เรื่องราว ประวัติความเป็นมา ประเพณี ความเชื่อ และวิถีชีวิตของชาวไทยพวน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
         

อาชีพตีเหล็ก
          แต่ดั้งเดิมจริง ๆ ก็ตีเหล็ก ตีพร้า ตีมีด และก็ทำผ้าหม้อห้อม สมัยก่อนไม่ได้เรียกทุ่งโฮ้ง แต่เป็น “ บ้านทั่ง” หรือเรียกว่า “ ทั่งโฮ่ง” เกิดจากทั่งที่มันโฮ้ง คือ มันยุบลงไปเหมือนกับหนองน้ำ คำว่า โฮ่ง เหมือนกับน้ำขัง เป็นหลุมลงไป ต่อมาเพี้ยนมาก็เป็น ทุ่งโฮ้ง

         

ทุ่งโฮ้งก็จะมีอยู่ 7 หมู่กับ 2 ชุมชน รวมแล้วเป็น 9 ชุมชน วิธีตีเหล็กสมัยก่อนก็เหมือนบ้านร่องฟอง โดยเอาถ่านไฟสูบให้ไฟมันแรงแล้วก็เอาเหล็กใส่ เหล็กที่เอามาทำก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่คิดว่าอาจจะซื้อมาแล้วมาตัดแค่ศอก แล้วก็เอามาเผาไฟ จากนั้นก็เอาค้อนทุบให้มันแบน ลักษณะค้อนที่เอามาทุบเหล็ก หัวค้อนจะเป็นเหล็กแต่ด้ามเป็นไม้ แล้วใช้ตะไบมาฝนกับหินมาถูกกับเหล็กให้คมเป็นพร้า แล้วจะสลักชื่อคนทำที่พร้า ปัจจุบันจะไม่ใช้สูบแล้วแต่จะใช้พัดลมเป่าไฟให้แรง สมัยก่อนสูบจะเป็นไม้รูปทรงกระบอก มี 2 อัน และก็จะมีไม้อีก 2 อันเสียบทำเป็นที่จับสูบเป็นแกนจนถึงข้างล่างที่ปลายไม้จะมีผ้าพันเวลาสูบก็จะดึงไม้อันนี้จะเกิดแรงดันลมเป่าไฟให้แรง

         

สูบ ตรงนี้จะเป็น ผี คนเขานับถือ เขาเรียกกันว่า “ ผีตาเหล็ก” ตอนนี้ไม่ค่อยมีแล้วเขาจะสร้างเป็นศาลเพียงตาไว้ เดือนหก ขึ้นหกค่ำเหนือ เดือนสี่ใต้จะทำพิธีเลี้ยงผีตาเหล็กเป็นเหล้าไหไก่คู่ ประกอบด้วย เหล้าขาว 1 ไห และไก่ 2 ตัว คนจะกราบไว้จะบนไว้ขอให้บ้านเราอยู่แบบสุขสบาย

การตีเหล็ก มีอุปกรณ์ ดังนี้

  • เตา
  • สูบ
  • คีม
  • ทั่ง
  • ตะไบ
  • ผ้ากาด คือ เหล็กสำหรับทำให้เหล็กเรียบ คล้าย ๆ กบไสไม้

ประกอบด้วย คน 4 คน ในการทำ

สูบ จำนวน 1 คน

ทุบ จำนวน 3 คน

คีบ จำนวน 1 คน

รวมคนที่ทำ จำนวน 5 คน

วิธีการทำ

  • เอาเหล็กเผาไฟให้แดงก่อน
  • เอามาตีให้เป็นรูปเป็นร่าง
  • ต้องทำ จำนวน 3 แดง จึงจะได้เป็นรูปเป็นร่าง
  • แล้วเอาผ้ากาดมากาด
  • เอาตะไบมาแต่ง
  • เอาไปเผาไฟอีกทีหนึ่งแล้วเอาชุบน้ำ เป็นอันเสร็จแล้ว
  • แล้วเอามาเข้าด้าม

เหล็กที่เอามาทำได้มาจากเหล็กรางรถไฟ ไปแอบตักรางรถไฟที่เด่นชัย เหล็กเลื่อยที่เขาทิ้งแล้ว

เหตุที่เลิกทำ เพราะคนทุ่งโฮ้งไปทำไม้หมด เลยไม่มีใครทำ มีทั้งลากซุง ลากไม้ ลากหิน ลากผา


อาชีพทำผ้าหม้อห้อม
หม้อห้อม ประกอบด้วย ต้นครามหรือต้นฮ้อมและน้ำขี้เถ่า เขาเรียกว่า น้ำด่าง วิธีทำน้ำด่างคือเอาขี้เถ้าใส่ปิ๊บแล้วเจาะรูที่ก้มปิ๊บแล้วให้มันหยดจะได้น้ำด่าง

ตอนนี้แถวนี้ก็ยังทำกันอยู่แต่จะใช้ครามสำเร็จรูปแต่ก็ยังเอามาผสมกับน้ำด่างอยู่ ลักษณะของครามสำเร็จรูปจะเป็นก้อนเหลว ๆ คล้ายดินน้ำมัน

ผ้าหม้อห้อมแท้ ๆ เกิดจากผ้าดิบ วิธีการทำผ้าหม้อห้อมเกิดจากปลูกฝ้ายก่อนแล้วก็เอามาปั่นด้วย เข็น คือ เครื่องปั่นฝ้าย ปั่นจนมันฟูเป็นเส้นด้าย ก็เอาไปชุบน้ำข้าวแล้วเอามาพัดหลอดให้มันเป็นหลอดด้ายเล็ก ๆ แล้วก็เอาไปขึงโยงสายเป็นเส้น ๆ เป็นสายยาว ๆ แล้วก็เอาไปทอ มันจะได้ผ้าขาว เอาไปย้อมในหม้อโอ่งจะมีใบครามแช่จนเปลื่อยผสมกับปูนแดงหรือปูนขาวก็ได้ และผสมกับน้ำด่างจากขึ้เถ้า จะได้สีครามเข้มออกคล้าย ๆ กับสีดำ แล้วเอาลงย้อมประมาณ 4- 5 ครั้ง สีจะติดทนนาน บางครั้งใส่จนเสื้อขาดแล้วก็ยังสีเข้มอยู่ เวลาเอามาตัดเย็บก็นิยมตัดเป็น ซ้ง กับ เสื้อ

การทำผ้าหม้อห้อมสมัยก่อนยังไม่มีถุงมือ ต้องทำด้วยมือ ต้องปลูกฝ้ายเอง ปลูกต้นคราม

ก็เอาฝ้ายมาปั่นเป็นเส้น ๆ เครื่องปั่นเรียกว่า หลา หรือ เถื่อน เอามาอีด เครื่องอีดมีลักษณะเป็นไม้ มี 2 ลำ เป็นวงกลม มีตอ มีหลัก 2 หลัก เวลาอีดจะหมุน ก็จะได้เป็นกำ แล้วเอามาใส่ เขาเรียก ก่องก้วง แล้วพอทำใด้ 10 กว่าหลอด แล้วก็เอาไปใส่โครง ทุกอย่างเป็นไม้ไม่ได้ลงทุนอะไร จนกว่าได้10 กว่าเส้นก็เอามามัดตามหลัก นับดูจนครบจำนวนเขาก็เอาออกมามัดมันจะมีความยาวมาก แล้วก็เอามากี่ ลายที่ทำขึ้นอยู่กับความคิดของคนทำ ลายดั้งเดิมคือลายสอง คือลายผ้าห่ม ผ้านวม แต่สมัยนี้เป็นสายน้ำไหล ลายน้ำฝน

อุปกรณ์ทำผ้าหม้อห้อม

1. โอ่งน้ำขนาดใหญ่ ใช้แช่ผ้าดิบและใส่น้ำห้อม

2. ถุงมือ ใช้สวมการจกผ้า เพื่อป้องกันสีติดมือ

3. ต้นคราม

4. ต้นห้อม

5. ผ้าดิบ ใช้สำหรับตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าแล้วนำมาย้อม

6. เตารีดถ่าน ใช้สำหรับรีดผ้าที่ลงแป้งและย้อมเสร็จแล้ว

7. หม้อน้ำด่าง สำหรับแช่ขี้เถ้าทำเป็นน้ำด่างเพื่อใช้ผสมห้อม

8. ตะกร้าห่าง ครอบปากหม้อ สำหรับใส่ผ้าที่ย้อม

9. ราวตากผ้า สำหรับตากผ้าที่ย้อมและลงแป้งแล้ว

ขั้นตอนการทำน้ำด่าง

นำขี้เถ้าผสมน้ำครึ่งถึง โดยสังเกตจากสีที่ได้ต้องเข้ม

วิธีการรีดผ้า

นำผ้าที่แห้งจากการลงแป้งแล้วมาพรมน้ำให้ทั่ว ทิ้งไว้ 30 นาที จากนั้นก็รีดกับเตาถ่าน (ก่อนรีดผ้านั้นควรจะมีการนำเตารีด รีดกับใบตองก่อน เพื่อปรับอุณหภูมิเพื่อช่วยให้รีดได้รื่นขึ้น)

ขั้นตอนการหมักน้ำห้อม (ใช้ต้นห้อม หรือ ต้นคราม)

อุปกรณ์

  • น้ำเปล่า 200 ลิตร
  • ต้นครามหรือต้นห้อม 10 กิโลกรัม
  • ปูนขาว 5 กิโลกรัม
  • เกลือ 5 กิโลกรัม

นำน้ำเปล่า ต้นคราม หรือ ต้นห้อม ปูนขาวและเกลือ ที่เตรียมไว้มาผสมลงในโอ่งขนาดใหญ่ หมักทิ้งไว้ 1 เดือน จากนั้นก็นำมาย้อมผ้า

ขั้นตอนการทำผ้าดิบ

  • นำปุยฝ้ายจากต้นฝ้ายมาตากแดดให้แห้ง
  • เมื่อปุยฝ้ายแห้งดีแล้ว นำมารีดแยกเอาเมล็ดออก ให้เหลือเฉพาะปุยฝ้าย โดยการใช้ “ อีด”
  • นำปุยฝ้ายมาตีให้เกิดการฟูเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปปั่นให้เป็นเส้นโดยใช้ก๋งยิงฝ้าย
  • นำฝ้ายไปปั่นโดยหลาปั่นฝ้าย ก็จะได้เส้นฝ้าย
  • นำฝ้ายทอเป็นผ้า โดยใช้หุก (กี่) ซึ่งจะได้เป็นผ้าดิบ
  • นำผ้าที่ได้มาตัดเย็บเป็นเสื้อตามที่ต้องการ

ขั้นตอนการลงแป้ง

  • นำฝ้ายที่ย้อมแล้ว แช่น้ำธรรมดา 1 – 2 ชั่วโมง ให้ทั่วตัวผ้าแล้วเปลี่ยนน้ำ (แช่ 2 ครั้ง) แล้วผึ่งให้น้ำเสด็จ
  • การเตรียมแป้ง นำแป้งมันสัมปะหลังมาผสมกันกับน้ำเย็นในอัตราส่วน 480 กรัม : 1 ลิตร นำแป้งที่ผสมแล้วเทลงในน้ำเดือดครึ่งปิ๊บ แล้วใช้ไม้คนเพื่อไม่แป้งติดกัน
  • เอาแป้งที่ต้มแล้วใส่กะละมังผสมกับน้ำเย็น (ถ้าอยากให้ผ้าแข็งใช้น้ำแข็งข้น , ถ้าอยากให้ผ้าอ่อนใช้น้ำแข็งเจือจาง)
  • นำผ้าที่ผึ่งแล้วลงแช่น้ำแป้งที่เตรียมไว้ โดยต้องมีการขย้ำผ้าประมาณ 5 นาที เมื่อนำผ้าลงแป้งเสร็จแล้วก็นำผ้ามาบิด แล้วตากจากนั้นจึงนำผ้ามารีดกับเตารีดถ่าน

ขั้นตอนการทำผ้าหม้อห้อมแบบดั้งเดิม

  • ตัดเย็บผ้าทอหรือผ้าดิบให้เป็นเสื้อตามขนาดที่ต้องการ
  • น้ำผ้าดิบที่ได้ไปแช่น้ำธรรดา 1 – 2 คืน แล้วนำขึ้นมาผึ่งให้หมาด
  • เตรียมผ้าที่ผึ่งให้หมาด โดยตระกร้าตาห่าง แช่ในโอ่งที่มีน้ำห้อม พอท่วมแล้วสวมถุงมือขย้ำ (จก) ให้สีย้อมติดทั่วทั้งตัวเสื้อ
  • นำผ้าที่ย้อมแล้วไปผึ่งให้แห้ง แล้วย้อมซ้ำอีก 5 ครั้ง เพื่อให้สีห้อมติดทั่วทั้งผืนและทนทานแล้วจึงนำไปผึ่งจนแห้ง
  • หลังจากย้อมครั้งสุดท้ายแล้ว นำมาซักแห้งลงแป้งและรีดให้เรียบร้อย
  • นำผ้าหม้อห้อมสำเร็จรูปที่ได้มาแขวนไว้ เพื่อรอการเก็บบรรจุภัณณ์