![]() |
||
| จุลสารสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ฉบับที่ 1 ปี 2553 | ||
น้ำดื่มในสถานประกอบการ/โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปราโมช เชี่ยวชาญ ความเดิมจากตอนที่ 1 ได้กล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาน้ำดื่มในสถานประกอบการ/ โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งโดยสรุปมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 2 กระทรวง คือ กระทรวงแรงงานและกระทรวงอุตสาหกรรม (รายละเอียดดูได้ในจุลสารฉบับที่ 1 ปี 2552) จากตอนที่ 2 ถึงตอนที่ 4 ได้กล่าวถึงมาตรฐานน้ำสะอาดและคุณภาพน้ำทางกายภาพ ทางเคมี และทางชีวภาพ หรือสรุปได้ว่า เป็นการกล่าวถึงในด้านคุณภาพน้ำที่ต้องจัดหาให้คนงานหรือลูกจ้างสำหรับดื่ม (รายละเอียดดูได้ในจุลสารฉบับที่ 2 - 4 ปี2552) ในตอนนี้จะได้กล่าวถึงประเด็นในด้านปริมาณน้ำดื่มที่ต้องจัดหาให้กับพนักงาน โดยจากกฎหมายของกระทรวงแรงงานกำหนดว่า “ในสถานที่ทำงานของลูกจ้าง ให้นายจ้างจัดให้มีน้ำสะอาดสำหรับดื่มไม่น้อยกว่าหนึ่งที่ สำหรับลูกจ้างไม่เกินสี่สิบคน และเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนหนึ่งที่ สำหรับลูกจ้างทุกๆ สี่สิบคน เศษของสี่สิบคน ถ้าเกินยี่สิบคนให้ถือเป็นสี่สิบคน” และจากกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดว่า “ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ต้องจัดให้มีน้ำสะอาดสำหรับดื่มตามมาตรฐานน้ำบริโภคอย่างพอเพียงไว้เป็นที่ต่างหากอย่างน้อยในอัตราคนงานไม่เกิน 40 คน 1 ที่ คนงานไม่เกิน 80 คน 2 ที่ และเพิ่มขึ้นต่อจากนี้อัตราส่วน 1 ที่ ต่อจำนวนคนงานไม่เกิน 50 คน และต้องจัดหาและรักษาอุปกรณ์การดื่มและภาชนะที่บรรจุน้ำดื่มให้พอเพียง และอยู่ในสภาพที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ” จะเห็นได้ว่า จากกฎหมายทั้งสองฉบับข้างต้น ได้กล่าวถึงประเด็นเกี่ยวกับปริมาณน้ำดื่มไว้ค่อนข้างสอดคล้องกัน กล่าวคือ กำหนดในลักษณะจำนวนที่ของจุดให้บริการน้ำดื่มต่อจำนวนคนงานหรือลูกจ้างในสถานประกอบการ หรือโรงงานอุตสาหกรรม โดยกฎหมายจะกำหนดเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ (สังเกตคำว่า “อย่างน้อย” ในตัวกฎหมาย) หรือกล่าวได้ว่า ในด้านปริมาณน้ำดื่มในแง่ของกฎหมายแล้ว ให้นำจำนวนคนงานหรือลูกจ้างที่มีอยู่เป็นตัวกำหนดจำนวนหรือจุดที่ให้บริการน้ำดื่มแก่ลูกจ้างให้เพียงพอตามกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น สถานประกอบการมีลูกจ้าง 70 คน ต้องจัดหาจำนวนจุดให้บริการน้ำดื่มอย่างน้อย 2 ที่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่รายละเอียดลึกลงไปจะพบประเด็นที่ควรทำความเข้าใจเพิ่มเติม ดังนี้ 1) ประเด็นเกี่ยวกับจำนวนคนงานในสถานประกอบการ ซึ่งเป็นตัวกำหนดจำนวนจุดให้บริการน้ำดื่มนั้น ควรคิดจากจำนวนคนงานทั้งหมดในสถานประกอบการ หรือคิดจากจำนวนคนงานในแต่ละกะที่ปฏิบัติงานพร้อมกันในเวลาเดียวกัน (โดยเฉพาะกับโรงงานหรือสถานประกอบการที่มีคนงานจำนวนมาก และปฏิบัติงานตลอดทั้งวัน โดยแบ่งคนงานให้เข้างานเป็นระบบกะ) ในกรณีที่คิดคำนวณจากจำนวนคนงานทั้งหมด คำตอบที่ได้แน่นอนว่า จำนวนจุดให้บริการน้ำดื่มในสถานประกอบการนั้นๆ จะมีจำนวนมากกว่าการคิดโดยแบ่งจำนวนคนงานตามการปฏิบัติงานจริง หรือตามจำนวนคนงานที่ปฏิบัติงานพร้อมกันในเวลาเดียวกัน สำหรับในความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแล้ว ถึงแม้กฎหมายจะไม่ได้กล่าวถึงว่า จำนวนคนงานให้คิดจากส่วนใด แต่เข้าใจว่า ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือ ต้องการให้สถานประกอบการจัดหาน้ำดื่มสำหรับคนงานให้ได้รับน้ำดื่มในปริมาณที่เพียงพอเสมอในขณะที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถานประกอบการนั้นๆ ดังนั้น จึงควรคิดคำนวณจากจำนวนคนงานตามการปฏิบัติงานจริง หรือตามจำนวนคนงานที่ปฏิบัติงานพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ก็ย่อมน่าจะพอเพียงแล้วตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดหรือระบุเกี่ยวกับความสะดวกสบายหรือการเข้าถึงน้ำดื่มของผู้ปฏิบัติงาน ดังนั้น สถานประกอบการที่มีอาคารหลายอาคาร หรือมีจำนวนชั้นของอาคารมากๆหรือเป็นอาคารที่พื้นที่หรือบริเวณกว้างมาก และมีคนงานกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ในการพิจารณาจำนวนจุดให้บริการน้ำดื่ม นอกจากพิจารณาจากจำนวนคนงานที่ปฏิบัติงานพร้อมกันในเวลาเดียวกันแล้วดังกล่าวข้างต้น ควรคำนึงถึงการเข้าถึงจุดบริการน้ำดื่มหรือความสะดวกสบายในการใช้บริการของคนงานร่วมด้วย ยกตัวอย่างเช่น สถานประกอบการ/ โรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งมีคนงานรวม 40 คน ถ้าคิดตามกฎหมายข้างต้น พบว่า จำนวนจุดให้บริการน้ำดื่ม 1 ที่ ก็เพียงพอตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ พบว่า สถานประกอบการดังกล่าวมี 2 แผนก และอยู่กันคนละอาคาร และตั้งอยู่ห่างกัน ดังนั้น เพื่อความสะดวกสบายของคนงานในการได้รับบริการน้ำดื่ม จึงควรจัดจุดบริการน้ำดื่ม 2 ที่ เป็นต้น หรือโดยสรุป คือ ในการพิจารณาจำนวนจุดบริการน้ำดื่ม นอกจากพิจารณาจากจำนวนคนงานที่ปฏิบัติงานพร้อมกันในเวลาเดียวกันแล้ว รายละเอียดเกี่ยวกับการกระจายตัวของคนงานที่ปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่ในสถานประกอบการ ควรนำมาร่วมพิจารณาให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้คนงานได้รับบริการน้ำดื่มอย่างทั่วถึง 2) ประเด็นที่น่าพิจารณาต่อมา คือ กฎหมายดังกล่าวข้างต้น ระบุในเรื่องปริมาณน้ำดื่มโดยกำหนดเป็นจำนวนจุดให้บริการน้ำดื่มต่อจำนวนคนงาน โดยมิได้กำหนดเป็นปริมาณตัวเลขของน้ำดื่มที่ต้องจัดหาให้คนงาน ซึ่งเข้าใจว่า ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว จำนวนจุดให้บริการน้ำดื่มดังกล่าว ต้องมีปริมาณน้ำดื่มที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกจ้างตลอดเวลาที่ต้องการในขณะปฏิบัติงานอยู่ในสถานประกอบการ ดังนั้น ทางสถานประกอบการนอกจากจำเป็นต้องจัดหาจำนวนจุดให้บริการน้ำดื่มให้เป็นไปตามกฎหมายแล้ว ในแต่ละจุดให้บริการน้ำดื่มยังต้องมีปริมาณน้ำดื่มให้พอเพียงกับความต้องการของลูกจ้าง จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเช่นเดียวกัน (การมีจุดบริการน้ำดื่มตามกฎหมาย แต่ไม่มีปริมาณน้ำดื่มที่เพียงพอกับความต้องการของลูกจ้างหรือกล่าวง่ายๆ คือ ถ้ามีแต่จุดให้บริการน้ำดื่ม แต่ไม่มีน้ำดื่ม ก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใดกับลูกจ้าง) ในทางปฏิบัติ ผู้ที่ทำหน้าที่ในการจัดหาน้ำดื่มในสถานประกอบการ จำเป็นต้อง สามารถคาดการณ์ปริมาณน้ำดื่มที่ต้องจัดหาในสถานประกอบการแต่ละวันได้ด้วย - โปรดอดใจรอ – -------------------------------------------- |
||