และภยาคติ อคติเพราะกลัวภัย ผู้นำนั้นมีหน้าที่ต้องตัดสินเรื่องราวต่าง ๆ
ต้องจัดการข้อพิพาท ต้องแบ่งผลประโยชน์ระหว่างฝ่าย ต่าง ๆ จึงต้องมีการตัดสินใจอย่างมีอคติน้อยที่สุด จึงจะเกิดความเป็นธรรมและ
ได้รับการยอมรับกับทุกฝ่าย

 

        นางสาวเยาวลักษณ์ ศิริสุวรรณ  ผู้เรียบเรียง
(เรียบเรียงเนื้อหาจากบทวิทยุกระจายเสียง ปี 2552)