ฟิล์มที่ใช้ในการถ่ายภาพทางการพิมพ์

ฟิล์มถ่ายภาพทางการพิมพ์แตกต่างจากฟิล์มถ่ายภาพทั่วไปอย่างไร

 

ฟิล์ม เป็นคำที่ทุกคนในวงการถ่ายภาพและการพิมพ์คงรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ในวงการถ่ายภาพทั่วไป ฟิล์มได้แก่วัสดุไวแสงในรูปม้วนที่มีความไวแสงต่างๆ กัน บรรจุอยู่ในตลับฟิล์มขนาดเล็กที่สามารถใส่ในกล้องถ่ายรูปมือถือได้ เป็นที่นิยมใช้กันทั่วไปไม่ว่าผู้ใช้จะอยู่ในวัยใดและมีความชำนาญหรือทักษะในการถ่ายภาพหรือไม่ หลังจากที่ถ่ายภาพแล้วผู้ถ่ายก็จะส่งฟิล์มไปยังร้านที่รับอัดขยายภาพจากฟิล์มลงบนกระดาษต่อไป

ในวงการพิมพ์ ฟิล์มที่ใช้ในการถ่ายภาพจะเป็นฟิล์มไวแสงที่มีลักษณะคล้ายฟิล์มถ่ายภาพทั่วไป แต่มักมีลักษณะเป็นแผ่นฟิล์มขนาดใหญ่ ใช้กับกล้องตั้งพื้นขนาดใหญ่ทั้งแนวตั้งและแนวนอน หลังจากการฉายแสงจากต้นฉบับและล้างฟิล์มแล้ว จะใช้ฟิล์มนี้ในการวางรูปแบบฟิล์ม (layout) และทำแม่พิมพ์เพื่อใช้ในการพิมพ์บนกระดาษหรือวัสดุพิมพ์ต่อไปฟิล์มที่ใช้ในการถ่ายภาพและฟิล์มที่ใช้ในการพิมพ์จะต่างกันก็แต่เพียงความไวแสงและความละเอียดของผลึกไวแสงในเนื้อฟิล์ม

 

เหตุใดจึงต้องมีการถ่ายทางการพิมพ์

ในกระบวนการจัดทำสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร หนังสือเล่มหรือสิ่งพิมพ์รูปแบบใด ขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้คือการถ่ายภาพทางการพิมพ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อเนื่องภายหลังการจัดทำอาร์ตเวอร์ค อีกทั้งเป็นขั้นตอนการแปลงภาพต้นฉบับจากน้ำหนักสีต่อเนื่อง (continuous tone) เป็นภาพที่มีน้ำหนักสีแยกจากกันหรือที่เรียกว่า ฮาล์ฟโทน (halftone) หรือสกรีน (screen) เพื่อใช้เป็นต้นฉบับในการทำแม่พิมพ์และการพิมพ์ ทั้งนี้เนื่องจากข้อจำกัดทางการพิมพ์บางประเภท เช่น การพิมพ์ออฟเซตและการพิมพ์ภาพสกรีนในบางระบบการพิมพ์ ไม่สามารถพิมพ์ภาพที่มีน้ำหนักสีต่อเนื่องให้เหมือนต้นฉบับได้ การพิมพ์ภาพจึงต้องแยกน้ำหนักสีของภาพต้นฉบับให้อยู่ในลักษณะของภาพที่ประกอบด้วยจุดหรือเม็ดสกรีนขนาดต่างๆ กัน ตั้งแต่เล็กจนใหญ่โดยที่จุดเหล่านี้มีค่าความเข้มที่เท่ากัน

ในกรณีที่เลือกใช้ความละเอียดของสรีนที่เหมาะสมสายตามนุษย์จะไม่สามารถมองเห็นจุดเหล่านี้นได้ที่ระยะการดูภาพปกติ คือประมาณ 12-14 นิ้ว จากระดับสายตา มนุษย์จึงแลเห็นภาพฮาล์ฟโทนหรือภาพสกรีนที่ผ่านกระบวนการพิมพ์มาแล้วเป็นภาพที่มีน้ำหนักสีต่อเนื่องคล้ายต้นฉบับ แต่ถ้าใช้แว่นขยายขนาดที่มีกำลังขยายประมาณ 4-5 เท่าส่องดู จึงจะแลเห็นว่าภาพเหล่านั้นประกอบด้วยจุดมากมายขนาดต่างกัน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ใช้สกรีนที่มีความหยาบ สายตาของมนุษญ์จะสามารถมองเห็นว่าภาพิมพ์นั้นประกอบด้วยจุดจำนวนมากที่มีขนาดต่างๆ กัน กล่าวคือ เป็นเม็ดสกรีน ขนาดเล็กในบริเวณสว่างของภาพ (highlights) เช่น บริเวณเสื้อขาวหรือสีอ่อน หรือใบหน้าคนที่ได้รับแสงเป็นต้น และเป็นเม็ดสกรีนขนาดใหญ่ในบริเวณที่เป็นเงามืดของภาพ (shadows) เช่น บริเวณเส้นผมหรือเงามืด รวมทั้งเป็นเม็ดสกรีนขนาดปานกลางในบริเวณที่เป็นสีเทาของภาพหรือในบริเวณที่มีความเข้มปานกลาง

การแยกน้ำหนักของสีของภาพจากน้ำหนักสีที่ต่อเนื่องเป็นฮาล์ฟโทนทำได้โดยการฉายแสงจากภาพต้นฉบับลงบนฟิล์มโดยมี “แผ่นคอนแทคสกรีน” คั่นอยู่ระหว่างต้นฉบับและฟิล์ม

คอนแทคสกรีน เป็นแผ่นฟิล์มที่ปราศจากความไวแสงประกอบด้วยจุดจำนวนมากเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ จุดศูนย์กลางของจุดจะมีความเข้มมากกว่าบริเวณขอบ ลักษณะของจุดจะไม่คมชัด เรียกลักษณะดังกล่าวว่า “ ไวเนตติ้ง” (vignetting)” ระยะห่างระหว่างจุดแต่ละจุดในแผ่นคอนแทคสกรีนจะเท่ากันโดยตลอดทั้งแผ่น ถ้าระยะห่างระหว่างจุดมีน้อย กล่าวคือ มีจำนวนจุดมากต่อระยะหนึ่งหน่วยคอนแทคสกรีนนั้นจะมีความละเอียด (screen ruling) มาก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดจุดขนาดเล็กในฟิล์มและในภาพพิมพ์ ถ้าระยะห่างระหว่างจุดมีมาก กล่าวคือ มีจำนวนจุดน้อยต่อระยะหนึ่งหน่วย คอนแทคสกรีนนั้นจะมีความละเอียดน้อยหรือมีความหยาบ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดจุดขนาดใหญ่บนฟิล์ม คอนแทคสกรีนที่มีความละเอียดมากจะบันทึกรายการของภาพต้นฉบับลงบนฟิล์มได้มากด้วย จึงนิยมใช้ในงานพิมพ์ที่ต้องการคุณภาพสูง

อย่างไรก็ตาม การใช้สกรีนที่มีความละเอียดมากเกินไป จะก่อให้เกิดปัญหาในการทำฟิล์มและการพิมพ์ เนื่องจากจะเกิดการอุดตันของจุด (fill in) ได้ง่าย ซึ่งเป็นผลให้ภาพพิมพ์ขาดรายละเอียดและความคมชัน คอนแทคสกรีนที่มีความละเอียดต่างกันจะใช้งานที่ต่างกัน ความละเอียดของคอนแทคสกรีนที่นิยมใช้ ได้แก่ 10,50,65,85,100,133,150,175,200 และ 300 จุดหรือเส้น/นิ้ว การเลือกใช้ความละเอียดในระดับใดขึ้นอยู่กับลักษณะของงานและระยะการดูภาพ ตัวอย่างเช่น ในการพิมพ์งานที่ต้องการคุณภาพ เช่น งานนิตยสาร ระยะการดูภาพปกติในการอ่านนิตยสารหรือสิ่งพิมพ์ทั่วไปจะเท่ากับ 12-14 นิ้ว โดยประมาณจากระดับสายตางานดังกล่าวควรใช้สกรีนที่มีความเอียดเท่ากับ 133 หรือ 150 จุดหรือเส้น/นิ้ว แต่ถ้าเป็นงานพิมพ์ที่ไม่ต้องการคุณภาพมากนัก เช่น งานหนังสือพิมพ์ ก็ควรใช้สกรีนที่มีความละเอียดไม่มากหรือมีความหยาบ เช่น 85 หรือ 100 จุดหรือเส้น/นิ้ว อย่างไรก็ตาม ในงานพิมพ์ที่ต้องการยะยะการดูภาพที่ห่างมาก เช่น งานแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่หรือบิลบอร์ด ก็ควรใช้สกรีนที่มีความหยาบมาก เช่น 10 จุดหรือเส้น/นิ้ว เป็นต้น

แม้ว่าลักษณะของจุดที่ปรากฎในแผ่นคอนแทคสกรีนจะมีความเข้มที่จุดศูนย์กลาง และความเข้มจะจางลงที่บริเวณขอบของเม็ดสกรีน แต่ในการฉายแสงจากภาพต้นฉบับลงบนฟิล์มโดยผ่านคอนแทคสกรีน เม็ดสกรีนที่ปรากฎบนฟิล์มควรมีความคมชัดในบริเวณขอบ และควรมีค่าความดำที่เท่ากันและสม่ำเสมอทั้งเม็ด ซึ่งจะเป็นผลให้ได้เม็ดสกรีนที่คมชัดบนแม่พิมพ์ด้วย อันจะส่งผลให้ภาพสกรีนที่ปรากฎบนกระดาษในขั้นตอนการพิมพ์มีความคมชัดด้วย

 

 

ประเภทและลักษณะของฟิล์มที่ใช้ในการถ่ายภาพทางการพิมพ์

การแบ่งประเภทของฟิล์มที่ใช้ในการถ่ายทางทางการพิมพ์สามารถกระทำได้โดยใช้ลักษณะการทำงานของฟิล์มความไวต่อแสงสี (color sensitivity) ความเปรียบต่าง (contrast) และความไวของฟิล์ม (film speed) เป็นเกณฑ์ในการแบ่ง

1. ลักษณะการทำงานของฟิล์ม การแบ่งประเภทของฟิล์มจากลักษณะการทำงานนั้นสามารถแบ่งได้เป็นฟิล์มแบบพอสิทีฟ และฟิล์มแบบเนกาทีฟ

ฟิล์มแบบพอสิทีฟ (positive) เป็นฟิล์มที่บันทึกภาพได้เหมือนต้นฉบับ กล่าวคือเมื่อมีแสงจากต้นฉบับตกกระทบลงบนฟิล์ม กล่าวคือเมื่อมีแสงจากต้นฉบับตกกระทบลงบนฟิล์ม บริเวณที่เป็นสีขาวในต้นฉบับจะปรากฎเป็นสีขาว หรือสีใสบนฟิล์มคล้ายภาพต้นฉบับ ส่วนบริเวณที่เป็นสีดำของภาพต้นฉบับจะปรากฎเป็นสีดำบนฟิล์มในลักษณะเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าต้นฉบับเป็นตัวอักษรพื้นกระดาษสีขาวเมื่อฉายแสงจากต้นฉบับลงบนฟิล์มที่ทำงานแบบพอสิทีฟ (positive working) ภาพที่ปรากฎบนวัสดุไวแสงจะมีสีดำของตัวอักษรและสีขาวของพื้นกระดาษเหมือนภาพต้นฉบับ ฟิล์มทางการพิมพ์ที่ทำงานในลักษณะนี้ ได้แก่ ฟิล์มอัดสำเนา (duplicating film) ซึ่งเปรียบลักษณะการทำงานได้กับฟิล์มสไลด์ทั้งสีและขาวดำ และแม่พิมพ์พอสิทีฟ

ในทางตรงข้าม ฟิล์มที่บันทึกภาพกลับกับต้นฉบับกล่าวคือ เมื่อมีแสงจากต้นฉบับตกกระทบลงบนฟิล์มบริเวณที่เป็นสีขาวในต้นฉบับ จะปรากฎเป็นสีดำบนฟิล์มบริเวณที่เป็นสีดำจะปรากฎเป็นสีขาวหรือสีใส ฟิล์มที่บันทึกภาพในลักษณะนี้เรียกว่า ฟิล์มแบบเนกาทีฟ (negative) ตัวอย่างเช่น ถ้าต้นฉบับเป็นตัวอักษรสีดำบนพื้นกระดาษสีขาว เมื่อฉายแสงจากต้นฉบับลงบนฟิล์มที่ทำงานแบบเนกาทีฟ (negative working) ภาพที่ปรากฎบนฟิล์มจะมีสีดำของพื้นกระดาษและสีขาวหรือสีใสของตัวอักษร ซึ่งตรงกันข้ามกับภาพต้นฉบับฟิล์มทางการพิมพ์ที่ทำงานในลักษณะนี้ ได้แก่ ฟิล์มที่ใช้ในการถ่ายภาพงานลายเส้นหรืองานสกรีน (screen) เช่น ฟิล์มลิธ (lith film) หรือฟิล์มที่ใช้ในการกลับฟิล์ม (contact) จากพอสิทีฟเป็นเนกาทีฟ และจากเนกาทีพเป็นพอสิทีฟ ซึ่งเปรียบลักษณะการทำงานได้กับกระดาษอัดขยายภาพขาวดำหรือภาพสี ฟิล์มเนกาทีฟขาวดำหรือฟิล์มเนกาทีฟสีที่ใช้ในกล้องถ่ายภาพทั่วไปและแม่พิมพ์เนกาทีฟ

2. ความไวต่อแสงสี หมายถึง ความไวต่อแสงสีในช่วงคลื่นที่ตามนุษย์มองเห็นได้ ได้แก่ แสงในช่วงคลื่นตั้งแต่ 400-700 นาโนเมตร (nanometer หรือ nm) หรือ มิลลิไมครอน (millimicron) โดยที่ 1 นาโนเมตร หรือ 1 มิลลิไมครอน = 1 /พันล้านเมตร แสงในช่วงคลื่นดังกล่าว ได้แก่แสงในกลุ่มสีน้ำเงิน สีเขียว และสีแดง แสงสีน้ำเงินมีความยาวของช่วงคลื่นสั้นที่สุด คือประมาณ 400-500 นาโนเมตร แสงสีเขียวมีความยาวคลื่นในระดับปานกลาง คือประมาณ 500-600 นาโนเมตร แสงในกลุ่มนี้เป็นแสงสีที่สายตามนุษย์มีความไวมากที่สุด ในขณะที่แสงสีแดงมีช่วงคลื่นที่ยาวที่สุด คือประมาณ 600-700 นาโนเมตร กลุ่มแสงทั้งสามนี้เมื่อรวมกันจะเป็นแสงขาวที่มีอยู่ในธรรมชาติ สายตาของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นแสงขาวได้ แต่แสงขาวเป็นแสงที่ทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ โดยรอบได้

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการหักเหทางเดินของแสงขาวด้วยตัวกลางบางอย่าง เช่น ปริซึมหรือผลึกแก้ว แสงขาวจะเกิดการหักเหและกระจายออกเป็นแสงสีรุ้ง ได้แก่ แสงสีม่วงคราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง ส่วนในสภาพธรรมชาตินั้น มนุษย์สามารถมองเห็นแสงสีรุ้งได้ภายหลังฝนตก นอกเหนือจากแสงในช่วงคลื่นที่สายตามมนุษย์มองเห็นได้ ยังมีแสงในช่วงคลื่นอื่นๆ อีกที่สายตามนุษย์ไม่อาจแลเห็น เช่น รังสีแกมมา ( Gammar Ray) รังสีเอ็กซ์ (X-Ray) รังสีอัลตร้าไวโเอเลต (UV) ซึ่งเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงสีน้ำเงิน นอกจากนี้ยังมีแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงสีน้ำเงิน นอกจากนี้ยังมีแสงที่มีความคลื่นยาวกว่าแสดงสีแดง เช่น รังสีอินฟราเรด (infrared) รังสีเรดาร์ (Radar) รังสีความร้อน คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ เป็นต้น แสงในช่วงคลื่นที่ตามนุษย์มองเห็นได้จะเป็นแสงที่ฉายไปยังฟิล์มแล้วก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในชั้นไวแสงของฟิล์ม

ฟิล์มที่ใช้เกลือเงินเฮไลด์ ( Silver halide salts) เป็นผลึกไวแสงจะไวต่อแสงคลื่นสั้น เช่น แสงอัลตร้าไวโอเลตและแสงในช่วงคลื่นสีน้ำเงิน ฟิล์มประเภทนี้เรียกว่า ฟิล์มที่ไวต่อแสงสีน้ำเงิน (blue-sensitive) ดังนั้น จึงมีการเติมสีย้อม (color dyes) เพื่อขยายช่วงความไวแสงของฟิล์มออกไป ฟิล์มที่มีการเติมสีย้อมลงไปในลักษณะดังกล่าว ได้แก่ ฟิล์มที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินและแสงสีเขียว (orthochromatic) และฟิล์มที่ไวต่อแสงทุกสี (panchromatic) ดังนั้น การแบ่งประเภทของฟิล์มตามความไวแสงจึงแบ่งได้เป็นสามประเภท ได้แก่ ฟิล์มที่ไวต่อแสงสีน้ำเงิน ฟิล์มที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินและแสงสีเขียว และฟิล์มที่ไวต่อแสงทุกสี

ฟิล์มที่ไวต่อแสงสีน้ำเงิน มักเรียกว่า วัสดุบอดสี (color blind) เนื่องจากมีความไวต่อแสงสีน้ำเงินเท่านั้น เมื่อฉายแสงจากภาพต้นฉบับลงบนฟิล์มประเภทนี้ ฟิล์มจะบันทึกเฉพาะส่วนที่เป็นสีน้ำเงินของต้นฉบับ โดยบันทึกส่วนที่เป็นสีเขียวและสีแดงได้น้อย ทำให้รายละเอียดบางส่วนของภาพขาดหายไป

ฟิล์มที่ไวต่อแสงสีเขียวและสีน้ำเงิน ได้แก่ ฟิล์มออโธโครมาติก วัสดุประเภทนี้ไม่ไวต่อแสงในช่วงคลื่นสีแดง ดังนั้น เราจึงสามารถใช้ไฟนิรภัย ( safelights) สีแดงขณะทำงานในห้องมืดได้ ฟิล์มประเภทนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในงานถ่ายภาพทางการพิมพ์ที่เป็นงานขาวดำ เช่น งานถ่ายภาพลายเส้นและสกรีน และในเครื่องแยกสี ฟิล์มออโธโครมาติกเป็นฟิล์มที่ให้ความเปรียบต่างสูง (high contrast) กล่าวคือ จะให้สีดำและสีใสของเนื้อฟิล์มเท่านั้นโดยไม่มีน้ำหนักสีเทาปรากฎเนื่องจากผนึกเกลือเงินเฮไลด์ในชั้นไวแสงมีขนาดเล็ก ตัวอย่างของฟิล์มออโธโครมาติก ได้แก่ ฟิล์มลิธ และฟิล์มแรพิด (rapidaccess film)

ฟิล์มลิธ นิยมใช้ในการถ่ายภาพงานลายเส้น (line reproduction) และงานสรีนหรือฮาล์ฟโทน (halftone reproduction) ส่วน ฟิล์มแรพิด นั้น แต่เดิมใช้งานเรียงพิมพ์ด้วยแสงแต่ต่อมามีการนำไปใช้ในงานลายเส้นสำหรับงานกลับฟิล์ม (contact) จากฟิล์มเนกาทีฟเป็นฟิล์มพอสิทีฟ หรือจากฟิล์มพอสิทีฟเป็นฟิล์มเนกาทีฟ และยังใช้ในงานที่ใช้กับเครื่องแยกสีที่ใช้แสงเลเซอร์ด้วย การล้างฟิล์มแรพิดกระทำได้ง่ายกว่าการล้างฟิล์มมลิธมาก เพราะสามารถกระทำที่อุณหภูมิน้ำยาเท่ากับ 40 องศาเซลเซียส ในขณะที่การล้างฟิล์มมลิธจะกระทำในอุณหภูมิของน้ำยาเท่ากับ 25 องศาเซลเซียส

ฟิล์มที่ไวต่อแสงทุกสี ได้แก่ ฟิล์มแพนโครมาติก การที่ฟิล์มแพนโครมาติกไวต่อแสงทุกช่วงคลื่น จึงทำให้ไม่สามารถใช้ไฟนิรภัยในขณะใช้ฟิล์มนี้ในห้องมืดได้ ฟิล์มประเภทนี้ใช้ในการถ่ายภาพทั่วไป ส่วนในทางการพิมพ์นั้นจะใช้ฟิลม์ประเภทนี้ในการแยกสีแบบเดิมที่ไม่ใช้เครื่องแยกสี แต่ใช้การแยกสีด้วยมือ เครื่องแยกสีสมัยใหม่จะใช้ฟิล์มแยกสีที่ไวต่อแสงสีแดง จึงสามารถใช้ไฟนิรภัยสีไซแอน (cyan) ในขณะใช้ฟิล์มได้

ฟิล์มไวแสงนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ได้แก่ ฟิล์มเดย์ไลท์ (daylight films) ซึ่งเป็นฟิล์มที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินเท่านั้น ซึ่งสามารถใช้ไฟนิรภัยสีเหลือ สีส้ม หรือสีแดง ในขณะใช้ฟิล์มประเภทนี้ ไฟนิรภัยเหล่านี้จะให้แสงที่สว่างใกล้เคียงกับแสงในช่วงเวลากลางวัน นอกจากนี้ยังมีฟิล์มที่ไม่ใช้เกลือเงินเป็นสารไวแสง (non-silver material) แต่ใช้สารไดอะโซ (diazo-based) ฟิล์มประเภทนี้จะใช้ในงานเฉพาะด้านเท่านั้น

3. ความเปรียบต่าง หรือ คอนทราส หมายถึง ความสามารถของฟิล์มในการบันทึกค่าของสีหรือน้ำหนักของดำ (density) ตั้งแต่สีขาวจนถึงสีดำ ฟิล์มที่บันทึกความแตกต่างของค่าความดำได้มากจะมีคอนทราสสูง ส่วนฟิล์มที่บันทึกความแตกต่างของสีดำได้น้อยจะมีคอนทราสต่ำ กล่าวคือจะให้น้ำหนักสีของภาพที่ค่าความเข้มต่างๆ กัน ตั้งแต่สำ สีเท่าแก่ สีเทาอ่อน จนถึงสีขาว กล่าวอีกนัยหนึ่ง คอนทราส หมายถึง ลักษณะการหด (compress) หรือการขยาย (expand) เฉด (shade) หรือน้ำหนักสี หรือโทนของต้นฉบับในฟิล์ม การอธิบายคอนทราสยังอาจทำได้โดยการศึกษาจากกราฟแสดงคุณลักษณะของฟิล์มที่ได้จากการฉายแสงซึ่งเป็นค่าในแกนตั้ง

ฟิล์มที่ผลิตจากต่างบริษัทจะมีคุณลักษณะของฟิล์มที่แตกต่างกัน ฟิล์มออโธโครมาติกเป็นฟิล์มที่มีคอนทราสสูง จึงเหมาะสมกับงานถ่ายภาพทางการพิมพ์โดยเฉพาะงานลายเส้นและงานสกรีน การเปลี่ยนแปลงค่าการฉายแสงเพียงเล็กน้อย บนฟิล์มที่มีคอนทราสสูงจะทำให้ค่าความเข้มของฟิล์มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพงานพิมพ์ เนื่องจากสามารถให้เม็ดสกรีนและภาพลายเส้นที่คมชัดและดูสะอาดทำให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างบริเวณที่เป็นภาพและไม่ใช่ภาพ นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกรายละเอียดของภาพต้นฉบับได้มาก เนื่องจากชั้นไวแสงประกอบด้วยผลึกไวแสงขนาดเล็ก

4. ความไวของฟิล์ม ฟิล์มประเภทต่างกันจะต้องการปริมาณแสงที่ต่างกันในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในชั้นไวแสง เพื่อให้เกิดภาพที่มีค่าความเข้มเท่ากัน ชั้นไวแสงที่ต้องการแสงปริมาณน้อยในการก่อให้เกิดภาพที่มองเห็นได้ จะมีค่าความไวแสงสูง ฟิล์มประเภทนี้จะมีเนื้อหยาบ ดังนั้นเมื่อนำมาใช้ในงานอัดขยายภาพ จะทำให้เห็นผลึกของฟิล์มหรือเกรนของภาพที่แตก ส่วนชั้นไวแสงที่ต้องการแสงปริมาณมากในการก่อให้เกิดภาพที่มองเห็นได้จะมีค่าความไวแสงต่ำฟิล์มประเภทนี้มีเนื้อละเอียด จึงสามารถบันทึกรายละเอียดของภาพได้มาก และเหมาะที่จะใช้กับงานที่ต้องการการอัดขยายภาพให้มีขนาดใหญ่มาก เพราะเกรนของภาพจะไม่แตก

การกำหนดค่าความไวแสงสามารถทำได้โดยการใช้ดัชนีการฉายแสง (exposure index) ซึ่งเป็นมาตรในการวัดความไวแสงโดยใช้ตัวเลขเป็นสัญลักษณ์ ค่าตัวเลขสูงหมายถึงการมีความไวแสงมาก ค่าตัวเลขต่ำหมายถึงการมีความไวแสงน้อยดัชนีการฉายแสงมีหลายระบบ ได้แก่ เอเอสเอ (ASA หรือ American Standard Association) ดิน DIN หรือ Deutsche Industric Norm) และ ไอเอสโอ ( ISO หรือ International Standard Organization)

เอเอสเอ เป็นดัชนีการฉายแสงในระบบอเมริกันที่นิยมใช้กันแพร่หลาย ค่าความไวแสงแต่ละช่วงจะต่างกันเป็นสองเท่า ซึ่งมีความหมายว่า ชั้นไวแสงจะมีความไวแสงที่ต่างกันเป็นสองเท่าด้วย เช่น ในการเปรียบเทียบวัสดุไวแสงที่มีค่าไวแสงเท่ากับ 100 เอเอสเอ และ 200 เอเอสเอนั้น วัสดุไวแสงที่มีค่าไวแสงเท่ากับ 100 เอเอสเอ ต้องการปริมาณแสงมากเป็นสองเท่าของวัสดุที่มีความไวแสงเท่ากับ 200 เอเอสเอ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วัสดุไวแสงที่มีค่าไวแสงเท่ากับ 100 เอเอสเอ มีความไวแสงเป็นครึ่งหนึ่งของวัสดุไวแสงที่มีค่าไวแสงเท่ากับ 200 เอเอสเอ เพื่อให้เกิดภาพที่มีความเข้มเท่ากันบนวัสดุไวแสง

ดิน เป็นดัชนีการฉายแสงในระบบเยอรมัน นิยมใช้ในกลุ่มประเทศทางยุโรป ค่าความไวแสงแต่ละช่วงจะต่างกันเท่ากับสาม และจะแสดงค่าความไวแสงที่ต่างกันเป็นสองเท่า เช่น ค่าความไวแสงเท่ากับ 18,21,24,27 และ 30 ดิน เป็นต้น ในการเปรียบเทียบวัสดุไวแสงเท่ากับ 21 ดิน ต้องการปริมาณแสงมากเป็นสองเท่าของวัสดุไวแสงที่มีความไวแสงเท่ากับ 24 ดิน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วัสดุไวแสงเท่ากับ 21 ดิน มีความไวแสงเป็นครึ่งหนึ่งของวัสดุไวแสงที่มีค่าไวแสงเท่ากับ 24 ดินนั่นเอง เพื่อให้เกิดภาพที่มีค่าความเข้มเท่ากันบนวัสดุไวแสง

เราสามารถเปรียบเทียบดัชนีการฉายแสงระบบเอเอสเอ และระบบดินได้ เช่น 25 เอเอสเอ = 15 ดิน 50 เอเอสเอ = 18 ดิน 64 เอเอสเอ = 19 ดิน 100 เอเอสเอ = 21 ดิน เป็นต้น

ไอเอสโอ เป็นระบบสากลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ค่าความไวแสงในระบบนี้จะแสดงค่าตัวเลขความไวแสงในระบบเอเอสเอและดินไปพร้อมกัน เช่น ไอเอสโอ 100/21 หมายความว่ามีค่าความไวแสงเท่ากับ 100 เอเอสเอ หรือ 21 ดิน เป็นต้น

สรุป

จากเรื่องที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ทุกคนคงรู้จักและมีความเข้าใจเกี่ยวกับฟิล์มที่ใช้ในการถ่ายภาพทางการพิมพ์มากขึ้นไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างระหว่างฟิล์มถ่ายภาพทางการพิมพ์กับฟิล์มถ่ายภาพทั่วไป ความสำคัญของฟิล์มที่ใช้ในการถ่ายภาพทางการพิมพ์ ลักษณะ ประเภทและกลไกการทำงานของฟิล์ม รวมทั้งสามารถเลือกใช้ฟิล์มเพื่อวัตถุประสงค์ทางการพิพม์ได้ถูกประเภทและสอดคล้องกับลักษณะและวัตถุประสงค์ของการใช้งานต่อไป ซึ่งสามารถส่งผลให้การผลิตงานพิมพ์เป็นไปอย่างมีคุณภาพและมาตราฐาน อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพและบรรลุประสิทธิผลในการทำงานได้ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่