กลับหน้าแรก มสธ.
Regional Distance Education Center-Udonthani

| หน้าแรก | ความเป็นมา | การแบ่งส่วนราชการ | ข้อมูลบุคลากร | วิชาการสู่สังคม | บริการต่างๆของศูนย์ | ข่าวและสาระน่ารู้ | รายการวิทยุ | ภาพกิจกรรม | กระดานสนทนา | 


 :--วิชาการสู่สังคม--:

 เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์

เดือนมีนาคม - เมษายน

เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน

 เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม

เดือนกันยายน - ตุลาคม

เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม

 :--****************************--:


บริหารงานคือบริหารคน

 

เทพ สงวนกิตติพันธุ์นักวิชาการศึกษา
ศูนย์วิทยพัฒนา มสธ.
อุดรธานี

        หากจะกล่าวว่า “การบริหารงานคือการบริหารคนให้ทำงาน”  ท่านผู้บริหารก็คงจะเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้  ดังนั้นในการบริหารงานผู้บริหารจึงต้องเข้าใจคนและบริหารคนให้ได้เสียก่อน งานต่าง ๆ จึงจะดำเนินไปได้ด้วยดี    ในการเข้าใจคนนั้นคงต้องอาศัยเวลาและความใกล้ชิดซึ่งผู้บริหารคงจะไม่มีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการดังกล่าวได้  ดังนั้นเพื่อให้การเข้าใจคนและบริหารคนง่ายขึ้น  อาจทำได้โดยการวิเคราะห์คนออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามความพร้อมและความตั้งใจในการทำงาน  ดังนี้

 

 

 

ความพร้อม

 

     ทำงานได้

ทำงานไม่ได้

 

 อยากทำงาน

 

ความตั้งใจ

     กลุ่มที่ 1

    มอบงาน

    ให้รางวัล

     กลุ่มที่ 2

     สอนงาน

     ให้รางวัล

 

 

ไม่อยากทำงาน

     กลุ่มที่ 3

     มอบงาน

     ตั้งเกณฑ์

      กลุ่มที่ 4

     สอนงาน

      ตั้งเกณฑ์

 

คนกลุ่มที่ 1 ทำงานได้และอยากทำงาน คนกลุ่มที่ 2 ทำงานไม่ได้แต่อยากทำงาน
คนกลุ่มที่ 3 ทำงานได้แต่ไม่อยากทำงาน คนกลุ่มที่ 4 ทำงานไม่ได้และไม่อยากทำงาน

 

คนกลุ่มที่ 1 ทำงานได้และอยากทำงาน

                คนในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ผู้บริหารต้องการมากที่สุดแต่ก็มีอยู่น้อยในแต่ละองค์การ หากองค์การใดมีคนกลุ่มนี้มากก็จะพัฒนาองค์การไปได้อย่างรวดเร็ว การบริหารคนกลุ่มนี้ทำได้ง่ายคือ เพียงแต่มอบงานเท่านั้นคนเหล่านี้ก็พร้อม(ทำงานได้) และมีความตั้งใจ(อยากทำงาน) อยู่แล้ว งานจะเดินไปได้ด้วยดีผู้บริหารเพียงแต่คอยให้รางวัลหรือเสริมแรงเท่านั้น ซึ่งหมายถึงการให้คำชม ให้การยอมรับ ไปจนถึงการให้สิ่งของหรือเงินทอง เป็นต้น ประสิทธิผลของงานก็จะออกมาดี

Top

 

คนกลุ่มที่ 2 ทำงานไม่ได้แต่อยากทำงาน

               คนกลุ่มนี้พอมีอยู่บ้างในองค์การ และเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่บริหารได้ไม่ยากเช่นกัน เพราะคนกลุ่มนี้มีความตั้งใจ(อยากทำงาน)อยู่แล้วแต่ยังขาดความพร้อม(ทำงานไม่ได้) ซึ่งผู้บริหารควรให้การสอนงานหรือการฝึกอบรมให้คนกลุ่มนี้ได้มีความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนมีทักษะในงานที่จะปฏิบัติก็จะทำให้งานเดินไปได้และหากงานเดินไปได้ด้วยดีแล้ว ผู้บริหารก็ควรจะให้รางวัลหรือเสริมแรงเหมือนคนในกลุ่มที่ 1 เช่นกัน ประสิทธิผลของงานก็จะออกมาดีได้

Top

 

คนกลุ่มที่ 3 ทำงานได้แต่ไม่อยากทำงาน

               คนกลุ่มนี้ดูเหมือนว่าจะมีอยู่ค่อนข้างมากในองค์การทั่วไป ส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกที่แก่วัดคืออยู่ในองค์การมานานพอควร รู้ทางหนีทีไล่ดี การบริหารคนกลุ่มนี้จะยากสักหน่อย ผู้บริหารต้องเล่นทั้งบทดุและปลอบเหมือนการเลี้ยงเด็ก ทั้งนี้เพราะคนกลุ่มนี้เขามีความพร้อม(ทำงานได้) แต่ขาดความตั้งใจ(ไม่อยากทำงาน) ดังนั้นเมื่อผู้บริหารมอบงานไปแล้วควรจะตั้งเกณฑ์ของผลงานขั้นต่ำที่เขาควรทำได้ หากใครทำไม่ได้ก็ต้องมีบทลงโทษตามความเหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องมีการตั้งเกณฑ์สูงขึ้นมาจากเกณฑ์ขั้นต่ำอีกด้วยอันเป็นการท้าทายให้คนกลุ่มนี้อยากทำให้ดียิ่งขึ้น โดยกำหนดรางวัลให้หากใครสามารถทำได้ถึงเกณฑ์สูงที่ตั้งไว้ก็จะได้รับรางวัล ทั้งนี้รางวัลที่ให้ควรเป็นสิ่งที่เขาต้องการและท่านสามารถให้เขาได้ เชื่อแน่ว่างานก็จะเดินไปได้ด้วยดี แต่ต้องระวังเรื่องคนจะติดรางวัล พอไม่มีให้คนเหล่านี้ก็จะกลับไปสู่สภาพเดิมหรือทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเพื่อไม่ให้ถูกลงโทษเท่านั้น

Top

 

คนกลุ่มที่ 4 ทำงานไม่ได้และไม่อยากทำงาน

               คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่มีใครอยากได้ไว้ ทั้งนี้เพราะไม่พร้อม(ทำงานไม่ได้) และยังขาดความตั้งใจ(ไม่อยากทำงาน)อีกด้วย ซี่งก็มีไม่มากนักในองค์การ ทั้งนี้เพราะผู้บริหารคงไม่ปล่อยเอาไว้กินเงินเดือนเปล่า ๆ อย่างแน่นอน แต่ถ้าหากมีคนเหล่านี้อยู่ในองค์การก็ไม่ต้องเป็นกังวล การบริหารคนกลุ่มนี้ควรจะเริ่มด้วยการสอนงานหรือฝึกอบรมให้เขามีความรู้ความ ความเข้าใจ และมีทักษะในงานที่ปฏิบัติเสียก่อน จากนั้นจึงมอบงานและตั้งเกณฑ์เหมือนกับคนในกลุ่มที่ 3 โดยเริ่มจากการตั้งเกณฑ์ขั้นต่ำให้เขาปฏิบัติให้ได้เสียก่อน เมื่อปฏิบัติได้แล้วจึงตั้งเกณฑ์สูงขึ้นไปเพื่อให้คนกลุ่มนี้มีความพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นโดยมีรางวัลเป็นตัวจูงใจ คนกลุ่มนี้ก็จะพัฒนาตนเองไปเป็นคนในกลุ่มที่ 3 ได้
               เรื่องของคนไม่ใช่มีเพียงเท่านี้ ผู้บริหารคงต้องหาประสบการณ์เกี่ยวกับคนให้มากยิ่งขึ้นทั้งจากตำราและประสบการณ์ตรงจากการทำงาน ท่านก็จะบริหารคนได้ไม่ยากสิ่งที่ผู้บริหารพึงตระหนักอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่มีสูตรสำเร็จใด ๆ ที่จะใช้บริหารคนทุกคนได้เหมือนกัน เนื่องจากคนนั้นแตกต่างกันในหลายเรื่อง เช่น เพศ วัย ความรู้ ประสบการณ์ และพื้นฐานทางครอบครัว ฯลฯ ดังนั้นหลักการวิเคราะห์คนที่ได้ให้ไว้ข้างต้นจึงเป็นเพียงหลักกว้าง ๆ ที่พอจะนำไปใช้ได้บ้างในการบริหารคนเท่านั้นหากจะลงลึกในแต่ละคนแล้วผู้บริหารคงต้องศึกษาและใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมากกว่านี้อีก เรื่องของคนนี้ในคำสอนของพระพุทธองค์ท่านได้ทรงแบ่งคนออกเป็น 4 จำพวก โดยเปรียบเทียบได้กับดอกบัว 4 เหล่า คือ 1) บัวพ้นน้ำ 2) บัวปริ่มน้ำ 3) บัวใต้น้ำ 4) บัวใต้โคลนตม ซึ่งแสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระพุทธองค์ที่ทรงรู้แจ้งในเรื่องของคนมาก่อนแล้วตั้ง 2500 กว่าปีมาแล้ว แต่น่าเสียดายที่คนรุ่นหลัง ๆ ได้มองข้ามไป ทั้งนี้หากนำเรื่องของดอกบัว 4 เหล่ามากล่าวด้วยแล้ว บัวพ้นน้ำ ก็คือ คนกลุ่มที่ 1 บัวปริ่มน้ำ ก็คือ คนกลุ่มที่ 2 บัวใต้น้ำ ก็คือ คนกลุ่มที่ 3 และบัวใต้โคลนตม ก็คือ คนกลุ่มที่ 4 นั่นเอง
               ดังนั้นในการบริหารคน หากผู้บริหารใช้การวิเคราะห์คนในองค์การตามหลักการดังกล่าวแล้วข้างต้นแล้ว ก็จะทำให้การบริหารคนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และขอให้นึกถึงภาพของดอกบัว 4 เหล่าซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ ก็จะทำให้เข้าใจในเรื่องของคนได้ดียิ่งขึ้น แต่มีผู้บริหารบางท่านมาบ่นให้ผู้เขียนฟังว่า มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่บริหารยากมาก นอกเหนือจากที่กล่าวไปแล้ว คือ กลุ่มบัวแล้งน้ำ ผู้เขียนสงสัยเลยซักถามต่อไปได้ความว่า บัวแล้งน้ำของเขา ไม่ใช่ละครในทีวี แต่หมายถึง กลุ่มคนที่เห็นแก่ตัว กลุ่มนี้บริหารยากจริง ๆ (จริงของเขา)

Top

สรุป
       
ดังนั้นในการบริหารคน หากผู้บริหารใช้การวิเคราะห์คนในองค์การตามหลักการดังกล่าวแล้วข้างต้นแล้ว ก็จะ ทำให้การบริหารคนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และขอให้นึกถึงภาพของดอกบัว 4 เหล่าซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ ก็จะทำ ให้เข้าใจในเรื่องของคนได้ดียิ่งขึ้น แต่มีผู้บริหารบางท่านมาบ่นให้ผู้เขียนฟังว่า มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่บริหารยากมาก นอก เหนือจากที่กล่าวไปแล้ว คือ กลุ่มบัวแล้งน้ำ ผู้เขียนสงสัยเลยซักถามต่อไปได้ความว่า บัวแล้งน้ำของเขา ไม่ใช่ละครในทีวี แต่หมายถึง กลุ่มคนที่เห็นแก่ตัว กลุ่มนี้บริหารยากจริง ๆ (จริงของเขา)

 

พบกันใหม่เดือนหน้าครับ
สวัสดี


  Top