Search this page
Module 1

General Introduction to Writing
ลักษณะทั่วไปของการเขียน

เนื้อหาตอนนี้ประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้

 

ลักษณะของภาษาพูดและภาษาเขียน

ภาษาพูดและภาษาเขียนมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันเพื่อสื่อความหมายของแนวความคิดหรือประสบการณ์ โดยถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือตัวอักษรตามลำดับ ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียนมีหลายด้าน อาทิ คำศัพท์ ไวยากรณ์ และการเรียบเรียงถ้อยคำ อย่างไรก็ดี บางกรณีอาจพบว่า มีการนำภาษาพูดหรือภาษาที่ไม่เป็นทางการมากนักมาใช้ในการเขียน เช่น การเขียนข้อเขียนบางลักษณะที่ไม่เป็นทางการมากนัก การเขียนจดหมายส่วนตัว การเขียนไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีเมล์ การเขียนบันทึกส่วนตัว เป็นต้น

ความแตกต่างด้านคำศัพท์ Details...
ความแตกต่างด้านไวยากรณ์ Details...
ความแตกต่างด้านการเรียบเรียงถ้อยคำ Details...

 
Exercise 1

^Top


ลักษณะการเขียนที่ดี (characteristics of good writing)

การเขียนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก เพราะการเขียนเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการบันทึกความจำ สื่อสารความคิด และเป็นหลักฐานและเอกสารอ้างอิงได้ การเขียนสามารถพัฒนาความคิดของคนในสังคม เพราะมนุษย์ได้เรียนรู้วิทยาการต่าง ๆ จากข้อเขียนของผู้รู้ หรือจากงานวิจัยต่าง ๆ ดังนั้น สังคมจึงมีการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้การเขียนยังเป็นเครื่องมือที่บุคคลในอาชีพต่าง ๆ ใช้ประกอบการทำงาน เช่น วิศวกรเขียนรายงานความก้าวหน้าของโครงการ นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ และนักวิจัยเขียนรายงานการวิจัย ครูอาจารย์เขียนตำรา เอกสารประกอบการสอน และรายงานการวิจัย ผู้ปฏิบัติงานสำนักงานเขียนบันทึกข้อความหรือจดหมาย เป็นต้น

ในการเขียน นอกจากผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงหลักการเบื้องต้นของการเขียน ซึ่งได้แก่ จุดประสงค์ที่แน่นอนในการเขียน เนื้อหา หลักภาษาและไวยากรณ์ การเลือกคำศัพท์ ลีลาการเขียน รวมทั้งตัวสะกดที่ถูกต้อง การใช้เครื่องหมายวรรคตอน และการเขียนตัวอักษรเล็กตัวอักษรใหญ่ เพื่อไม่ให้ผู้อ่านสับสนหรือเข้าใจผิดได้โดยง่ายแล้ว ผู้เขียนยังต้องคำนึงถึงและวิเคราะห์ผู้อ่าน เพื่อสื่อเนื้อหาที่ต้องการให้เหมาะสมกับผู้อ่านแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะผู้อ่านมีบทบาทสำคัญต่อการเขียนและการนำเสนองานเขียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รูปแบบงานเขียน การกำหนดหัวข้อเรื่อง ขอบเขตของเรื่อง วิธีนำเสนอเรื่อง ลักษณะภาษา และลีลาการเขียน

1. ลักษณะเด่นของการเขียน

• การเขียนเป็นกระบวนการความคิดที่สลับซับซ้อนที่ผู้เขียนพยายามสื่อออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร
• การเขียนเป็นงานสร้างสรรค์ รังสรรค์ความคิดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร
• การเขียนคือการค้นพบ การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่เขียนระหว่างการเขียน ช่วยให้เกิดการค้นพบข้อมูลและสาระต่าง ๆ มากมาย
• การเขียนคือการเขียนแล้วเขียนอีก กล่าวคือ มีการปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติมหรือตัดทอน ทั้งในด้านเนื้อหาสาระ ภาษา และอื่น ๆ เพื่อให้งานเขียนสมบูรณ์มากขึ้น

2. ความสมดุลของข้อเขียน (rhetorical stance)

ความเรียง (rhetoric) อาจเป็นวจนะหรือข้อเขียน ที่ผู้เสนอพยายามสื่อความหมายไปยังกลุ่มผู้อ่านหรือผู้ฟังอย่างน่าสนใจ แต่ในที่นี้จะจำกัดอยู่เพียงข้อเขียน ความสมดุลของข้อเขียนใดข้อเขียนหนึ่งจะหมายถึงความสมดุลขององค์ประกอบต่อไปนี้คือ

• เนื้อหาในการเขียน -- จะสื่อเนื้อหาสาระอะไรกับผู้อ่าน
• จุดมุ่งหมายในการเขียน -- ทำไมจึงต้องเขียนเรื่องนี้
• กลุ่มผู้อ่านที่ผู้เขียนคาดไว้ในใจ -- เขียนให้ใครอ่าน

เมื่อมีกรอบตามองค์ประกอบข้างต้น ซึ่งรวมเรียกได้ว่า การวิเคราะห์สถานการณ์การเขียน (rhetorical situation) นี้แล้ว จะช่วยให้ผู้เขียนสามารถตีความหัวข้อเรื่องที่จะเขียนให้กระจ่างมากยิ่งขึ้น สามารถกำหนดสาระและขอบเขตการเขียนได้ชัดเจนขึ้น และสามารถใช้วิเคราะห์ร่างการเขียนว่ามีความสมดุลขององค์ประกอบต่าง ๆ ดีหรือไม่

2.1 การวิเคราะห์เนื้อหา ควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้

2.1.1 ความรู้ในเนื้อหาที่จะเขียน ผู้เขียนต้องวิเคราะห์ว่า ตนมีความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อของข้อเขียนมากเพียงพอหรือไม่ รวมถึงการค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์

2.1.2 ขอบเขตของเนื้อหาที่จะเขียน เนื้อหามักขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการเขียนและกลุ่มผู้อ่านด้วย การเขียนเพื่อเล่าสภาพความเป็นอยู่โดยทั่วไป กับการเขียนแสดงความคิดเห็นในเชิงไม่เห็นด้วยกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมแตกต่างกันในแง่ของเนื้อหาและการนำเสนอ หรือการเขียนบรรยายเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ให้กลุ่มเพื่อนที่เคยมาเที่ยวกรุงเทพฯ กับการเขียนบรรยายเกี่ยวกับกรุงเทพฯ เชิญชวนผู้ที่ไม่เคยมากรุงเทพฯ ให้รู้สึกอยากมาเที่ยว ย่อมแตกต่างกันในแง่ของเนื้อหาและการนำเสนอเช่นกัน

2.2 การวิเคราะห์จุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายในการเขียนเป็นเครื่องกำหนดโวหารหรือวิธีการนำเสนอเรื่อง ในข้อเขียนหนึ่ง ๆ อาจมีโวหารต่าง ๆ ปะปนกัน สิ่งสำคัญคือ จะเขียนอย่างไรให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการเขียนที่ตั้งใจ เช่น ข้อเขียนอาจเป็นพรรณนาโวหาร (descriptive) บรรยายโวหาร (narrative) การเขียนเพื่อโน้มน้าวใจ (persuasive) การเขียนแบบอรรถาธิบาย (expository) เป็นต้น

2.3 การวิเคราะห์ผู้อ่าน ผู้เขียนต้องวิเคราะห์ความต้องการของผู้อ่านว่าอยากทราบข้อมูลอะไร มีพื้นความรู้ร่วมกับผู้เขียนมากน้อยเพียงใด และต้องใช้ภาษาเช่นไร เช่น การเขียนรายานผลการวิจัยให้นักวิชาการอ่าน ควรใช้ภาษาที่เป็นทางการ ส่วนการเขียนบทความสำหรับกลุ่มผู้อ่านที่ไม่ใช่นักวิชาการ อาจเขียนด้วยภาษาที่ไม่เป็นทางการ ทั้งนี้ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้อ่านด้วย เช่น เพศ อายุ ภูมิหลัง ค่านิยม ซึ่งล้วนมีผลต่อการกำหนดขอบเขตของเรื่อง วิธีการนำเสนอ ตลอดจนภาษาที่ใช้

ตัวอย่างการวิเคราะห์สถานการณ์การเขียน

หัวข้อการเขียน: Living in Bangkok
อาจวิเคราะห์สถานการณ์การเขียนได้หลากหลาย เช่น

1. จุดมุ่งหมายในการเขียน:
เพื่อให้คนตระหนักถึงสภาพการมีชีวิตที่ไม่น่าอยู่ในกรุงเทพฯ
กลุ่มผู้อ่าน:
คนที่ไม่รู้สภาพชีวิตในกรุงเทพฯ
เนื้อหา:
พรรณนาสภาพจราจร มลภาวะ และค่าครองชีพ
2. จุดมุ่งหมายในการเขียน:
เพื่อให้คนตระหนักถึงชีวิตที่สะดวกและความหลากหลายในกรุงเทพฯ
กลุ่มผู้อ่าน:
คนที่ไม่รู้สภาพชีวิตในกรุงเทพฯ
เนื้อหา:
กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการขนส่งและการคมนาคม มีร้านค้า ร้านอาหาร และแหล่งบันเทิงจำนวนมาก
3. จุดมุ่งหมายในการเขียน:
เพื่อแสดงสภาพมลภาวะในกรุงเทพฯ
กลุ่มผู้อ่าน:
หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารกรุงเทพฯ เช่น กทม.
เนื้อหา:
อธิบายสภาพมลภาวะในกรุงเทพฯ พร้อมนำเสนอค่าสถิติต่าง ๆ

3. การจัดเอกภาพของสาร (unity)

3.1 รูปแบบของข้อเขียน (rhetorical pattern)
รูปแบบของข้อเขียนภาษาอังกฤษที่เป็นที่นิยมกัน ส่วนใหญ่มีองค์ประกอบสำคัญ ๆ ดังนี้คือ มีประโยคใจความสำคัญหรือประโยคหลัก (topic sentence) มีการขยายหรืออธิบายความ มีการยกตัวอย่าง และมีการสรุปความ

3.2 การเขียนให้กระชับและเขียนให้ตรงประเด็น

3.2.1 การเขียนให้กระชับ (concise) คือการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เขียนให้มากที่สุดโดยใช้ประโยคและคำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ควรตัดสิ่งที่เป็นใจความซ้ำซ้อน เนื้อหาสาระที่ไม่จำเป็นหรือเป็นสิ่งที่คาดว่าผู้อ่านทราบแล้วออก

3.2.2 การเขียนให้ตรงประเด็น (precise) คือการเขียนให้ข้อมูลและรายละเอียดเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอและจุดมุ่งหมายในการเขียน หรือสิ่งที่กลุ่มผู้อ่านคาดว่าจะอ่านในข้อเขียนอย่างชัดเจนและถูกต้อง โดยตัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออก เพื่อมิให้ผู้อ่านจับใจความยากหรือคลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ

3.3 การเสนอความคิดอย่างสมเหตุสมผล
ข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง หรือการอภิปรายใด ๆ ในข้อเขียน ควรสมเหตุสมผล เป็นความจริงหรือเป็นตรรกะที่ผู้อ่านยอมรับได้ เพราะหากความคิดต่าง ๆ ที่นำเสนอในสารมีจุดบกพร่องที่ผู้อ่านโต้แย้งหักล้างได้ สารนั้นย่อมไม่น่าเชื่อถือและไม่สามารถจูงใจให้ผู้อ่านคล้อยตามได้

^Top


การเขียนประโยคและย่อหน้า (writing sentences and paragraphs)

การเขียนประโยค (writing sentences)
การเขียนประโยคคือ การนำเอาคำหลาย ๆ คำมาเรียงต่อกันเป็นกลุ่มคำ มีลักษณะเป็นวลีและประโยคอย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ทั้งในด้านรูปแบบและความหมาย โดยทั่วไปประโยคประกอบด้วยคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป ที่มีทั้งภาคประธานและภาคแสดง

การเขียนประโยคควรคำนึงถึง

ส่วนประกอบของประโยค

คำ (part of speech)
วลี (phrases)
ประโยคย่อย (clauses)
ประโยค (sentences)

ประเภทของประโยค

ประโยคบอกเล่า (declarative sentences) – อาจเป็นประโยคแสดงข้อเท็จจริง ประโยคแสดงความคิดเห็น หรือประโยคขอร้อง
ประโยคคำถาม (interrogative sentences)
ประโยคคำสั่ง (imperative sentences)
ประโยคอุทาน (exclamatory sentences)

หน้าที่ของประโยคในย่อหน้า

ประโยคใจความสำคัญ
ประโยคขยายหลัก
ประโยคขยายรอง
ประโยคเชื่อม
ประโยคคำนำ
ประโยคสรุป

การเขียนย่อหน้า (writing paragraphs)
การเขียนย่อหน้าคือ การนำเอาประโยคหลาย ๆ ประโยคมาเรียงต่อกันเป็นย่อหน้า การเขียนย่อหน้าควรคำนึงถึง

ส่วนประกอบของย่อหน้า

ความสมบูรณ์ในเนื้อหาสาระ
ความสอดคล้องต่อเนื่องของเนื้อเรื่อง
ความถูกต้องตามหลักวิชาการ หลักตรรกะ และความมีเหตุผล

ประเภทของย่อหน้า

การแบ่งประเภทของย่อหน้าตามลักษณะการเขียน
     การให้ข้อสรุปก่อนนำไปสู่รายละเอียด (deduction)
     การให้รายละเอียดก่อนนำไปสู่ข้อสรุป (induction)
การแบ่งประเภทของย่อหน้าตามจุดประสงค์ในการเขียน มีหลากหลาย อาทิ
     การเขียนเพื่อให้ข้อมูล
     การเขียนเพื่อโน้มน้าวใจ
     การเขียนเพื่อโต้แย้ง

หน้าที่ของย่อหน้าประโยคในความเรียง

ย่อหน้านำเรื่อง (introductory paragraph)
ย่อหน้าเนื้อเรื่อง (body paragraph)
ย่อหน้าสรุป (concluding paragraph)

^Top

 
Copyright © 2003-2005 STOU Sukhothai Thammathirat Open University. All rights reserved.