ผลกระทบของเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ 1930



ผลกระทบของเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ 1930 ส่งผลต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศหลายประการที่สำคัญ ได้แก่ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจและการงดจ่ายหนี้แก่ประเทศลูกหนี้ การลดการลงทุนจากสหรัฐฯ ในประเทศต่างๆ และการล้มละลายของสถาบันการเงินในยุโรป เป็นต้น

ในเยอรมนีวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้ถูกซ้ำเติมจากปัญหาการใช้จ่ายคืนค่าปฏิกรรมสงคราม และปัญหาการกู้ยืมเงินอื่นๆ เจ้าหนี้รายใหญ่ของเยอรมนีคือ สหรัฐอเมริกาที่ให้กู้แก่เยอรมนีเพื่อให้ใช้ค่าปฏิกรรมสงครามที่เยอรมนีที่ได้สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้ว่าเศรษฐกิจของเยอรมนีจะเริ่มฟื้นตัวในค.ศ.1924 แต่สถานภาพทางการเงินก็ไม่มั่นคงนัก และใน ค.ศ.1929 เมื่อสหรัฐฯ ไม่สามารถให้เงินกู้หนี้ระยะยาวแก่เยอรมนีได้ ในที่สุดเยอรมนีก็งดจ่ายหนี้ที่จะจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามแก่ประเทศในกลุ่มพันธมิตร การยุติการจ่ายหนี้ให้แก่ประเทศเจ้าหนี้ของเยอรมนีได้ส่งผลให้ประเทศในยุโรปได้ประสบกับความยุ่งยากทางการเงิน

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในทศวรรษ 1930 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีมากมาย ซึ่งไม่สามารถกล่าวได้ทั้งหมดในที่นี้ โดยผลกระทบที่สำคัญบางประการ(1) ประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกสินค้าขั้นปฐมจะถูกกระทบมากจากการถดถอยอย่างมากของการค้าระหว่างประเทศและของโลกโดยรวม รวมทั้งการลดลงของราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง (ซึ่งมีผลให้การลดลงของราคาและปริมาณสินค้าเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน) (2) ประเทศเหล่านี้มักจะพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมด้วย ระดับราคาของสินค้าอุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดต่ำลงน้อยกว่าสินค้าขั้นปฐม (3) ประเทศผู้ผลิตสินค้าขั้นปฐมดังกล่าวมักจะมีภาระเป็นหนี้ต่างประเทศในระดับสูง และเป็นการลำบากที่จะใช้หนี้ต่างประเทศคืนได้หมด หากรายได้จากการส่งออกได้ตกต่ำลง (4) ประเทศผลิตสินค้าขั้นปฐมมักจะมีการพึ่งพาตลาดส่งออกเพียงไม่กี่แห่ง (ประเทศ) และหากประเทศคู่ค้าประสพกับความผันผวนทางเศรษฐกิจหรือล้มละลายย่อมมีผลให้ประเทศที่ผลิตสินค้าขั้นปฐมดังกล่าวมาแล้วประสพกับปัญหาอย่างมาก1 เช่น ในปี 2472 มีจำนวน 18 ประเทศได้ส่งออกสินค้าถึง 1 ใน 3 หรือมากกว่านั้นไปยังสหรัฐ (มาเลเซียส่งออกยางพารา ส่วนบราซิลส่งออกกาแฟเกือบทั้งหมดไปยังสหรัฐ) ราคาส่งออกได้ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะราคายางพาราและกาแฟได้ลดลงถึงมากกว่าร้อยละ 75 ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่สินค้าขั้นปฐม อันประกอบไปด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ กลุ่ม ดัตช์ อีสต์ อินดีส (Dutch East Indies) อาเจนตินา บราซิล และมาเลเซีย ประสบกับปัญหาดุลการค้าและปัญหาการล้มละลายของการชำระหนี้คืนระหว่างประเทศในระยะต่อมา

ในฐานะที่เป็นประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจของโลก เศรษฐกิจตกต่ำและการพังทลายของระบบการเงินในสหรัฐฯ ย่อมส่งผลซ้ำเติมต่อปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกให้รุนแรงยิ่งขึ้นต่อไปอีก ประเด็นที่สำคัญ คือ

1. เศรษฐกิจตกต่ำมีผลกระทบต่อประเทศลูกหนี้ของสหรัฐฯ ได้มากเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีตได้ ซึ่งส่งผลให้ประเทศลูกหนี้เหล่านี้ประสบกับปัญหาการขาดแคลนเงินตรามาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายที่ขาดแคลนเงินทุนที่ใช้ในการพัฒนาประเทศเป็นจำนวนมาก เกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ผลกระทบโดยอ้อมที่สำคัญคือ เมื่อสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อป้องกันเงินทุนไหลออก ประเทศยุโรปและประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้งหลายได้หันมาใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด จึงมีการให้กู้เงินต่างประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายมีจำนวนน้อยลงไปอีก เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา จึงประสบกับปัญหาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ส่งผลให้ความต้องการในการซื้อสินค้าและบริการโดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และยุโรปลดน้อยลงไปด้วย การขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ประกอบกับความตกต่ำของราคาสินค้าเกษตรกรรม รายได้จากการส่งออกลดลง มีผลให้ประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรกรรมเพื่อเป็นสินค้าส่งออกเริ่มมีปัญหาการจ่ายหนี้คืนแก่ประเทศเจ้าหนี้ (โดยเฉพาะจ่ายหนี้คืนแก่สหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ที่ชิลี สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อรายได้จากการส่งออกใน ค.ศ.1931 สูงถึงร้อยละ 32.9 ในโบลิเวีย และอาร์เจนตินา สัดส่วนดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 22.5 และร้อยละ 24.5 ตามลำดับ โบลิเวียเริ่มปฏิเสธการจ่ายหนี้คืนในเดือนมกราคมใน ค.ศ.1931 และตามด้วยบราซิลในค.ศ.1931 และ 1932 เป็นต้น

2. การตอบโต้ทางการค้า ความตกต่ำทางเศรษฐกิจยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อสหรัฐอเมริกาใช้นโยบายภาษีนำเข้า (tariff) และโควตานำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ระดับอัตราภาษีที่สูง (รวมทั้งจำกัดโควตานำเข้า) ประกอบกับการลดต่ำของรายได้ประชาชาติ ได้ส่งผลให้ความต้องการซื้อสินค้าและบริการต่างประเทศของสหรัฐฯ ลดน้อยต่ำลง และผลจากการใช้มาตรการภาษีทำให้ประเทศต่างๆ ทั้งในยุโรปและประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายได้มีการตอบโต้โดยการใช้นโยบายกำแพงภาษีและโควต้านำเข้ากับสหรัฐฯ ด้วย จึงส่งผลให้แต่ละประเทศขายสินค้าส่งออกได้ลดลง และเป็นผลลบต่อการขยายตัวของรายได้ผลผลิตและการจ้างงานในทุกๆ ประเทศ และมีผลสำคัญต่อการซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ตกต่ำลงไปอีก นอกจากการตอบโต้นโยบายภาษีนำเข้าและโควตานำเข้าแล้ว ยังมีการใช้นโยบายอื่นๆ ประกอบด้วยคือ นโยบายควบคุมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ การควบคุมอัตราการแลกเปลี่ยน การตอบโต้กันทั้งนี้ เพื่อที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยเฉพาะความสมดุลของดุลบัญชีการชำระเงินระหว่างประเทศ แต่ผลของมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมประสบกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

3. การหดตัวของการลงทุนระหว่างประเทศ การลงทุนในต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ลดน้อยถอยลงตามลำดับ ในค.ศ.1932 การลงทุนได้ลดลงประมาณ 2 ใน 3 เมื่อเทียบกับค.ศ.1931 ซึ่งได้ส่งผลลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่สหรัฐฯ ไปลงทุนใน ค.ศ.1932 โรงงานอุตสาหกรรมในยุโรปหลายแห่งได้ปิดตัวลงเพราะขาดเงินทุนจากสหรัฐฯ การขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ลดต่ำลง ผลผลิตที่ลดลง ในต้นทศวรรษ 1930 เพราะแทนที่จะใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล รัฐบาลกลับใช้นโยบายแบบสมดุล รวมทั้งขึ้นอัตราดอกเบี้ยระดับสูงเพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งนโยบายดังกล่าวกลับซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจให้ตกต่ำเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีเงินทุนไหลเข้าเนื่องจากสหรัฐฯ ในฐานะอุปทานแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ก็ประสบปัญหาการขาดแคลนเงินทุนเช่นเดียวกัน ผลกระทบระยะยาวอีกประการหนึ่งของวิกฤตการณ์เศรษฐกิจทางการเงินของสหรัฐฯ คือ การล้มละลายของธนาคารใหญ่ๆ ในยุโรป ในค.ศ.1931 ธนาคารของเยอรมนีและออสเตรียงดชำระการจ่ายหนี้เงินกู้แก่สหรัฐฯ เพราะขาดทุนและขาดสภาพคล่อง เนื่องจากสหรัฐฯ พยายามถอนเงินลงทุนกลับไปในเยอรมนี มีการห้ามถอนเงินจากสถาบันการเงินเพื่อไปลงทุนยังประเทศอื่นๆ ในสหราชอาณาจักร การไหลออกของเงินทุนไปประเทศอื่นๆ ส่งผลให้รัฐบาลยกเลิกการให้หลักประกันอัตราคงที่ระหว่างเงินปอนด์และทองคำ ซึ่งมีผลต่อการล้มเลิกความพยายามที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของการเงินระหว่างประเทศ ในค.ศ.1931 สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสได้ยุติการจ่ายเงินกู้คืนแก่สหรัฐฯ โดยเฉพาะเงินกู้ที่กู้มาเพื่อบูรณะประเทศในช่วงหลังสงครามโลกยุติลง ส่วนรัฐสภาสหรัฐฯ ก็ใช้นโยบายตอบโต้ห้ามไม่ให้นักลงทุนชาวสหรัฐฯ ซื้อหลักทรัพย์ของรัฐบาล สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ผลกระทบเกิดขึ้นต่อๆ กันไปเป็นวงกว้างจนเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วไปทั้งโลก

<< Previous Next >>




1 Porphant( 2012)