แนวทางในการแก้ไขปัญหา



ในเดือนสิงหาคม 2540 ไทยได้เข้าโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจของ IMF โดยได้ขอเงินกู้จาก IMF (รวมทั้งองค์กรและประเทศต่าง ๆ) จำนวน 17,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในจำนวนนี้ 4 พันล้านได้สหรัฐได้รับจาก IMF รัฐบาลไทยจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ IMF ซึ่งปรากฏอยู่ในจดหมายแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) โดยเงื่อนไขที่สำคัญคือ ไทยต้องเปิดเสรีในทุก ๆ ด้าน ทั้งเปิดเสรีทางด้านการค้าและการลงทุน เปิดเสรีทางด้านการประกอบอาชีพของชาวต่างชาติ ยกเลิกกฎระเบียบต่าง ๆ ตลอดจนยอมรับนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นอกชน ทั้งหมดนี้ถูกตราเป็นนโยบายโดยผ่านออกเป็นกฎหมาย 40 ฉบับ ในจำนวนนี้มีอยู่ถึง 11 ฉบับที่หลายฝ่ายมีความเห็นว่า คือ “กฎหมายขายชาติ” เพื่อเปิดโอกาสให้โอกาสให้แก่ทุนข้ามชาติเข้ามาหาประโยชน์จากไทยนั่นเอง กฎหมายเหล่านี้ที่สำคัญ อาทิเช่น พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 พ.ร.บ.อาคารชุด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 พ.ร.บ. เช่าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 เป็นต้น นอกจากนี้ในแง่ของมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจคือ (1) การให้ตั้งงบประมาณเกินดุลร้อยละ 1 ของ GDP (2) จำกัดการกู้หนี้ของรัฐบาลไทย และ (3) ให้ดำเนินมาตรการทางการเงินเคร่งครัดเพื่อลดการไหลออกของเงินลงทุนจากต่างประเทศเพื่อสร้างเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน โดยใช้นโยบายค่าเงินบาทต่ำอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

รัฐบาลไทยได้ปฏิบัติตามพันธะกรณีของ IMF อย่างเข้มงวด พันธะกรณีที่ IMF ผลักดันในหนังสือแสดงเจตจำนงนั้นได้กลายเป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่าง ๆ และก่อให้เกิดต้นทุนแก่สังคมอย่างมหาศาล อาทิเช่น IMF ผลักดันให้ไทยดำเนินนโยบายงบประมาณแบบเกินดุล โดยตัดงบประมาณรายจ่ายและเงินรายได้จากภาษีอย่างสำคัญ นอกจากนี้ยังได้ผลักดันนโยบายตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงกว่าร้อยละ 20 มาตรการดังกล่าวได้ส่งผลให้การบริโภคหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ใน พ.ศ. 2541 มูลค่าขายของกิจการรถยนต์ลดลงร้อยละ 65 รายรับของห้างสรรพสินค้าลดลงร้อยละ 20 การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคประจำวันลดลงระหว่างร้อยละ 10 – 15 นอกจากนี้ IMF ได้มีโครงการปรับโครงสร้างภาคธุรกิจ การเงิน และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมาใช้ รวมทั้งข้อจัดการกับบริษัทเงินทุนซึ่งล้มละลาย และมีการออก พ.ร.บ. ล้มละลาย ผลที่ตามก็คือ ในเดือนสิงหาคม 2540 รัฐบาลกำหนดให้บริษัทไฟแนนซ์ 42 แห่ง หยุดดำเนินกิจการเป็นการชั่วคราว ทำให้มีบริษัททั้งหมดที่หยุดดำเนินการ 58 แห่ง ในจำนวน 56 แห่งถูกปิดอย่างถาวรในระยะเวลาต่อมา และมาตรการดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนในระบบการเงิน โดยมีการถอนเงินออกจากธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนหลายแห่ง นอกจากนี้มาตรการที่เสนอแนะหลายอย่างของ IMF ไม่ได้ส่งผลต่อการไหลเข้าของเงินทุนและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่ส่งผลต่อเงินทุนไหลออกไปอีก ในช่วงเดือนสิงหาคม 2540 – 2541 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลงจาก 550 เหลือ 207 เพราะนักลงทุนถอนตัวไป ค่าเงินบาทลดลงจากอัตรา 25 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนค่าเงินบาทลอยตัว ถึงจุดต่ำสุดที่ 56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่รัฐบาลเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ใช้ค่าเงินบาทต่ำอย่างต่อเนื่อง และลดการปล่อยสินเชื่อต่อไปอีก ส่งผลให้การขาดแคลนสินเชื่อและส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด

รัฐบาลไทยได้กู้เงินมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ส่วนหนึ่งเพื่ออุ้มชูภาคธนาคาร สถาบันการเงินเอกชน โดยผ่านกองทุนเพื่อการฟื้นฟู ธนาคารและสถาบันการเงิน ทำให้หนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้น ในปี พ.ศ. 2543 ภาครัฐเป็นหนี้ต่างประเทศราวร้อยละ 57 ของหนี้ต่างประเทศทั้งหมด หนี้ต่างประเทศของภาครัฐเพิ่มจาก 24,700 ล้านดอลลาร์ ในปี พ.ศ. 2540 เป็น 33,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2543 ขณะที่ยอดหนี้ต่างประเทศทั้งหมด (รวมทั้งภาครัฐและเอกชน) ลดลงจาก 109,300 ล้านดอลลาร์ ในปี พ.ศ. 2540 เป็น 80,200 ล้านดอลลาร์ ในปี พ.ศ. 2543 เพราะเอกชนต่างทยอยใช้หนี้ต่างประเทศจนหนี้เอกชนลดลง แต่หนี้ภาครัฐกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงหลังวิกฤต เท่ากับเป็นการแปลงหนี้ภาคเอกชนให้กลายเป็นหนี้ของภาครัฐหรือหนี้ของประชาชนมากขึ้น ภาระหนี้ของประเทศที่สูงขึ้นย่อมเป็นผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว เพราะเอกชนและรัฐบาลต้องนำเงินจำนวนหนึ่งไปใช้หนี้ต่างประเทศจึงมีผลให้ทรัพยากรที่เหลือใช้ในประเทศน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ในปี พ.ศ. 2543 – 2544 ภาระหนี้ต่างประเทศของไทยอยู่ประมาณร้อยละ 60 – 65 ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ

ในเวลาต่อมา IMF ได้ยอมรับว่า มาตรการที่ IMF ผลักดันออกมาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในไทยและประเทศในเอเชียมีความผิดพลาด หรือเปรียบเสมือนให้ยาแรงเกินไปต่อมาได้พยายามผ่อนคลายมาตรการหลายอย่าง เช่น การรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง และ การรักษางบประมาณเกินดุล ในที่สุดเศรษฐกิจไทยได้เริ่มฟื้นตัวอีกครั้งประมาณปี พ.ศ. 2546

<< Previous Next >>