มุมสบายๆ โดย รศ.ดร.พรทิพย์ เกยุรานนท์
       

จอ ปอ


โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปราโมช เชี่ยวชาญ

          ในปัจจุบันถึงแม้งานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ในภาพสังคมโดยรวมหรือในวงกว้างแล้วอาชีพหรืองานทางด้านนี้ยังคงต้องใช้ความพยายาม ประชาสัมพันธ์ให้สังคมโดยรวมได้เข้าใจถึงวิชาชีพด้านนี้ต่อไป (บ่อยครั้งที่พบว่า ผู้คนหรือสื่อสารมวลชนบางท่านเรียกคำว่า “อาชีวอนามัย” เป็นชีวอนามัย หรือ บางท่านเขียนว่าอาชีวะอนามัยก็มี)

งานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (occupational health and safety)

          เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการการดูแลสุขภาพอนามัยของผู้ประกอบอาชีพ ให้มีสภาวะที่สมบูรณ์ดีทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ด้วยดี  รวมทั้งดูแลให้ผู้ประกอบอาชีพมีความปลอดภัยปราศจากภัย อันตราย ความเสี่ยงต่างๆ อันจะนำไปสู่การได้รับการบาดเจ็บ การสูญเสีย

          ดังนั้น งานอาชีวอนามัย และความปลอดภัยจึงเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่าง งาน (work) กับ สุขภาพอนามัย (health) ของผู้ประกอบอาชีพ

          โดยคำว่า “งาน” ในที่นี้ หมายถึง การกระทำ และสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในการทำงาน หรือสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวผู้ประกอบอาชีพในขณะปฎิบัติงาน เช่น เครื่องจักรกล เครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ ความร้อน ความเย็น  ความสั่นสะเทือน แสงสว่าง เสียงดัง  รังสี  สารเคมี เชื้อโรค รวมถึงลักษณะการทำงาน การทำงานผิดวิธี การทำงานเป็นกะ การทำงานซ้ำซาก  เป็นต้น

          ทั้งนี้การกระทำและสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ยกตัวอย่างข้างต้น จำเป็นต้องจัดให้ได้มาตรฐานหรือมีความเหมาะสม เพื่อมิให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของผู้ประกอบอาชีพ ทั้งในด้านการเกิดความเจ็บป่วย (illness) หรือเกิดโรคจากการทำงาน หรือที่เรียกว่า “โรคจากการประกอบอาชีพ (occupational  diseases)” และโรคที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน (work related diseases)  รวมทั้งในด้านการได้รับการบาดเจ็บ (injury) พิการหรือตายจากอุบัติเหตุในการประกอบอาชีพ (occupational accidents)

          งานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย จึงเป็นงานเชิงป้องกันและมุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเป็นสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบอาชีพคนหนึ่ง เมื่อเกิดการเจ็บป่วยหรือได้รับการบาดเจ็บจากการทำงาน ผู้ประกอบอาชีพดังกล่าวก็อาจจะได้รับการวินิจฉัยและรักษาทางด้านการแพทย์ให้หายเป็นปกติได้ แต่เมื่อกลับเข้าไปทำงานไปอยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ได้มาตรฐานเหมือนเดิม ในที่สุดผู้ประกอบอาชีพนั้นก็จะได้รับอันตรายเช่นเดิม คือ เกิดการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยอีกไม่สิ้นสุด จะเห็นได้ว่า การรักษาพยาบาลผู้ประกอบอาชีพที่ได้รับอันตรายนั้น ถึงจะมีความสำคัญ แต่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ตราบใดที่สาเหตุคือสภาพสิ่งแวดล้อมการทำงาน ยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือปรับปรุงให้เหมาะสมหรือได้ตามมาตรฐานแล้ว ปัญหาก็ยังไม่หมดสิ้นไป ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหานี้จึงจำเป็นต้องมุ่งเน้นการป้องกัน ควบคุมที่การกระทำและสภาพสิ่งแวดล้อมในการทำงานเป็นหลัก

จป.เกี่ยวอะไรกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ?

          ที่กล่าวถึงงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยข้างต้น เพื่อให้เห็นภาพรวมและความสำคัญของงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ ทำให้ภาครัฐ โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกระทรวงแรงงานออกกฎหมายกำหนดให้มีบุคลากรที่ทำงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานที่ทำงานต่างๆ ขึ้น

          กฎหมายของกระทรวงแรงงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในปัจจุบัน (มี.ค. 2555) คือ
กฏกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2549 (มีข้อสังเกตว่า กฎกระทรวงฉบับนี้ยังเป็นกฎหมายซึ่งออกโดยอาศัยกฏหมายแม่ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในอดีต คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 ในปัจจุบันกฎหมายแม่ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คือ พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม พ.ศ.2554 อย่างไรก็ตาม กฎกระทรวงฉบับนี้ยังคงมีผลบังคับโดยอนุโลมตามบทเฉพาะกาลของพรบ. ใหม่)

          กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานอยู่หลายประเด็น แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะบุคลากรที่ทำงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานที่ทำงานต่าง ๆ (ตามกฏกระทรวงฯ เรียกหน่วยงานหรือสถานที่ทำงานต่าง ๆ ว่า “สถานประกอบกิจการ”  ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า มีความหมายกว้างกว่าคำว่า “โรงงาน” ตามพรบ. โรงงาน พ.ศ. 2535 และโดยทั่วไปโรงงานต่างๆ ก็เข้าข่ายเป็นสถานประกอบกิจการอยู่แล้ว)

       บุคลากรด้านอาชีวอนามัยฯ ที่กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบกิจการต้องจัดให้มีคือ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (safety officer)  หรือที่หลายคนเรียกกันสั้น ๆ ติดปากว่า “จป.” (อย่าเผลอเรียกเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็แล้วกัน เดี๋ยวจะกลายเป็น รปภ. ไป)

         โดยสรุป จป.ย่อมาจากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน เป็นบุคลากรทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ที่กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบกิจการต้องจัดให้มีและปฏิบัติงานอยู่ในสถานประกอบกิจการ

จป.มีกี่ระดับอะไรบ้าง?

ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ พ.ศ.2549 ที่อ้างถึงข้างต้น มีการกำหนดเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานไว้ 5 ระดับ คือ
1) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร
2) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน
3) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค
4) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง
5) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ

 (เพิ่มเติมเกร็ดความหลังประวัติของ จป.เพื่อเป็นความรู้ ดังนี้ ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ จป. ฉบับแรก คือ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง พ.ศ. 2528   โดยกำหนดให้โรงงานที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) อย่างน้อย 1 คน ซึ่งตามประกาศฉบับนี้ ยังไม่มีการแบ่งระดับของ จป.ต่อมาปี พ.ศ. 2540 มีการออกประกาศ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานสำหรับลูกจ้าง พ.ศ. 2540 ยกเลิกประกาศฉบับปี 2528 และได้มีการปรับปรุงด้านการบริหารจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยแบ่ง จป.ออกเป็น 4 ระดับ คือ 1) จป.ระดับพื้นฐาน สำหรับสถานประกอบกิจการที่เข้าข่ายบังคับและมีลูกจ้างไม่ถึง 50 คน 2) จป.ระดับหัวหน้างาน สำหรับทุกสถานประกอบกิจการที่เข้าข่ายบังคับ 3) จป.ระดับบริหาร สำหรับทุกสถานประกอบกิจการที่เข้าข่ายบังคับ 4) จป.ระดับวิชาชีพ สำหรับสถานประกอบกิจการที่เข้าข่ายบังคับและมีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกฏหมายทั้งสองฉบับนี้ได้ถูกบกเลิกโดยกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ พ.ศ. 2549 แล้ว)

สถานประกอบกิจการใดบ้างที่ต้องมี จป.และมีจป.ระดับใดบ้าง?

          ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ พ.ศ. 2549 มีการกำหนดสถานประกอบกิจการที่เข้าข่ายบังคับต้องมี จป. ดังนี้
1) การทำเหมืองแร่ เหมืองหิน กิจการปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมี
2) การทำ ผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม ซ่อมบำรุง เก็บรักษา ปรับปรุง ตกแต่ง เสริมแต่งดัดแปลง แปรสภาพ ทำให้เสีย หรือทำลายซึ่งวัตถุหรือทรัพย์สิน รวมทั้งการต่อเรือ การให้กำเนิดแปลง และจ่ายไฟฟ้าหรือพลังงานอย่างอื่น
3) การก่อสร้าง ต่อเติม ติดตั้ง ซ่อม ซ่อมบำรุง ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคาร สนามบิน ทางรถไฟ ทางรถราง ทางรถใต้ดิน ท่าเรือ อู่เรือ สะพานเทียบเรือ ทางน้ำ ถนน เขื่อน อุโมงค์ สะพาน ท่อระบาย ท่อน้ำ โทรเลข โทรศัพท์ ไฟฟ้า ก๊าซหรือประปา หรือสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ รวมทั้งการเตรียมหรือวางรากฐานของการก่อสร้าง
4) การขนส่งคนโดยสารหรือสินค้าโดยทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และรวมทั้งการบรรทุกขนถ่ายสินค้า
5) สถานีบริการหรือจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงหรือก๊าซ
6) โรงแรม
7) ห้างสรรพสินค้า
8) สถานพยาบาล
9) สถาบันทางการเงิน
10) สถานตรวจทดสอบทางกายภาพ
11) สถานบริการบันเทิง นันทนาการ หรือการกีฬา
12) สถานปฏิบัติการทางเคมีหรือชีวภาพ
13) สำนักงานที่ปฏิบัติงานสนับสนุนสถานประกอบกิจการตาม ข้อ 1) ถึง 12)
14) กิจการอื่นตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด

          นอกจากการบังคับใข้ตามประเภทหรือชนิดของการประกอบกิจการข้างต้นแล้ว กฎหมายยังกำหนดเกี่ยวกับจำนวนลูกจ้างของแต่ละสถานประกอบกิจการ เป็นเกณฑ์ในการกำหนดให้มี จป.ระดับต่างๆ สรุปได้ ดังนี้
ในสถานประกอบกิจการตามข้อ  1) ถึง 5) ข้างต้นที่มีลูกจ้างตั้งแต่สองคนขึ้นไป และสถานประกอบกิจการตามข้อ 6) ถึง 14) ข้างต้นที่มีลูกจ้างตั้งแต่ยี่สิบคนขึ้นไป ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานของสถานประกอบกิจการ และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการ
ในสถานประกอบกิจการตามข้อ 2) ถึง 5) ข้างต้นที่มีลูกจ้างตั้งแต่ยี่สิบคนขึ้นไปแต่ไม่ถึงห้าสิบคนต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคประจำสถานประกอบกิจการ
ในสถานประกอบกิจการตามข้อ 2) ถึง 5) ข้างต้นที่มีลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไปแต่ไม่ถึงหนื่งร้อยคนต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูงประจำสถานประกอบกิจการ
ในสถานประกอบกิจการตามข้อ 1) ข้างต้นที่มีลูกจ้างตั้งแต่สองคนขึ้นไป และสถานประกอบกิจการตามข้อ 2) ถึง 5) ข้างต้นที่มีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป ต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพประจำสถานประกอบกิจการ

          โดยสรุปสถานประกอบกิจการใด ๆ จำเป็นต้องมี จป. และเป็น จป.ระดับใด ขึ้นอยู่กับประเภทหรือชนิดของการประกอบกิจการ และจำนวนลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ นอกจากนี้ ตามกฎหมายในสถานประกอบกิจการเดียวไม่มีสถานประกอบกิจการใดที่ต้องมี จป.ครบทั้ง 5 ระดับ จะมีเพียงบางสถานประกอบกิจการ ที่มี จป.2 ระดับ คือ จป.ระดับบริหาร และ จป.ระดับหัวหน้างาน  และบางสถานประกอบกิจการที่มี จป.3 ระดับ คือ จป.ระดับบริหาร จป.ระดับหัวหน้างาน และ จป.ระดับเทคนิค  หรือ จป.ระดับบริหาร จป.ระดับหัวหน้างาน และ จป.ระดับเทคนิคขั้นสูง  หรือ จป.ระดับบริหาร จป.ระดับหัวหน้างาน และ จป.ระดับวิชาชีพ

ที่มาและคุณสมบัติของผู้ที่สามารถเป็น จป.ระดับต่าง ๆ?

          ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ พ.ศ. 2549  กำหนดที่มาและคุณสมบัติของ จป.ระดับต่างๆ ดังนี้
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน มาจากการที่นายจ้างแต่งตั้งลูกจ้างระดับหัวหน้างานและมีคุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1) ผ่านการฝึกอบรมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด
2) เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540

          เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร มาจากการที่นายจ้างแต่งตั้งลูกจ้างระดับบริหารทุกคนและมีคุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1) ผ่านการฝึกอบรมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด
2) เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ 31มีนาคม พ.ศ. 2540
และในกรณีที่ไม่มีลูกจ้างระดับบริหาร ให้นายจ้างเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร

          เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคมาจากการที่นายจ้างแต่งตั้งลูกจ้างคนหนึ่งและมีคุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่า
2) เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน และผ่านการฝึกอบรมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด
3) เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับพื้นฐานตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ 31มีนาคม พ.ศ. 2540

          เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูงมาจากการที่นายจ้างแต่งตั้งลูกจ้างคนหนึ่งและมีคุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่า
2) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูง อนุปริญญา หรือเทียบเท่า และผ่านการอบรมและทดสอบตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด
3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่า และได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคหรือระดับพื้นฐานมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี และผ่านการอบรมและทดสอบตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด

          เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพมาจากการที่นายจ้างแต่งตั้งลูกจ้างอย่างน้อยหนึ่งคนและมีคุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่า
2) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี และได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูงมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี และผ่านการอบรมและทดสอบตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนดจากหน่วยงานที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับรอง
3) เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 และผ่านการอบรมเพิ่มและทดสอบตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนดจากหน่วยงานที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับรองในหลักสูตร ทั้งนี้ ภายในห้าปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ
          จากรายละเอียดของกฎหมายเกี่ยวกับที่มาและคุณสมบัติของจป.ระดับต่างๆ สรุปประเด็นได้ ดังนี้
          จป.ไม่ว่าจะเป็นระดับใดต้องมาจากการแต่งตั้งของนายจ้าง โดย
จป.ระดับหัวหน้างานแต่งตั้งจากลูกจ้างระดับหัวหน้างาน  สำหรับจป.ระดับบริหารแต่งตั้งจากลูกจ้างระดับบริหารทุกคน ทั้งนี้ผู้ที่ถูกแต่งตั้งต้องได้รับการฝึกอบรมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด หรือกล่าวง่าย ๆ ว่าต้องส่งลูกจ้างเหล่านั้นไปเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจัดขึ้น โดยหน่วยงานที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับรอง จป.ระดับบริหารก็อบรมในหลักสูตร จป.ระดับบริหาร จป.ระดับหัวหน้างานก็อบรมในหลักสูตรจป.ระดับหัวหน้างาน  (กล่าวถึงเฉพาะกรณีสถานประกอบกิจการใหม่หรือยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานและระดับบริหารตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540)

          สำหรับ จป.ระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง และระดับวิชาชีพ กฏหมายกำหนดให้แต่งตั้งจากลูกจ้าง นั่นแสดงว่า นายจ้างต้องมีลูกจ้างที่มีคุณสมบัติเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งตามคุณสมบัติเฉพาะที่กล่าวข้างต้น ใน จป.แต่ละระดับ ในกรณีที่ไม่มีลูกจ้างที่มีคุณสมบัติฯ กฏหมายก็มีทางออกในแต่ละระดับ ดังนี้

          ให้ว่าจ้างผู้จบสายตรงหรือผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่าเป็นลูกจ้างแล้วทำการแต่งตั้งให้เป็น จป.ระดับเทคนิค หรือระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ แล้วแต่กรณีของสถานประกอบกิจการ [นั่นแสดงว่า ตำแหน่งงาน จป.ระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง และระดับวิชาชีพ จะเป็นได้ต้องมีนายจ้างต้นสังกัดแต่งตั้ง ดังนั้น ผู้ประกอบการหรือนายจ้างเวลารับสมัครงานตำแหน่งนี้ต้องเข้าใจ ไม่ควรระบุว่า ต้องมีใบ จป. เนื่องจากถ้าป็นเด็กที่จบการศึกษาใหม่ และ/ หรือยังไม่เคยทำงาน จป.มาก่อน หรือเคยทำงาน จป. แต่นายจ้างเก่าไม่ได้ทำเรื่องแต่งตั้งให้เป็น จป. เขาก็จะไม่มีเลขทะเบียน จป. ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แต่โดยวุฒิการศึกษาที่มีอยู่นั้น ก็สามารถแต่งตั้งและนำวุฒิการศึกษาแนบประกอบการแต่งตั้งได้ (ทั้งนี้วุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่านั้น มีอะไรบ้างให้ศึกษาเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์สำนักความปลอดภันแรงงาน) สรุปง่าย ๆ คือ ณ. วันนี้ จป.ยังไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ไม่เหมือนบางสาขาอาชีพ เช่น แพทย์ วิศวกร ที่มีใบประกอบวิชาชีพ โดยมีสภาวิชาชีพของตัวเองให้การรับรอง ดังนั้น ผู้ที่จบการศึกษาด้านอาชีวอนามัยเองก็ควรเข้าใจด้วย หากยังไม่มีสถานประกอบกิจการรับเข้าทำงานและแต่งตั้งให้เป็น จป.ระดับต่าง ๆ ตัวท่านก็ไม่สามารถไปขึ้นทะเบียนเป็น จป.ได้เอง]

- สำหรับในกรณีที่สถานประกอบการต้องการ จป.ระดับเทคนิค นอกจากทางเลือกแรกแล้ว นายจ้างอาจส่งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างานที่มีอยู่แล้ว หนื่งคนไปฝึกอบรมเพิ่มเติมในหลักสูตร จป.ระดับเทคนิคตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด  หรือถ้าสถานประกอบการมีลูกจ้างที่เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับพื้นฐานตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 ก็สามารถแต่งตั้งให้เป็น จป.ระดับเทคนิคได้

- สำหรับในกรณีที่สถานประกอบการต้องการ จป.ระดับเทคนิคขั้นสูงนายจ้างอาจส่งลูกจ้างหนึ่งคนที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูง อนุปริญญา หรือเทียบเท่า ไปอบรมหลักสูตร จประดับเทคนิคขั้นสูง ถ้าลูกจ้างคนดังกล่าวผ่านการอบรมและทดสอบตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด  ก็สามารถแต่งตั้งให้เป็นจป.ระดับเทคนิคขั้นสูงได้    หรือมิเช่นนั้นอาจส่งลูกจ้างหนึ่งคนที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่า และได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคหรือระดับพื้นฐานมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีไปอบรมหลักสูตร จประดับเทคนิคขั้นสูง ถ้าลูกจ้างคนดังกล่าวผ่านการอบรมและทดสอบตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด  ก็สามารถแต่งตั้งให้เป็นจป.ระดับเทคนิคขั้นสูงได้เช่นเดียวกัน

- สำหรับในกรณีที่สถานประกอบการต้องการ จป.ระดับวิชาชีพ ณ. วันนี้ นอกจากรับสมัครลูกจ้างที่จบสายตรง  หรือผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่า ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  ก็อาจรับสายอ้อม คือ ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 และผ่านการอบรมเพิ่มและทดสอบตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนดจากหน่วยงานที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับรองในหลักสูตร ทั้งนี้ภายในห้าปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ (กล่าวง่าย ๆ คือ ผู้ที่ได้รับการอบรมและทดสอบในหลักสูตร จป.ระดับวิชาชีพตามกฎหมายฉบับเก่า รวมทั้งต้องได้รับการฝึกอบรมและทดสอบเพิ่มเติมอีก 42 ชั่วโมง)   หรือมิเช่นนั้น อาจส่งลูกจ้างอย่างน้อยหนึ่งคนที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี และได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูงมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี  ไปอบรมและทดสอบหลักสูตร จป.ระดับวิชาชีพ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนดจากหน่วยงานที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับรอง

          หลักสูตรการฝึกอบรม จป.ตามกฎหมายกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในปัจจุบัน(เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อวกับจป.ระดับต่างๆ ไม่รวม คปอ. และหัวหน้าหน่วยงานความปลอดภัย) สำหรับคนที่เริ่มต้นเข้าสู่แวดวงอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ได้แก่ หลักสูตรการฝึกอบรม จป.ระดับบริหาร  หลักสูตรการฝึกอบรม จป.ระดับหัวหน้างาน และหลักสูตรการฝึกอบรม จป.ระดับเทตนิคขั้นสูง   

          สำหรับหลักสูตรต่อยอด ได้แก่ หลักสูตรการฝึกอบรม จป.ระดับเทตนิค (เป็นหลักสูตรต่อยอดสำหรับ จป.ระดับหัวหน้างาน)  หลักสูตรการฝึกอบรม จป.ระดับวิชาชีพ(เป็นหลักสูตรต่อยอดสำหรับ จป.ระดับเทตนิคขั้นสูง)

 (ความรู้เพิ่มเติมจากกฎหมายข้างต้น ณ. วันนี้ ถ้าคุณเป็นคนใหม่ในแวดวงอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมีความต้องการอยากทำงานเป็น จป.ระดับวิชาชีพตามกฎหมาย คุณมีทางเลือกอยู่สองทาง คือ 1) ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่า  2) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี และผ่านการอบรมและทดสอบหลักสูตร จป.ระดับเทคนิคขั้นสูง รวมทั้งได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูงมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี  และผ่านการอบรมและทดสอบหลักสูตร จป.ระดับวิชาชีพตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนดจากหน่วยงานที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับรอง จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบัน ไม่มีหลักสูตรอบรมบุคคลทั่วโดยตรงเพื่อเป็น จป.ระดับวิชาชีพเหมือนในอดีตอีกแล้ว )

จป.ระดับต่างๆ มีหน้าที่อะไรบ้าง?

          ตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ พ.ศ. 2549   กำหนดหน้าที่ของ จป.ระดับ
ต่าง ๆ ดังนี้
          เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน มีหน้าที่ดังต่อไปนี้
1) กำกับ ดูแล ให้ลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบปฏิบัติตามข้อบังคับและคู่มือ
2) วิเคราะห์งานในหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อค้นหาความเสี่ยงหรืออันตรายเบื้องต้นโดยอาจร่วมดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ
3) สอนวิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้องแก่ลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
4) ตรวจสอบสภาพการทำงาน เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยก่อนลงมือปฏิบัติงานประจำวัน
5) กำกับ ดูแล การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลของลูกจ้างในหน่วยงานที่รับผิดชอบ
6) รายงานการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้างต่อนายจ้าง และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ สำหรับสถานประกอบกิจการที่มีหน่วยงานความปลอดภัยให้แจ้งต่อหน่วยงานความปลอดภัยทันทีที่เกิดเหตุ
7) ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้างร่วมกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือระดับวิชาชีพ และรายงานผล รวมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาต่อนายจ้างโดยไม่ชักช้า
8) ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมความปลอดภัยในการทำงาน
9) ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารมอบหมาย

          เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร มีหน้าที่ดังต่อไปนี้
1) กำกับ ดูแล เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานทุกระดับซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร
2) เสนอแผนงานโครงการด้านความปลอดภัยในการทำงานในหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อนายจ้าง
3) ส่งเสริม สนับสนุน และติดตามการดำเนินงานเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงานให้เป็นไปตามแผนงานโครงการเพื่อให้มีการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับสถานประกอบกิจการ
4) กำกับ ดูแล และติดตามให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่ได้รับรายงานหรือตามข้อเสนอแนะเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานคณะกรรมการ หรือหน่วยงานความปลอดภัย

          เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิค มีหน้าที่ดังต่อไปนี้
1) ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
2) วิเคราะห์งานเพื่อชี้บ่งอันตราย รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยเสนอต่อนายจ้าง
3) แนะนำให้ลูกจ้างปฏิบัติตามข้อบังคับและคู่มือ
4) ตรวจสอบหาสาเหตุการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงาน และรายงานผล รวมทั้งเสนอแนะต่อนายจ้างเพื่อป้องกันการเกิดเหตุโดยไม่ชักช้า
5) รวบรวมสถิติ จัดทำรายงาน และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้าง
6) ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างมอบหมาย

          เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูง มีหน้าที่งต่อไปนี้
1) ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
2) วิเคราะห์งานเพื่อชี้บ่งอันตราย รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยเสนอต่อนายจ้าง
3) วิเคราะห์แผนงานโครงการ รวมทั้งข้อเสนอแนะของหน่วยงานต่างๆ และเสนอแนะมาตรการความปลอดภัยในการทำงานต่อนายจ้าง
4) ตรวจประเมินการปฏิบัติงานของสถานประกอบกิจการให้เป็นไปตามแผนงานโครงการ หรือมาตรการความปลอดภัยในการทำงาน
5) แนะนำให้ลูกจ้างปฏิบัติตามข้อบังคับและคู่มือ
6) แนะนำ ฝึกสอน อบรมลูกจ้าง เพื่อให้การปฏิบัติงานปลอดจากเหตุอันจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในการทำงาน
7) ตรวจสอบหาสาเหตุและวิเคราะห์การประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงาน และรายงานผล รวมทั้งเสนอแนะต่อนายจ้างเพื่อป้องกันการเกิดเหตุโดยไม่ชักช้า
8) รวบรวมสถิติ วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำรายงาน และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้าง
9) ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างมอบหมาย

          เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ มีหน้าที่ดังต่อไปนี้
1) ตรวจสอบและเสนอแนะให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
2) วิเคราะห์งานเพื่อชี้บ่งอันตราย รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันหรือขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัยเสนอต่อนายจ้าง
3) ประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการทำงาน
4) วิเคราะห์แผนงานโครงการ รวมทั้งข้อเสนอแนะของหน่วยงานต่างๆ และเสนอแนะมาตรการความปลอดภัยในการทำงานต่อนายจ้าง
5) ตรวจประเมินการปฏิบัติงานของสถานประกอบกิจการให้เป็นไปตามแผนงานโครงการหรือมาตรการความปลอดภัยในการทำงาน
6) แนะนำให้ลูกจ้างปฏิบัติตามข้อบังคับและคู่มือ
7) แนะนำ ฝึกสอน อบรมลูกจ้างเพื่อให้การปฏิบัติงานปลอดจากเหตุอันจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยในการทำงาน
8) ตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือดำเนินการร่วมกับบุคคลหรือหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นผู้รับรองหรือตรวจสอบเอกสารหลักฐาน รายงานในการตรวจสอบสภาพแวดล้อมในการทำงานภายในสถานประกอบกิจการ
9) เสนอแนะต่อนายจ้างเพื่อให้มีการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับสถานประกอบกิจการ และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
10) ตรวจสอบหาสาเหตุ และวิเคราะห์การประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงาน และรายงานผล รวมทั้งเสนอแนะต่อนายจ้างเพื่อป้องกันการเกิดเหตุโดยไม่ชักช้า
11) รวบรวมสถิติ วิเคราะห์ข้อมูล จัดทำรายงาน และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการประสบอันตราย การเจ็บป่วย หรือการเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเนื่องจากการทำงานของลูกจ้าง
12) ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงานอื่นตามที่นายจ้างมอบหมาย

          จากข้อมูลทั้งหมดข้างต้นที่กล่าวถึง จป.ระดับต่าง ๆ และงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คงเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจในอาชีพนี้ และมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ จป. โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า อาชีพนี้เป็นทั้งศาสตร์ (สังเกตได้จากคุณสมบัติเฉพาะที่กำหนดใน จป.ระดับต่างๆ ล้วนต้องการผู้ที่มีความรู้ทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในระดับที่เหมาะสมกับตำแหน่งของ จป.ในระดับต่าง ๆ และเนื้อหาการเรียนก็ค่อนข้างหลากหลาย เช่น ความรู้ประเภทช่าง ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ เป็นต้น)  และศิลป์ (ในการทำงาน  จป. ทำงานคนเดียวไม่ได้ ความสำเร็จของงานจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ดังนั้น จป. จำเป็นต้องอาศัยศิลปะในการทำงานกับผู้อื่นให้เหมาะสมกับบุคคล เวลา และสถานการณ์  ถ้าสถานประกอบกิจการใด เมื่อพูดถึงงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยแล้ว คิดว่าเป็นเรื่องของคนทุกคน สถานประกอบกิจการนั้นมักประสบความสำเร็จในการดำเนินงานอาชีวอนามัย  แต่ถ้าสถานประกอบกิจการใด เมื่อพูดถึงงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยแล้ว คิดว่าเป็นเรื่องของ จป.บ้างเป็นเรื่องของ คปอ.บ้างแล้ว  สถานประกอบกิจการนั้นมักไม่ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานอาชีวอนามัย)

งานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ต้องมาจากคนทุกคน โดยคนทุกคน
และเพื่อคนทุกคน ในสถานประกอบกิจการ
(ดูเหมือนประชาธิปไตยยังงัยก็ไม่รู้ แต่เป็นเช่นนั้น จริง ๆ)
Description: C:\Users\hsasjpra\Desktop\load จาก รรสารวิทยา\pic safety helmey\imagesCAA3QISW.jpg
...........................................................................................


บรรณานุกรม

ค้นคืนจาก http://www.oshthai.org

…………………………………….