มุมสบายๆ โดย รศ.ดร.พรทิพย์ เกยุรานนท์
       

การตรวจวัดเสียงจากอุตสาหกรรม (2/2)

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปราโมช เชี่ยวชาญ

        สึบเนื่องจากจุลสารฉบับที่แล้ว ซึ่งได้ทบทวนความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเสียง ในฉบับนี้เป็นภาคต่อเนื่องจะกล่าวถึงกฏหมายประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวัดเสียงจากอุตสาหกรรมในภาพรวมพอสังเขป

กฎหมายประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวัดเสียงจากโรงงานอุตสาหกรรม 

        โดยทั่วไปการตรวจวัดเสียงในโรงงานอุตสาหกรรมมีการตรวจวัดเสียงหลายประเภทจากแหล่งต่างๆ หลายแหล่ง โดยมีวัตถุประสงค์ในการตรวจวัดและประเมินที่แตกต่างกันไป ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะการตรวจวัดเสียงที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีการกำหนดไว้เป็นกฎหมาย ดังแสดงในภาพที่ 1 พบว่า ในการตรวจวัดสียงโดยภาพรวมประกอบด้วยการตรวจวัดเสียง ดังนี้

       

                  ภาพที่ 1  การตรวจวัดเสียงที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรม

  1. การตรวจวัดเสียงจากสภาพแวดล้อมการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อประเมินการสัมผัสเสียง สำหรับเฝ้าระวังและป้องกันการสูญเสียการได้ยินของผู้ปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรม
  2. การตรวจวัดเสียงรบกวน เป็นการตรวจวัดและประเมินเสียงรบกวนที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงานที่เอาจป็นปัญหากับประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง จนเป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญ (Nuisance) วัตถุประสงค์ที่สำคัญของการตรวจวัด คือ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเหตุเดือดร้อนรำคาญของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการโรงงาน
  3. การตรวจวัดแสียงจากสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป เป็นการตรวจวัดและประเมินเสียงที่เกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมบริเวณชุมชนหรือพื้นที่ต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อประเมินสภาพปัญหาและสถานการณ์ของมลพิษทางเสียงในเขตชุมชนหรือพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาเพื่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชน

 

    
        การตรวจวัดเสียงจาก 3 แหล่งที่กล่าวถึงข้างต้น อาจมีขั้นตอนและรายละเอียดการดำเนินงาน รวมทั้งกฎหมาย/มาตรฐานที่แตกต่างกันไป (ถ้าท่านอยู่ในสายงานความปลอดภัย เป็นนักอาชีวอนามัยหรือเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ ก็จะคุ้นเคยกับการตรวจวัดเสียงในหัวข้อที่ 1 แต่ถ้าท่านอยู่ในสายงานสิ่งแวดล้อมเป็นนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม หรือเป็นวิศวกรสิ่งแวดล้อมก็จะคุ้นเคยกับการตรวจวัดเสียงในหัวข้อที่ 2  และ3 ) ในประเทศไทยได้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวโดยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน มีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้

1. การตรวจวัดเสียงจากสภาพแวดล้อมการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม
หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและมีการออกกฎหมายกำหนดมาตรฐานเสียงในสภาพแวดล้อมการทำงานที่สำคัญมีอยู่  2 หน่วยงาน คือ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม

1.1 กระทรวงแรงงานโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครอง ดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงานผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ ได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับเสียงในสภาพแวดล้อมการทำงาน คือ  กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ.2549 (กฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายลูกฉบับนี้ออกโดยกฏหมายแม่ คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ถึงแม้ในปัจจุบันกฎหมายแม่บททางด้านอาชีวอนามัยจะเปลี่ยนไปเป็นพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 แล้ว แต่กฎหมายนี้ยังมีผลบังคับใช้ตามบทเฉพาะกาลของ พรบ. ฉบับใหม่ )  และจากกฏกระทรวงฉบับนี้ทำให้เกิดกฎหมายลำดับรองเพื่อเพิ่มรายละเอียดและความชัดเจนในการปฏิบัติตามกฎหมายอีกหลายฉบับ คือ 

1) ประกาศกรมฯ เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการดำเนินการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่างและเสียงภายในสถานประกอบกิจการ ระยะเวลาและประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ พ.ศ. 2550

2) ประกาศกรมฯ เรื่องแบบคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับรองรายงานการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงาน พ.ศ. 2550

3) ประกาศกรมฯ เรื่องกำหนดสถานที่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับรองรายงานการตรวจวัด และวิเคราะห์สภาวะการทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2552

4) ประกาศกรมฯ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำโครงการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. 2553

5) แนวปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2549

        สาระสำคัญของกฎหมายมีอยู่มาก ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะค่ามาตรฐานระดับเสียงเท่านั้น (รายละเอียดทั้งหมดของกฎหมายแต่ละฉบับสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของสำนักความปลอดภัยแรงงาน http//www.oshthai.org)

กฎหมายกำหนดค่ามาตรฐานระดับเสียงจากสภาพแวดล้อมการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบกิจการไว้ 3 ลักษณะ ดังนี้

ก. กำหนดเป็นค่ามาตรฐานระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงานในแต่ละวัน (Time Weighted Average; TWA) หรือตามเวลาการทำงานที่ได้รับหรือสัมผัสเสียง (กำหนดไว้ในตารางที่ 6 ท้ายกฏกระทรวงฯ) เช่น ถ้าทำงาน 8 ชั่วโมงทำงานหรือเวลาการได้สัมผัสเสียง 8 ชั่วโมง ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงานต้องไม่เกิน 90 เดซิเบล (เอ) ถ้าทำงาน 12 ชั่วโมง ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงานต้องไม่เกิน 87 เดซิเบล (เอ) เป็นต้น

ข. กำหนดระดับเสียงสูงสุด (Peak) ของการทำงานแต่ละวันจากค่าระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน (TWA) รวมทั้งเสียงกระทบหรือเสียงกระแทก (Impact or Impulse Noise) จะต้องไม่เกินกว่า 140 เดซิเบล (เอ)

ค. กำหนดค่าระดับเสียงที่ต้องมีการจัดทำโครงการอนุรักษ์การได้ยิน (ทางวิชาการจะเรียกว่า ค่า Action Level )ไว้ที่ค่าระดับเสียงเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงานแปดชั่วโมงเท่ากับ 85 เดซิเบล (เอ) ขึ้นไป

1.2 กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลกำกับการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ (ชึ่งรวมถึงความปลอดภัยและสุขภาพของคนงานที่ทำงานในโรงงานด้วย) ได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับเสียงในสภาพแวดล้อมการทำงาน คือ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการประกอบกิจการโรงงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2546 [ประกาศฉบับนี้ออกโดยอำนาจตามความในข้อ 18 แห่งกฏกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535) โดยมีกฏหมายแม่บท คือ  พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535] โดยสาระสำคัญของกฎหมายในส่วนของค่ามาตรฐานระดับเสียงพบว่า สอดคล้องกับกฎหมายของกระทรวงแรงงาน อย่างไรก็ตาม กฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมไม่มีการกำหนดค่าระดับเสียงที่ต้องมีการจัดทำโครงการอนุรักษ์การได้ยิน(รายละเอียดทั้งหมดของกฎหมายสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม http//www.diw.go.th)

2.  การตรวจวัดเสียงรบกวนและการตรวจวัดแสียงจากสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป
        
        หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและมีการออกกฎหมายกำหนดมาตรฐานเสียงรบกวนและเสียงจากสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไปที่สำคัญมีอยู่  2 หน่วยงาน คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม

        กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของประเทศ โดยอาศัยกฎหมายแม่บทที่สำคัญ คือ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางเสียง มีดังนี้
กฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายลูกเกี่ยวกับเสียงจากสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป คือ ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2540) เรื่องการกำหนดมาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไป   และได้ออกกฎหมายลำดับรองลงไปเพื่อเพิ่มรายละเอียดและความชัดเจนในการปฏิบัติตามกฎหมายคือประกาศกรมควบคุมมลพิษเรื่องการคำนวณค่าระดับเสียง (พ.ศ.2540)

        กฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับเสียงรบกวน คือ ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 29(พ.ศ.2550) เรื่องค่าระดับเสียงรบกวน [ประกาศฉบับนี้ได้ออกมาบังคับใช้แทนประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 17 (พ.ศ.2543) เรื่องค่าระดับเสียงรบกวนซึ่งเป็นกฎหมายฉบับเก่า] รวมทั้งได้ออกกฎหมายลำดับรองลงไปเพื่อเพิ่มรายละเอียดและความชัดเจนในการปฏิบัติตามกฎหมาย คือ ประกาศคณะกรรมการควบคุมมลพิษเรื่องวิธีการตรวจวัดระดับเสียงพื้นฐาน ระดับเสียงขณะไม่มีการรบกวน การตรวจวัดและคำนวณระดับเสียงขณะมีการรบกวน การคำนวณค่าระดับการรบกวน และแบบบันทึกการตรวจวัดเสียงรบกวน (พ.ศ.2550)

        สาระสำคัญของกฎหมายมียู่มากในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะค่ามาตรฐานระดับเสียงเท่านั้น (รายละเอียดทั้งหมดของกฎหมายแต่ละฉบับสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษ http//www.pcd.go.th)

        กฎหมายกำหนดค่ามาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไปหรือระดับเสียงที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมไว้ 2 ลักษณะ คือ
1) กำหนดค่ามาตรฐานระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง (Leq 24 hr) ไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ
2) กำหนดค่าระดับเสียงสูงสุด ไม่เกิน 115 เดซิเบลเอ
สำหรับเสียงรบกวนกฏหมายกำหนดค่าระดับเสียงรบกวนไว้เท่ากับ 10 เดซิเบลเอ โดยหากระดับการรบกวนที่คำนวณได้มีค่ามากกว่าค่าระดับเสียงรบกวน (10 เดซิเบลเอ) ให้ถือว่าเป็นเสียงรบกวน

        และจากการที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของประเทศ ได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับมลพิษเสียง ดังที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลกำกับการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมต่าง  ๆ  และโดยทั่วไปโรงงานอุตสาหกรรมจัดได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญแหล่งหนึ่ง (แหล่งกำเนิดมลพิษมีอยู่หลายแหล่ง เช่น จาก อาคารบ้านเรือน จากกิจกรรมต่าง ๆ  จากยานพาหนะ เป็นต้น) ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเป็นการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมโดยตรงด้วย คือ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องกำหนดค่าระดับเสียงรบกวนและระดับเสียงที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน พ.ศ. 2548 [ประกาศฉบับนี้ออกโดยอำนาจตามความในข้ อ 17 แห่งกฏกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535) โดยมีกฏหมายแม่บท คือ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535] และได้ออกกฎหมายลำดับรองเพื่อเพิ่มรายละเอียดและความชัดเจนในการปฏิบัติตามกฎหมาย คือ ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรมเรื่องวิธีการตรวจวัดระดับเสียงการรบกวน ระดับเสียงเฉลี่ย 24ชั่วโมง และระดับเสียงสูงสุดที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน พ.ศ. 2553

        โดยสาระสำคัญของกฎหมายในส่วนของค่ามาตรฐานระดับเสียงพบว่า ค่อนข้างสอดคล้องกับกฎหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม กฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม มีลักษณะคล้ายกับรวมเรื่องเสียงจากสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป  (ในประกาศใช้คำว่า เสียงที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน) และเรื่องเสียงรบกวนรวมอยู่ในประกาศฉบับเดียวกัน    

กฎหมายกำหนดค่ามาตรฐานระดับเสียงไว้ 3 ลักษณะ คือ

  1. ค่าระดับการรบกวน ที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน ไม่เกิน ๑๐ เดซิเบลเอ
  2. ค่าระดับเสียงเฉลี่ย ๒๔ ชั่วโมง ที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน ไม่เกิน ๗๐ เดซิเบลเอ
  3. ค่าระดับเสียงสูงสุด ที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน ไม่เกิน ๑๑๕ เดซิเบลเอ

          รวมทั้งได้ให้คำนิยามคำศัพท์ที่เฉพาะเจะจงกับโรงงานอุตสาหกรรมยกตัวอย่าง เช่น
“เสียงรบกวน” หมายความว่า ระดับเสียงตรวจวัดนอกบริเวณโรงงาน ที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน ขณะมีการรบกวน ซึ่งมีระดับเสียงสูงกว่าระดับเสียงพื้นฐาน และมีระดับการรบกวนเกินกว่าค่าที่กำหนดไว้

         “ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง” หมายความว่า ระดับเสียงคงที่นอกบริเวณโรงงานที่มีพลังงาน เทียบเท่าระดับเสียงที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งมีระดับเสียงเปลี่ยนแปลงตามเวลาในช่วง 24 ชั่วโมง (24 hours  A-weighted Equivalent Continuous Sound Level ) ซึ่งเรียกโดยย่อว่า  “Leq 24 hr” โดยมีหน่วยเป็นเดซิเบลเอ หรือ dB(A)

        “ระดับเสียงสูงสุด” หมายความว่า ระดับเสียงสูงสุดนอกบริเวณโรงงาน ที่เกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่งระหว่างการตรวจวัดระดับเสียง โดยมีหน่วยเป็นเดซิเบลเอ หรือ dB(A) (รายละเอียดทั้งหมดของกฎหมายสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม http//www.diw.go.th)
 
        โดยสรุปเกี่ยวกับการตรวจวัดเสียงจากโรงงานอุตสาหกรรมจำเป็นต้องตรวจวัดระดับเสียงในสถานที่ทำงานหรือกระบวนการผลิตต่าง ๆ ของโรงงาน เพื่อป้องกันการสูญเสียการได้ยินของผู้ปฏิบัติงาน  นอกจากนี้ ในกรณีที่โรงงานอยู่ใกล้แหล่งชุมชนต่าง ๆ อาจจำเป็นต้องมีการตรวจวัดระดับระดับเสียงรบกวนและระดับเสียงที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน เพื่อป้องกันปัญหา เหตุเดือดร้อนรำคาญและสุขภาพของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการโรงงาน

.........................................          

เอกสารอ้างอิง

กรมควบคุมมลพิษ. (2544). มลพิษทางเสียง. กรุงเทพมหานคร บริษัทซิลค์คลับ จำกัด.
ปราโมช เชี่ยวชาญ. (2554). เอกสารการสอนชุดวิชาความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรม.นนทบุรี  สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
http//www.diw.go.th  ค้นคืนเมื่อ พฤษภาคม 2555
http//www.oshthai.org ค้นคืนเมื่อ พฤษภาคม 2555
http//www.pcd.go.th ค้นคืนเมื่อ พฤษภาคม 2555

 ภาพประกอบ banner จาก http://www.evltesting.com/instrument.asp