แจ้งปัญหาการเข้าใช้กระดานสนทนาที่ mail Watcharet.kun@stou.ac.th

พรบ คอมพิวเตอร์ คลิ๊ก เพื่ออ่าน


  ค้นหาด้วย google       
สวัสดีคุณกำลังอยู่ใน Webboard Stou     ค้นหาข้อมูลกระดานสนทนา
หน้ากระทู้รวม
กลับหน้ากระดานสนทนา .::รัฐศาสตร์ ::.
30 พฤษภาคม วันเสด็จสวรรคต ร.7
  ผู้ตั้งคำถาม : ชุมแพ วันที่ Post : 30-05-2559 15:09  จำนวน Post: 7001 ครั้ง

User: ชุมแพ
โพสต์: 7001  ครั้ง
id Post 1146556
วันที่ Post : 30-05-2559 15:09


30 พฤษภาคม วันเสด็จสวรรคต ร.7      

 รัชกาลที่ 7 เสด็จสวรรคตด้วยโรคพระหทัยวาย

     30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จสวรรคตด้วยโรคพระหทัยวาย ณ ประเทศอังกฤษ 

ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2436 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 76 ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ 

 พระนามเดิมคือ สมเด็จเจ้าฟ้าชายประชาธิปกศักดิ์เดชน์ฯ ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหารปืนใหญ่ม้า จากโรงเรียนนายร้อยเมืองลูวิช ประเทศอังกฤษ 

จากนั้นได้เสด็จนิวัติประเทศไทยในปี 2457 ทรงเข้ารับราชการทหารบกมาตั้งแต่ต้น ทรงอุปสมบทเมื่อปี 2460 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  


       

  ปีต่อมาได้อภิเษกสมรสกับ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี 
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2468 พระองค์ก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อ 

 ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญได้แก่ ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงของชาติ โดยทรงก่อตั้งกรมมหรสพ 
และทรงอุปถัมภ์ศิลปินโขนผู้มีฝีมือ ทรงส่งเสริมการศึกษาของชาติ โดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอพระสมุดสำหรับพระนคร ทรงตั้ง ราชบัณฑิตยสภา ด้านเศรษฐกิจ ทรงแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 
ทรงตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นของราชการ ทรงยุบหน่วยราชการและลดจำนวนข้าราชการบางหน่วยที่พอจะยุบได้ 
ทรงเสียสละตัดทอนรายจ่ายส่วนพระองค์ โดยมิได้ขึ้นภาษีให้ราษฎรเดือดร้อน เพื่อแก้ไขการงบประมาณของประเทศให้สมดุลย์ ในระหว่างที่เสด็จไปประทับที่สวนไกลกังวล อ. หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์

   ในตอนเช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร์ ได้เข้ายึดอำนาจการปกครอง และจับตัวพระบรมวงศ์และข้าราชการชั้นสูงไว้เป็นตัวประกัน 

 จากนั้นได้มีหนังสือไปกราบบังคมทูลเชิญเสด็จกลับพระนคร เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระองค์ได้เสด็จกลับพระนครและพระราชทาน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 จึงทรงกล้าหาญเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่งด้วยการสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 ดังพระราชหัตถเลขาว่า

 “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของ ข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดย สิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร

   – พระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

  file_1    

   สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 

   และทรงสละราชสมบัติเมื่อ วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 (นับศักราชแบบเก่า) รวมดำรงสิริราชสมบัติ 9 ปี  

   พระองค์ทรงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ และเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระหทัยพิการ ในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 รวม พระชนมายุ 48 พรรษา ในปี 2491 รัฐบาลได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระองค์กลับประเทศไทย


  ที่มา  https://yoddiary.wordpress.com/2011/05/30/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%

E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%

99%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%95-30-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%

B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A3%E0%B8%B1/   


User: ชุมแพ
โพสต์: 7001  ครั้ง
id Post 1146557
วันที่ Post : 30-05-2559 15:30


   ท่านหญิงพูนพิศมัย ได้บันทึกไว้ใน "สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น" จากการรับฟังสืบต่อกันมาให้พวกเราได้รับทราบกัน ดังต่อไปนี้ 

    "......เราได้รู้เรื่องสวรรคตต่อมาภายหลังว่า  สมเด็จพระปกเกล้าฯ ไม่ทรงมีพระอนามัยดีมาแต่ประชวรแล้ว ต้องมีนางพยาบาลคอยประจำดูแลเรื่องพระหทัยอยู่ด้วยเสมอ  ในตอนที่ไทยทำสงครามกับอินโดจีน  ก็ทรงรำคาญอยู่เป็นนิตย์  ครั้นพอเห็นหนังสือพิมพ์ว่า  ญี่ปุ่นจะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยก็หมดกำลังพระทัย  เช้าวันที่ 30 นั้นก็ยังทรงสบายเป็นปกติ จนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพฯ ทูลลาเสด็จออกไปซื้อของ  แต่พอถึง 4 แยกแห่งหนึ่ง  ตำรวจรักษาการณ์ก็เข้ามาหยุดรถบอกว่าเขาโทรศัพท์มาให้เสด็จกลับเดี๋ยวนี้  ถึงที่ประทับเห็นสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จสวรรคตแล้วอย่างบรรทมหลับสบาย  นางพยาบาลรายงานว่า  เมื่อเสวยเช้าแล้วก็ทรงหนังสือพิมพ์  สักครู่ใหญ่ๆ ก็ทรงบ่นว่า  เวียนหัวไม่สบาย  นางพยาบาลลุกไปหยิบยา  พอกลับมาก็เห็นพระหัตถ์ห้อยลงมาอยู่ข้างๆ แล้ว และหนังสือพมิพ์นั้นก็ตกอยู่กับพื้น สมเด็จพระปกเกล้าฯ หลับพระเนตรเหมือนหลับอยู่อย่างสบาย จับพระชีพจรดูจึงรู้ว่าสวรรคตเสียแล้ว

   ชายศุภสวัสดิ์ฯ เล่าว่า สมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงสั่งไว้ว่า ถ้าพระองค์สวรรคตเมื่อไรให้ทรงพระภูษาแดงและทรงสะพักผ้าขาวผืนเดียวเอาลงหีบแล้วให้รีบถวายพระเพลิงพระบรมศพให้เร็วเท่าที่จะทำได้ และไม่ให้รับเกียรติยศอย่างใดๆ จนอย่างเดียว ทั้งในทางต่างประเทศและทางไทย ให้เอาซอไวโอลินไปเล่นเพลงที่พระองค์โปรดคันเดียวในเวลาที่กำลังถวายพระเพลิง เพื่อแทนการประโคม และถ้า......ยังมีอำนาจอยู่ตราบใด ก็ไม่ให้นำพระบรมอัฐิกลับมาบ้านเมืองเป็นอันขาด

   สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ได้ทรงจัดการตามพระราชดำรัสสั่ง และรุ่งขึ้นก็เชิญพระบรมศพไปถวายพระเพลิงที่สุสานสามัญที่ Golders Green ในกรุงลอนดอน  แล้วเก็บรวมพระบรมอัฐิธาตุไว้ในกรุงลอนดอนด้วย........"  


 http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/05/K5450566/K5450566.html


    

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงเป็นพระธิดาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับหม่อมเฉื่อย ดิศกุล ณ อยุธยา วิกิพีเดีย

เสียชีวิตเมื่อ11 สิงหาคม 2533

User: ชุมแพ
โพสต์: 7001  ครั้ง
id Post 1146558
วันที่ Post : 30-05-2559 15:39


สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น ของ หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล, 2543

    

   ในปี พ.ศ.2480 สมเด็จพระปกเกล้าฯ ประชวรมากด้วยโรคตัวบิดเข้าไปอยู่ในตับ แต่หมอรักษาเอาไว้ได้ นับว่าหายประชวรเป็นปกติอย่างคนหักซ้ำหักอีกครั้งหนึ่ง

   ผู้ที่ได้ไปเฝ้าเล่าว่าท่านทรงรู้พระองค์ดีและได้ตรัสกับเขาว่า  “ฉันเห็นจะอยู่ไปไม่ได้นานเท่าใด”  ต่อมาก็ทรงขายที่ประทับเก่า และซื้อที่ประทับใหม่ที่ Biddesden ในเมือง Kent  ถึงในเวลาสงคราม ค.ศ.1939  สมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงส่งพระราชโทรเลขมาประทานพรเสด็จพ่อในวันประสูติที่ 21 มิถุนายน  เราเข้าใจว่าคงจะทรงเชื่อว่าเราเป็นห่วงในเวลาที่เมืองอังกฤษถูกบอมบ์อย่างพินาศ  จึงพระราชทานโทรเลขมาเพื่อให้รู้ว่าไม่มีอันตราย

   ต่อมาถึงเวลาเมืองไทยรบกับอินโดจีน  พวกไทยที่เห็นภัยก็ไม่มีสุขกันสักคน แต่เราก็มิได้นึกถึงการสวรรคตของสมเด็จพระปกเกล้าฯ จนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2484  ตื่นเช้าเห็นพระบรมรูปในหนังสือพิมพ์ Strait Echo และมีคำว่า -dead อยู่ข้างใต้  ข้าพเจ้านั่งตลึงมองดูด้วยไม่รู้ว่าจะทูลเด็จพ่อได้อย่างไร  เรียกหญิงเหลือเข้าห้องแล้วบอกให้ไปพยายามทูลเสียก่อนจะเห็นหนังสือพิมพ์นั้นด้วยไม่ได้เตรียมพระองค์  แล้วข้าพเจ้าก็หยิบยาไว้พร้อม

  หญิงเหลือถือหนังสือพิมพ์ม้วนเข้าไปทูลว่า  “มีข่าวไม่ดี เด็จพ่อเตรียมพระทัยที่จะทนฟังให้ได้เสียก่อน จึงค่อยทอดพระเนตร

  เสด็จพ่อทรงนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ แล้วท่านก็ยิ้มตอบว่า “ได้ อะไรกัน?”

หญิงเหลือตอบได้แต่ว่า “สมเด็จพระปกเกล้าฯ สวรรคต” แล้วเธอก็สะอื้น

  เสด็จพ่อทรงรับหนังสือพิมพ์ไปทอดพระเนตรแล้วก็ปล่อยโฮออกมาอยู่พักใหญ่ เราซึมเซาไปหลายวัน เพราะความหวังที่จะรวมคนไทยได้มาหมดไปอย่างไม่นึกคิด เราหวังอย่างสนิทว่าโชคร้ายต่างๆ ที่ผ่านมาแล้ว จะถวายความรู้และความสำเร็จแก่พระปกเกล้าฯ ได้ดีกว่าแต่ก่อน

 http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/05/K5450566/K5450566.html


User: ชุมแพ
โพสต์: 7001  ครั้ง
id Post 1146560
วันที่ Post : 30-05-2559 15:53


เป็นเรื่องน่าอ่านมาก ครับ

ตอนช่วงใกล้สวรรคต และเหตุการณ์หลังจากนั้น มีบันทึกไว้เป็นลำดับ..

นายหนหวย ได้เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับการเสด็จไปพำนักยังประเทศอังกฤษไว้อย่างละเอียด

 

เข้าไปอ่าน ที่

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/05/K5450566/K5450566.html

  

ถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างเรียบง่าย ณ ต่างแดน 

  ครั้นเก็บพระบรมศพไว้ ณ พระตำหนัก Compton House ได้ 5 วัน ก็กำหนดถวายพระเพลิงในวันพุทธที่ 4 มิถุนายนปีนั้นเอง ณ สุสาน Golders Green แห่งพระมหานครลอนดอน เวลา 9 น.เศษ ได้ทำการอัญเชิญหีบพระบรมศพคลุมด้วยธงชาติไทยผืนใหญ่ลงสู่รถยนต์พระที่นั่ง Mr. R.D. Sard เป็นผู้ขับ พระประยูรญาติและข้าราชบริพาร ตลอดจนผู้จงรักภักดีตามพระบรมศพอีก 3-4 คันรถ วันนั้นเป็นวันที่ทุกคนเศร้าสลดใจอย่างหนักอีกครั้งหนึ่ง สมเด็จพระบรมราชินี น้ำพระเนตรคลอหน่วย หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯ พระเชษฐาของพระองค์จึงต้องทรงปลอบโยนอยู่ตลอดเวลา ทุกคนที่ตามพระบรมศพเงียบงันและบรรยากาศรอบบริเวณนั้นก็สงบนิ่ง บนท้องฟ้าครึ้มด้วยหมู่เมฆ ทุกอย่างเงียบสงัดนอกจากเสียงถอนหายใจ ครั้นประมาณ 10 น. ขบวนพระบรมศพก็ค่อยๆ เคลื่อนออกจากประตูใหญ่ รถแล่นช้าๆ ตามกันมุ่งสู่สุสาน Golders Green อันเป็นสถานที่สุดท้ายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงเปลี่ยนสภาวะเป็นเถ้าถ่านไปตามกฎธรรมดาของโลกของความไม่เที่ยงแท้ 

   ผู้ตามพระบรมศพในวันนั้นคือ สมเด็จพระบรมราชินี หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ฯ พระองค์เจ้าพีระพงษ์ฯ หม่อมเจ้าผ่องผัสมณีฯ หม่อมเจ้าการวิกฯ พระองค์เจ้าวรานนท์ฯ พระองค์เจ้าจีระศักดิ์ฯ หม่อมมณี หม่อมเสมอ หม่อมราชวงศ์สมัครสมานฯ นายบวย นิลวงษ์ นางสำเภา นิลวงษ์ มิสเตอร์เคร๊กส์ ดอกเตอร์หลุยเวลเลน

  รถทั้ง 4 คันวิ่งไม่สู้จะเร็วนัก ประมาณ 1 ชั่วโมงจึงถึงสุสาน Golders Green

  ณ ที่นั้นมีผู้มารอคอยอยู่คือ ผู้แทนรัฐบาลอังกฤษ อัครราชทูตไทย กับนักเรียนไทย นายแพทย์สมาน ตันตาภรณ์ (น่าจะ มันตาภรณ์ –NickyNick) นายชุมเจษฐ กสิกผลิน นอกจากนี้ดูเหมือนจะมีคนไทยอีก 2-3 คนที่อุตส่าห์ไปถวายบังคมพระบรมศพในวาระสุดท้าย จากนั้นก็ยกหีบพระบรมศพลงจากรถขึ้นสู่เชิงตะกอน มิสเตอร์เคร๊กส์ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสั้นๆ แล้วทุกคนก็ยืนก้มหน้าสงบนิ่ง น้ำตาคลอหน่วย จากนั้นก็เริ่มพิธีถวายพระเพลิง โดยสมเด็จพระบรมราชินี ทรงวางดอกไม้ธูปเทียนหลังหีบที่พระบรมศพเป็นพระองค์แรก ต่อจากนั้นทุกคนก็ทยอยกันเข้าถวายบังคม วางดอกไม้ธูปเทียน  Mr. R.D. Sard คนขับรถกับนายบวย นิลวงษ์  เป็นคู่สุดท้าย แล้วก็ถอยห่างออกมา สัปเหร่อให้สัญญาณกดสวิสไฟฟ้าเตรียมการ

  พระบรมศพค่อยๆ เคลื่อนตามรางเข้าไปทีละน้อยๆ เคลื่อนเข้าไปสู่เตาข้างในทุกคนแลตามจนลับสายตา ตราบจนบานประตูแลม่านสีดำหน้าเตาโรยตัวของมันลงและปิดบังไว้มิดชิด ทุกคนใจหายหวิววาบไปชั่วขณะ และน้ำตาที่คลอเบ้าตาอยู่ก็ล้นปรี่ออกมา พอสัปเหร่อให้สัญญาณอีกครั้งสวิสใหญ่ก็ถูกกด ไฟฟ้ากำลังสูงก็เริ่มทำงานแปรพระสรีระร่างอันปราศจากวิญญาณของพระเจ้ากรุงสยามผู้อาภัพเป็นพัศมธุลีลงในบัดดล

  จากวาระนั้นในพื้นพสุธานี้ก็ไม่มีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกต่อไปแล้ว จะคงเหลืออยู่ก็แต่พระนามและพระเกียรติคุณเท่านั้น และสิ่งสุดท้ายที่ทรงเหลืออีกอย่างหนึ่งก็คือ พระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชินีทรงอัญเชิญเข้าสู่พระโกศเล็กๆ และทรงตั้งไว้บูชาสำหรับพระองค์เคียงกับพระพุทธรูปประจำพระองค์ตลอดเวลา ตราบจน..... 

......................


User: ชุมแพ
โพสต์: 7001  ครั้ง
id Post 1146561
วันที่ Post : 30-05-2559 16:03



     พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ภายในบริเวณด้านหน้าอุทธยานการศึกษา มสธ   

User: ชุมแพ
โพสต์: 7001  ครั้ง
id Post 1146580
วันที่ Post : 31-05-2559 10:46


Symbol Sukhothai Thammathirat Open University  


มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ "มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช" ตามพระนามเดิมของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็น "กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา" และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้พระราชลัญจกรในรัชกาลที่ 7 ซึ่งเป็นรูปพระแสงศรสามองค์ นำมาประกอบกับเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรุงสุโขทัย เป็นตราประจำมหาวิทยาลัย

เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2521 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ใน พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2521 มหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้ วันที่ 5 กันยายน ของทุกปีเป็น วันสถาปนามหาวิทยาลัย

      https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%

E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%

B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%

B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A    


จัดทำโดย
สำนักคอมพิวเตอร์
 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช