กลับหน้าแรก มสธ.
Regional Distance Education Center-Udonthani

| หน้าแรก | ความเป็นมา | การแบ่งส่วนราชการ | ข้อมูลบุคลากร | วิชาการสู่สังคม | บริการต่างๆของศูนย์ | ข่าวและสาระน่ารู้ | รายการวิทยุ | ภาพกิจกรรม | กระดานสนทนา | 


 :--วิชาการสู่สังคม--:

 เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์

เดือนมีนาคม - เมษายน

เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน

 เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม

เดือนกันยายน - ตุลาคม

เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม

 :--****************************--:


การจูงใจ
(Motivation)

 

เทพ สงวนกิตติพันธุ์นักวิชาการศึกษา
ศูนย์วิทยพัฒนา มสธ.
อุดรธานี

1. ความหมายของการจูงใจ 2. การจูงเพื่อการนำไปใช้

3. การเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของ การจูงใจแบบอิงเกณฑ์และแบบไม่อิงเกณฑ์

 

1. ความหมายของการจูงใจ

                การจูงใจ คือ การกระตุ้นหรือเร้าให้อินทรีย์ได้เพิ่มพูนความสามารถ ความพยายาม หรือพลังที่ซ้อนเร้นอยู่ภายในให้เกิดการกระทำ หรือทุ่มเท ในงานที่ทำเพื่อให้บรรลุความปรารถนา การแก้ปัญหาหรือเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย อันจะทำมาซึ่งความพึงพอใจ
กระบวนการจูงใจ (The Process of Motivation)

Need

Drives

Incentives

ความต้องการ

 

แรงขับ

 

สิ่งเร้าที่ต้องการ

(หิวน้ำ)

 

(เดินไปหา)

 

(น้ำ)

ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการจูงใจ

            1.   ทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นของมาสโลว์ (Maslow's Need Hierarchy Theory)

                  1.1   ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiological Need)

                  1.2   ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (Safety & Security Need)

                  1.3   ความต้องการการยอมรับ (Belongingness and Love Need)

                  1.4   ความต้องการการนับถือตน (Esteem Need)

                  1.5   ความต้องการบรรลุความเป็นจริงแห่งตน (Self-Actualization Need)

            2.   ทฤษฎีความต้องการของแมคเคลนแลนด์ (McClelland's Learned Needs Theory)

                  2.1   ความต้องการการยอมรับเข้ากลุ่มเข้าสังคม (Need for Affiliation)

                  2.2   ความต้องการการมีอำนาจ (Need for Power)

                  2.3   ความต้องการการประสบความสำเร็จ (Need for Achievement)

            3.   ทฤษฎีการเสริมแรงของสกินเนอร์ (Skinner's Reinforcement Theory)

                  3.1   การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement)

                  3.2   การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement)

                  3.3   การระงับการเสริมแรง (Extinction)

                  3.4   การลงโทษ (Punishment)

Top

 

2. การจูงเพื่อการนำไปใช้

                    การจูงใจแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

            1)   การจูงใจแบบไม่อิงเกณฑ์ (Non-criterion Based Motivation)

            2.)  การจูงใจแบบอิงเกณฑ์ (Criterion Based Motivation)

1. การจูงใจแบบไม่อิงเกณฑ์ หมายถึง การจูงใจที่ไม่ได้ตั้งเป็นกฎเกณฑ์หรือหลักการเข้าไว้ก่อน แต่เป็นการจูงใจโดยอาศัย ความรัก ความหวังดี ความปรารถนาดี ที่มีอยู่ภายใน เช่น

                  1.1   เห็นพนักงานทำงานอย่างขยันขันแข็ง หัวหน้าเดินเข้าไปพูดชม

                  1.2   กลับจากไปเที่ยวมาซื้อของมาฝาก

                  1.3   พนักงานเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล แวะไปเยี่ยม

                  1.4   ส่งการ์ดอวยพรวันเกิดหรือส่ง ส... ปีใหม่

                  1.5   ให้คำปรึกษาเมื่อเขามีเรื่องทุกข์ใจ

2. การจูงใจแบบอิงเกณฑ์ หมายถึง การจูงใจที่มีการตั้งเป็นกฎเกณฑ์ หรือ มีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ก่อน เมื่อผู้ถูกจูงใจสามารถทำได้ตามกฎเกณฑ์ หรือ หลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้นั้นก็จะได้รับรางวัล เช่น

                  2.1   ถ้าลูกสอบได้ลำดับเลขตัวเดียวจะได้รถจักรยาน 1 คัน

                  2.2   ทำงานล่วงเวลา ให้เงินพิเศษคิดเป็นชั่วโมง

                  2.3   ขายสินค้าถึงเป้า 1 แสนบาท ให้สร้อยคอทองคำหนักหนึ่งบาท 1 เส้น

                  2.4   ทำงานโดยไม่ขาด ลา มาสาย 1 เดือน ให้เงินพิเศษ 100 บาท

                  2.5   รักษาหน่วยงานได้สะอาดตลอด 6 เดือน ทุกคนทั้งหน่วยงานได้ไปเที่ยวภูเก็ต 5 วัน

              หลักการจูงใจแบบอิงเกณฑ์ประกอบด้วย

                  1)   วัตถุประสงค์ (Objectives)

                  2)   กิจกรรม (Activities)

                  3)   เกณฑ์และช่วงเวลา (Criteria and Interval)

                  4)   ตัวจูงใจ (Incentives)

                  ตัวอย่าง

                  1)   วัตถุประสงค์ เพื่อลดการขาด ลา มาสาย ของพนักงาน

                  2)   กิจกรรม การขาดลา มาสาย ของพนักงาน

                  3)   เกณฑ์และช่วงเวลา ถ้าพนักงานคนใดไม่ขาดลา มาสาย เป็นเวลา 3 เดือน

                  4)   ตัวจูงใจ ให้เงินพิเศษ คนละ 500 บาท

              เกณฑ์ที่ดีในการจูงใจ

                  1.   เกณฑ์ที่ตั้งนั้นต้องบรรลุได้

                  2.   เกณฑ์ที่ตั้งนั้นต้องปฏิบัติได้

                  3.   เกณฑ์ที่ตั้งนั้นต้องประเมินได้

                  4.   เกณฑ์ที่ตั้งนั้นต้องก่อประโยชน์

                  5.   เกณฑ์ที่ตั้งนั้นต้องท้าทาย

                  6.   เกณฑ์ที่ตั้งนั้นต้องมีความยุติธรรม

              ตัวจูงใจที่ดี

                  1.   เป็นที่ต้องการของผู้ถูกจูงใจ และผู้จูงใจ สามารถตอบสนองได้

                  2.   ควรมีค่าแตกต่างกันตามความยากง่ายของเกณฑ์

                  3.   ถ้าตัวจูงใจมีค่าน้อยต้องเพิ่มความมีเกียรติเข้าไปด้วย

                  4.   ไม่ควรให้ตัวจูงใจที่มีค่ามาก ๆ หรือสูงสุดในการจูงใจครั้งแรก ๆ ทันที

Top


3.  
การเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย

ของ การจูงใจแบบอิงเกณฑ์และแบบไม่อิงเกณฑ์

 

แบบไม่อิงเกณฑ์

แบบอิงเกณฑ์

ข้อดี

1. ตัวจูงใจไม่จำเป็นต้องมากหรือแพงก็ได้  เพราะไม่ได้ตั้งกฎเกณฑ์ไว้

2. การจูงใจ  สามารถปฏิบัติได้ทุกสถานที่และทำได้บ่อยครั้ง

3. ผู้ได้รับการจูงใจจะรู้สึกประทับใจและมีความรู้สึกที่ดีต่อผู้ให้

4. แสดงถึงความรู้สึกจริงใจของผู้ให้

1. พฤติกรรมที่ต้องการจะเกิดขึ้นได้มากถ้า ตัวจูงใจเป็นที่ต้องการ

2. ถ้าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ไม่ยากและง่ายจนเกินไปจะก่อให้เกิดความท้าทาย

3. สามารถจูงใจให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการได้อย่างเจาะจง

4. สามารถกำหนดให้เกิดพฤติกรรมเป้าหมาย  ตามช่วงเวลาที่ต้องการได้

ข้อเสีย

1. อาจก่อให้เกิดความอิจฉาริษยา หรืออาจเกิดการเปรียบเทียบระหว่างกันของผู้ที่ได้รับตัวจูงใจได้

 

2. ทำให้เกิดความคาดหวังการได้รับตัวจูงใจในครั้งต่อไป

 

3. ไม่สามารถจูงใจให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการได้อย่างเจาะจง

1. ผู้ได้รับการจูงใจอาจติดรางวัล  หากไม่ได้รับการจูงใจอีก  พฤติกรรมเป้าหมายอาจไม่เกิดขึ้น

2. ผู้ที่ไม่สามารถทำตามเกณฑ์ได้ อาจเกิดความผิดหวังท้องแท้ใจได้

3. อาจก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัว  ชิงดีชิงเด่นกันได้

จุดเน้น

ลักษณะการจูงใจภายใน

ลักษณะการจูงใจภายนอก

Top

 

พบกันใหม่เดือนหน้าครับ
สวัสดี